๑. เราเดินมาถูกทางแล้วที่ตั้งคณะกรรมการค้นหาความจริง และเป้าหมายในการค้นหานั้น ไม่ได้มีนัยที่จะชี้ผิดและถูกต่อคู่ขัดแย้ง หากเป็นการค้นหาความจริงเพื่อให้ได้ "ความจริง" เสียก่อน ส่วนจะนำความจริงไปทำอะไรนั้น คณะกรรมชุดนี้มองว่า ความความจริงไปให้รัฐบาลกำหนดท่าทีในการแก้ปัญหามิติอื่นๆ ต่อไป เช่น การเยียวยา การแก้ไขความเหลื่อมล้ำ และอื่นๆ

      ๒. ในขณะที่กรรมการค้นหาความจริงที่เนลสัน เมนเดลล่า ตั้งขึ้นตามพรบ. แต่ของไทยกลับใช้ระเบียบสำนักนายกฯ ด้วยเหตุนี้ กก.ชุดนี้ จึงไม่ได้มีอำนาจครอบคลุมเหมือนกับเนลสัน ที่มีอำนาจตั้งแต่การค้นหาความจริง แล้วนำความจริงไปกำหนดเป็นแนวทางในการอภัยโทษกับการนิรโทษกรรมตามสมควรแก่ความผิด และพัฒนาประเทศในมิติอื่นๆ ต่อไป

      ๓. ปัญหาที่เกิดตามมาเมื่อคณะกรรมการชุดดังกล่าว เสนอแนะให้รัฐบาลเยียวยา จึงเกิดปัญหาการยอมรับของบางกลุ่มที่ไม่เห็นพ้องเพราะเป็นคู่ขัดแย้งมาตั้งแต่เบื้องต้น

      ๔. การแสงหาความจริงย่อมมีเป้าหมายเพื่อความจริง แต่สิ่งที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าเป้าหมายคือ วิธีการและเครื่องมือในการได้มาซึ่งความจริง เพราะหากตัววิธีการและเครื่ิองมือไม่ได้รับการยอมรับจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียว่าชอบธรรมแล้ว ก็จะส่งผลต่อความเป็นธรรมอย่างแน่นอน ด้วยเหตุนี้ ตัววิธีการ (Means) จึงมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าเป้าหมาย (End)

      ๕. กระบวนการการค้นหาความจริงนั้น จะต้องไม่ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีคำถามทั้งต่อเครื่องมือ วิธีการ และเลือกกลุ่มว่า เพราะเหตุใด จึงนี้จึงมีวิธีการต่างจากกลุ่มนั้น คนกลุ่มนั้นพยายามค้นหา แต่ห้ามค้นหา หรือไม่ยินยอมให้ค้นหาจากคนอีกกลุ่มหนึ่ง เพราะมิฉะนั้น จะส่งผลต่อความไว้วางใจทั้งคน วิธีการ และเครื่องมือ ซึ่งจะส่งผลเสียต่อภาพรวมของการสร้างความปรองดอง

      ๖. การเริ่มต้นเพื่อค้นหาความจริงนั้น สิ่งจำเป็นอย่างยิ่งคือ "หลีกเลี่ยงที่จะเข้าไปตัดสินคุณค่าของคู่กรณี" เช่น เพราะคนนั้นน่าจะเลวกว่าคนนี้ เราจึงต้องใช้เครื่องมือแบบนี้ต่อคนเลว และคนนี้นี้น่าจะเป็นคนดี ฉะนั้น ต้องใช่วิธีละมุนละม่อม เคารพ และให้เกียรติ ไม่ว่าเราะอนุมานบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ด้วยความชอบ หรือกรอบความคิดของเราว่า ดีหรือไม่ดีก็ตาม แต่เมื่อเข้าสู่กระบวนการแล้ว ทุกคนจึงมีค่าเท่ากัน และพร้อมที่จะเข้าลู่วิ่งของการค้นหาความจริงเหมือนกัน