หลังบรรยายและเป็นวิทยากรให้กับการสัมมนาที่กรุงเทพฯซึ่งจัดโดยสำนักส่งเสริมชุมชนเข้มแข็ง กรมการพัฒนาชุมชน เสร็จเรียบร้อยแล้ว ก่อนกลับเชียงใหม่ ผมก็แวะไปบ้านเกิดที่หนองบัว นครสวรรค์สักหน่อยหนึ่งก่อนโดยถือเป็นโอกาสทำหลายอย่างไปในคราเดียวกัน นับแต่ถือโอกาสได้กลับไปหาแม่ กลับไปพบปะหารือกับเพื่อนฝูงและหมู่คนที่ช่วยกันจัดนิทรรศการหนองบัวในงานงิ้วเมื่อเดือนมีนาคม ๒๕๕๕ ที่ผ่านมา เพื่อสานความต่อเนื่องของการทำงานเชิงความรู้และงานวิชาการที่ทำช่วยกันแบบจิตอาสา กับงานจากสำนึกรักถิ่นเกิดถิ่นอาศัยเพื่อคนหนองบัวและสุขภาวะของหนองบัว รวมทั้งจะถือโอกาสเดินสำรวจหมู่บ้านและบางชุมชนเพื่อศึกษาและเก็บรวบรวมข้อมูลต่างๆสะสมไว้ตามโอกาสที่ทำได้ ถ่ายรูปและมีเรื่องราวต่างๆมาบันทึกไว้สักเล็กน้อยก็ยังดี

ผมเปลี่ยนจากนั่งรถตู้ไปนั่งรถทัวร์โดยกะว่าจะเดินทางสบายๆโดยรถทัวร์กรุงเทพฯ-นครสวรรค์ให้ถึงก่อนเที่ยงเพื่อต่อรถไฟจากนครสวรรค์ไปชุมแสงก่อน ๕ โมงเย็น จึงจะสามารถทันได้นั่งรถเมล์เข้าหนองบัวไปอีก ๓๐ กิโลเมตรและแวะลงกลางทางที่บ้านก่อนถึงหนองบัว ๗ กิโลเมตร ผมจึงออกเดินทางเช้ากว่าที่เคยเดินทางจากกรุงเทพฯเพื่อกลับบ้านเกิดที่หนองบัวที่เคยปฏิบัติมาหลายสิบปี

แต่ทุกอย่างก็แทบจะไม่ได้เป็นไปอย่างที่กะเกณฑ์ไว้ล่วงหน้า เพราะพอไปถึงสถานีขนส่งสายเหนือหมอชิต ก็พบว่ารถที่จะผ่านนครสวรรค์ตั้งแต่ ๙ โมงเช้าไปจนถึงก่อนเที่ยงครึ่งนั้นได้เต็มหมดแล้ว ผมเลยต้องรอเที่ยวที่มีที่นั่งเที่ยวแรกสุดเมื่อเที่ยงครึ่งและเป็นรถกรุงเทพฯ-เชียงราย เดินทางถึงนครสวรรค์กว่าบ่าย ๓ โมงเย็น เลยเวลาที่จะมีรถต่อเข้าชุมแสงและหนองบัว

ผมเห็นความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงของสังคมในอีกแบบแผนหนึ่งไปบนการเดินทางสัญจรในครั้งนี้ โดยพบว่า รถประจำทางสำหรับกรุงเทพฯกับปลายทางในระยะต่ำกว่า ๓๐๐ กิโลเมตรของสายเหนือนั้น ลดลงทั้งปริมาณและคุณภาพ การที่จะเดินทางภายในระยะทางดังกล่าว ไปหนองบัว นครสวรรค์ รวมทั้งปลายทางโดยรอบ เช่น อยุธยา อ่างทอง สิงห์บุรี ชัยนาท อุทัยธานี ซึ่งอยู่ในระยะ ๑๐๐-๓๐๐ กิโลเมตรเหล่านี้ แทบจะไม่มีผู้โดยสารที่นิยมใช้บริการรถทัวร์เหมือนอย่างที่เคยแออัดคับคั่งอย่างในอดีตเมื่อไม่เกิน ๒ ทศวรรษที่ผ่านมาอีกแล้ว

