อ.คนถางทางเป็นคนที่เขียนดีมากๆ คนหนึ่งครับ อ่านบันทึกของอาจารย์แล้วกระตุกต่อมความคิดของผมได้มากทีเดียวครับ

อาจารย์เขียนบันทึก "คนใต้โง่ที่สุด" ที่ผมอ่านแล้วก็มีความเห็นที่อยากจะเขียนตอบ พอเขียนแล้วก็ค่อนข้างยาว จึงนำมาเป็นบันทึกนี้และลิงก์กลับไปเป็น "บันทึกที่เกี่ยวข้อง" ครับ

ภาคใต้ที่จริงแล้วเป็นภาคที่โชคดีกว่าภาคอื่นๆ เพราะทั้งดินฟ้าอากาศอุดมสมบูรณ์อย่างยิ่ง ผู้คนจึงมีความลำบากในการดำรงชีวิตน้อยกว่าคนภาคอื่นๆ เท่าที่ผมจำความได้ ภาคใต้สมัยก่อนสามารถเรียกได้ว่า "ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว และในสวนมีผักผลไม้นานาพันธุ์" จริงๆ

แต่เดี๋ยวนี้ภาคใต้เปลี่ยนไปครับ

หลายวันก่อนผมปั่นจักรยานไปแถวๆ โรงงานอาหารทะเล เห็นคนงานออกจากโรงงานรอกลับบ้านกันเป็นแถวครับ

โรงงานอาหารทะเลเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นของต่างชาติโดยใช้คนงานเป็นคนในพื้นที่นี่เองครับ รายได้ก็คือเท่ากับค่าแรงขั้นต่ำครับ ไหนจะโรงงานแปรรูปน้ำมันปาล์ม โรงงานเกี่ยวกับยางพารา และอื่นๆ อีก เรียกว่าภาคใต้ก็มีส่วนของ GDP ที่คำนวนมาจากโรงงานในพื้นที่ที่เป็นของต่างชาติไม่น้อยเหมือนกันครับ

เรื่องนี้คนภาคอื่นจะไม่ค่อยรู้ครับ ประเทศเราจะมี "ความเชื่อ" (mindset) ถึงความยากลำบากของคนอีสานหรือคนเหนือ แต่ไม่รู้ถึงความลำบากของคนใต้ ทำให้คนใต้เสียประโยชน์จากการไม่ได้รับความสนใจถึงความยากลำบากในพื้นที่เท่าที่ควรครับ

ที่จริงแล้วภาคใต้เดือดร้อนไม่ได้แพ้ภาคไหนๆ เผลอๆ จะมากกว่าด้วยซ้ำเพราะเราเป็นพื้นที่เดียวที่ไปไหนมาไหนจะถูกตรวจสอบระเบิดอยู่ตลอดเวลา (เปิดเบาะ เปิดหมวก ตรวจท้ายรถ ฯลฯ) และเป็นพื้นที่เดียวที่มีการระเบิดจริง เผาจริง และตายกันจริงๆ ไม่ได้ทำเล็กๆ น้อยๆ เพื่อเหตุผลทางการเมืองพอเป็นข่าวเหมือนภาคอื่นๆ ครับ

ตอนนี้ที่ดินในห้าจังหวัดภาคใต้ราคาถูกมาก แต่ผมเชื่อว่าไม่มีเศรษฐีคนไหนคิดมาลงทุนแน่นอนครับ แถวหาดใหญ่ตอนนี้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เติบโตอย่างมาก เพราะผู้คนย้ายมาจากสามจังหวัดมาอยู่หาดใหญ่กันเยอะ แต่พอหาดใหญ่เจอระเบิดหนักอย่างในช่วงก่อนสงกรานต์ที่ผ่านมา ข่าวก็บอกกันว่าท่าทางธุรกิจอสังหาฯ น่าจะไปไม่รอดเสียแล้ว

ที่จริงแล้วด้วยธุรกิจอสังหาฯ ที่บูมมากของหาดใหญ่ ทำให้ตอนนี้ภูเขาแถวๆ เขาคอหงส์ ใกล้ๆ กับ ม.สงขลานครินทร์ นี่ล่ะ ถูกระเบิดให้กลายเป็นพื้นราบเพื่อสร้างบ้านจัดสรรเยอะแยะมาก ตรงไหนที่นายทุนซื้อไม่ได้ก็ถูกปล่อยให้เป็นหน้าผาอยู่น่าหวาดเสียวดินถล่มมาก แต่ก็ไม่ปรากฎว่ามีใครมาต่อสู้ร้องเรียนในเรื่องเหล่านี้ครับ

ในเรื่องการได้เปรียบทางการเกษตรนั้น ผมได้ข่าวว่าช่วงนี้ภาคอีสานและภาคเหนือก็มีการปลูกยางพาราและปาล์มน้ำมันกันไม่น้อย คาดว่าอีกไม่นานความได้เปรียบจากการที่ผลิตผลทางการเกษตรมีมูลค่าสูงกว่าภาคอื่นของภาคใต้ก็คงน้อยลงแล้วครับ

ก่อนหน้านี้เราจะเห็นว่าคนอีสานมารับจ้างตัดยางที่ภาคใต้ แต่ตอนนี้คนอีสานเอา "know-how" ไปปลูกยางที่ภาคอีสานเรียบร้อยแล้ว กำลังคนตัดยางที่มีในภาคใต้ตอนนี้ สำหรับสวนยางของเศรษฐีที่มีเป็นระดับร้อยๆ ไร่ (และเป็นนักลงทุนชาวต่างชาติ) คือแรงงานจากพม่าครับ

ที่หาดใหญ่ตอนนี้ไปทางไหนก็เจอแต่พม่าครับ คนอีสานและคนเหนือไม่มีแล้วครับ

ส่วนคนใต้ที่ไม่มีที่ดินเป็นของตัวเองก็ไม่มีงานทำเหมือนเดิม เพราะค่าแรงงานชาวพม่านั้นถูกกว่ามากครับ

โดยภาพรวมของสถานการณ์ของภาคใต้ในขณะนี้ ผมเชื่อว่าอีกไม่นาน "ความรวย" ของคนใต้เมื่อดูจากตัวเลข GDP แล้วน่าจะน้อยลงไปตามลำดับครับ

อย่างไรก็ตามธุรกิจที่ทำรายได้ที่ช่วยสร้าง GDP ให้แก่ภาคใต้ได้แก่ บริษัทร่วมทุนกับต่างชาติที่ขุดเจาะน้ำมันและแก๊สธรรมชาติ และธุรกิจโรงแรมและการท่องเที่ยวต่างๆ ก็คงยังไม่หมดไปได้ง่ายๆ ยังพอช่วยเรื่อง GDP ไปได้พักใหญ่ทีเดียวครับ

พูดถึงเรื่องยางพารา ด้วยความที่มูลค่าสูงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้ตอนนี้ภาคใต้แทบจะไม่เหลือป่าแล้วครับ ทุกพื้นที่ที่ปลูกยางพาราได้กลายเป็นสวนยางไปหมดแล้ว ดูแค่เขาคอหงส์ที่เป็นที่ตั้งของ ม.สงขลานครินทร์ ก็กลายเป็นภูเขาสวนยางไปแล้วทั้งลูกครับ เรียกว่าจ่อคอหอยนักวิชาการและนักต่อสู้ทางการเมือง ก็พี่ๆ น้องๆ กันทั้งนั้นนี่เอง