ปัจจุบันนี้ คนเดินทางนิยมหันไปใช้รถตู้และรถส่วนตัวแทนการโดยสารรถทัวร์ ทำให้รถทัวร์ในระยะใกล้เกือบหมดไป ส่วนที่เหลือก็คงจะเป็นการวิ่งเพื่อรักษาเส้นทางการสัมปทาน อีกทั้งวิ่งแวะจอดรับส่งผู้โดยสารไปบนรายทางตลอดเส้นทาง ทำให้วิ่งถึงปลายทางช้ากว่าที่เคยรู้จักนานนับเป็น ๑-๒ ชั่วโมงเลยทีเดียว ระบบบริการ บรรยากาศ ผู้คน วิถีชีวิต การทำมาหากิน ที่โลดแล่นอยู่โดยรอบเส้นทางการสัญจรต่างๆ ล้วนเปลี่ยนแปลงไปเกือบหมด

ภาพการเดินทางแบบหอบลูกจูงหลานและคนเฒ่าคนแก่ ไม่หลงเหลือให้เห็นเลย อีกทั้งไม่มีเทปหรือวิดีโอคณะตลกหรือจำอวดหน้าม่านฉายให้นั่งดูในรถ ไม่มีแม่ค้าเดินขายไก่ย่างข้าวเหนียว ไม่มีเด็กชายผมเกรียนเด็กหญิงผมม้าและคนหนุ่มสาววัยแรงงานหอบชะลอมท่าทางตื่นๆแบบบ้านนอกเข้ากรุงเดินหารถขวักไขว่ ไม่มีเสียงตู้เพลง ไม่แออัดและไม่อึกกระทึกจากการที่พนักงานรถจะต้องส่งเสียงแย่งผู้โดยสาร ตรงกันข้าม ผู้คนกลับดูประปราย โดยมากก็มักจะเดินทางคนเดียวและเพียงกลุ่มเล็กๆคนสองคน

ไม่มีรถเดินทางต่อไปอีกก็ดีเหมือนกัน เพราะผมเองก็ไม่รู้ว่าจะต้องรีบร้อนไปไหน จึงตัดสินใจหาโรงแรมนอนพักที่โรงแรมพิมานใกล้ๆสถานีขนส่งเพื่อรอต่อรถไปชุมแสงและหนองบัวก่อนเที่ยงของวันรุ่งขึ้น แต่ในที่สุด ผมก็ต้องใช้เวลาเดินทางจากนครสวรรค์และนั่งรถเมล์ซึ่งมีอยู่เพียงเที่ยวเดียวในรอบบ่ายของการเดินทางในวันที่สองของผม รอรับผู้โดยสารทีละคนสองคน กระทั่งวิ่งปุเลงๆเสียงดังคล่อกแคล่กเอี๊ยดอ๊าดออกจากชุมแสงไปยังหนองบัวเมื่อเกือบ ๖ โมงเย็น

ผมจึงเดินทางถึงบ้านเมื่อก่อน ๒ ทุ่มของอีกวันหนึ่ง จึงกลายเป็นว่าจากกรุงเทพฯไปนครสวรรค์ว่าช้าจนไม่ทันรถที่จะเดินทางต่อไปอีกแล้วนั้น ผมกลับยิ่งต้องใช้เวลาสำหรับเดินทางจากปากน้ำโพไปบ้านที่หนองบัวซึ่งอยู่ในพื้นที่จังหวัดเดียวกัน ยาวนานหลายชั่วโมงยิ่งกว่าเดินทางจากกรุงเทพฯไปนครสวรรค์เสียอีก แต่กระนั้นก็ทำให้ได้งาน เพลิดเพลิน ได้ความสนุก เห็นโลกกว้างและวิถีชีวิตผู้คนที่ดำเนินไปอีกแบบหนึ่งเงียบๆสบายๆ.