แต่ก็เป็นที่รู้กันว่านักวิชาการเรานั้นไม่ยุ่งกับการเมืองท้องถิ่น เพราะไม่เคยปรากฎว่ามีใครถูกนักการเมืองระดับประเทศ "จัดการ" สักคน แต่คนที่ไปหาเรื่องกับนักการเมืองท้องถิ่นไม่ได้อยู่ดีมีสุขสักราย มีตัวอย่างให้เห็นมาแล้วครับ ด้วยเหตุนี้เวลามีเหตุการณ์ระดับประเทศเราจึงตื่นตัวกันมาก จัดกิจกรรมกันหลากหลายสารพัดรูปแบบ แต่เหตุการณ์ใกล้ๆ ตัวนั้นไม่มีใครกล้าพูดถึงครับ

ไม่ได้ว่าใครนะครับ เพราะผมเองก็ไม่กล้าเหมือนกัน

ส่วนพื้นที่ที่ปลูกยางไม่ได้ ก็กลายเป็นสวนปาล์ม ถ้าปลูกไม่ได้จริงๆ เหมือนแถว อ.สทิงพระ จ.สงขลา เจ้าของถ้าไม่ทำนากุ้ง หรือทำนากุ้งจนดินเสียไปหมดแล้ว ก็ต้องไปทำงานโรงงานอาหารทะเลครับ

บันทึกนี้ไม่ได้บอกว่าคนภาคไหนฉลาดหรือโง่ครับ ผมเชื่อว่าการที่จะเหมาคนทั้งภาคว่าโง่หรือฉลาดนั้นย่อมเป็นไปไม่ได้ครับ

บันทึกนี้มีวัตถุประสงค์เพียงแค่อยากจะให้ข้อมูลจากมุมมองของคนที่อยู่ในพื้นที่ครับ และที่สำคัญบันทึกนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเมืองด้วย เพราะผมตั้งใจว่าจะไม่เขียนอะไรที่เกี่ยวข้องกับการเมืองเป็นอันขาดเพราะเรื่องการเมืองนั้นเป็นเรื่องของอารมณ์มากกว่าเหตุผล ไม่ใช่เฉพาะประเทศไทย แต่เป็นกันทั้งโลกครับ

เมื่อคืนผมคุยกับ อ.จัน โดยที่เขาอยากจะไปซื้อของบางอย่างที่ห้างที่ติดกับห้างที่โดนระเบิด แต่เขาก็กังวลที่จะไป ความรู้สึกเช่นนี้คนภาคอื่นไม่มีแน่นอนครับ

เหตุการณ์ระเบิดครั้งที่ผ่านมา อ.จัน เหมือนกับอยู่ในพื้นที่จริง เพราะเขากำลังโทรศัพท์คุยกับรุ่นน้องสนิทที่อยู่ยะลาอยู่พอดี จึงเหมือนได้ยินเหตุการณ์สดๆ ตลอดเวลา ผมยังจำเสียงพูดด้วยความตกใจของรุ่นน้องคนนั้นได้ติดหูทีเดียวครับ เขาดูข่าวทางทีวีแล้วเห็นศพคนที่เขารู้จัก เขาตกใจร้องไห้ผ่านโทรศัพท์ เราที่ฟังอยู่ที่ปลายสายก็ใจเสียตามไปด้วย

นี่ผมยังไม่ได้พูดถึงเหตุการณ์แผ่นดินไหวและสึนามิที่พึ่งผ่านมาอีกต่างหาก และไม่ได้พูดถึงธุรกิจนากุ้งที่ทำลายพื้นที่ติดชายทะเลของภาคใต้ไปมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมาครับ

ผมคิดว่าถึงเวลาแล้วที่คนภาคอื่นเลิกมองภาคใต้ "รวย" เสียที คนใต้ตัวจริงๆ นั้น "ลำบาก" ไม่แพ้ภาคอื่นๆ และอาจจะมากกว่าด้วยซ้ำ ความเข้าใจที่ถูกต้องน่าจะช่วยให้ชีวิตของคนใต้ดีขึ้นในระยะยาวครับ