ผมทึ่งกับภูมิปัญญาไทยโบราณเรามากๆ ในเรื่องการรักษาโรคร้ายนานัปการ โดยเฉพาะมะเร็ง หมู่บ้านข้าง ม.ของผมนี้มีชาวบ้านเป็นมะเร็งขั้นสุดท้ายสองราย หมอหลวงเลิกรักษาให้กลับมานอนรอที่บ้านบอกว่าไม่น่าอยู่ได้เกิน ๑ เดือน ปรากฏว่า หายขาดทั้งคู่ด้วยหมอไทยโบราณ

 

อีกคนแม่เพื่อนผมเอง อยู่อุดร หมอหลวงให้กลับบ้านเช่นกัน แต่หมอไทยรักษาอยู่มาได้อีก ๕ ปี

 

ผมเลยตามสูตรยามะเร็งมาเรื่อยๆ ตามโอกาส  ตอนบวชได้อาจารย์นำธุดงค์เป็นหมอยาตัวฉกาจท่านหนึ่ง ก็เลยได้สูตรยาแปลกๆจากท่านมามากหลาย  ท่านเห็นว่าสนใจก็เลยพาเดินไปยังวัดเครือข่ายของท่านที่มีหลวงพ่อฉมังยาอยู่ก็ยิ่งได้ตัวสูตรยาแปลกๆ ที่อาจไม่มีการบันทึกไว้ในสารบบตำรายาหลวงไทย เช่น

 

(สูตรหลวงพ่อชุ่ม วัดท่าวังไทร คลองหมี  จ. นม. ) ไม่มีอะไรเลย มีตัวยาเดียวคือ เถาเครือสี่เหลี่ยม เอามาทุบ ต้มเป็นน้ำชากินแทนน้ำ   เถานี้นิยมขึ้นในป่าทึบ (ดิบชื้น) เมื่อยังเล็กเถาเป็นสี่เหลี่ยม สีอ่อนๆ ใบยาวมน รูปใข่ แต่พอแก่แล้วเถาจะกลมมากขึ้น

 

(สูตรหลวงพ่อทอง วัดถ้าเทพนิมิต  ปากช่อง จ.นม)

ผักขมหนาม ใบโผะเผะ (ทั้ง 5) บอระเพ็ด ต้มกินน้ำ หรือปั้นลูกกลอน

 

หมายเหตุ..ทั้ง 5 หมายถึง ต้นใบดอกเม็ดราก ...ลูกโผะเผะนี้ผมเคยได้ยินมานานว่าทางการแพทย์ฝรั่งได้เอาไปวิจัยแล้วว่ามีฤทธิ์แก้มะเร็งจริง

 

ที่ม.ผมยังมีนักวิจัยท่านหนึ่งท่านทำวิจัยเงียบๆมานานแล้ว ใช้เห็ดรักษามะเร็ง ทั้งที่เป็นเห็ดยา (เช่น หลินจือ) และเห็ดอาหาร เช่น เห็ดฟาง   ท่านว่าถ้ารู้จักคัดเลือกพันธุ์ให้ดีๆ มันออกฤทธิ์ดีมากๆ และไม่มีผลร้ายข้างเคียง  (แต่ถ้าไม่รู้จักคัดสรรก็มีผลน้อย)  ท่านได้ทดลองกับอาสาสมัครที่ป่วยขั้นสุดท้ายสองสามรายแล้ว  คนหนึ่งหมอหลวงก็ปล่อยแล้ว กินอาหารก็ไม่ได้แล้ว ปรากฏว่ากลับมากินอาหารดีมาก อาการทุกอย่างดีขึ้นแบบทันตาเห็น   อีกคนแผลที่ลิ้นก็หายขาดอาการดีขึ้นมาก

 

เรื่องแบบนี้คนไทยเราเก่งมากๆ แบบเหลือเชื่อ แต่ทำไมวงการแพทย์ไม่รีบเร่ง วิจัย สรรเสริญยกย่องคนเหล่านี้ แล้วจัดการด้านกฎหมายการแพทย์ให้ดี   เช่น คนป่วยขั้นสุดท้ายแล้ว หมอหลวงทิ้งแล้ว แบบนี้น่ามีกฎหมายออกมารองรับให้เข้ารับการบำบัด (โดยสมัครใจ) กับหมอพื้นบ้านได้โดยสามารถเปิดคลีนิกได้ถูกกฎหมาย (ต้องมาลงทะเบียนกับกรมการแพทย์)

 

เช่นหลวงพ่อแคนของผม รักษาคนเป็นเอดส์ขั้นสุดท้าย หามมาน้ำเหลืองย้อยแล้วทั้งสิ้น 35 ราย ทุเลา กลับไปทำงานปกติได้ 33 ราย ตายเพียง 2 ราย อย่างนี้น่าได้โนเบลด้วยซ้ำ แต่กลับต้องหลบๆ ซ่อนๆ กลัวสาธาฯ จับ (แมร่งบ้าแล้วประเทศไทยของกรู)

 

...คนถางทาง (๒๔ เมษายน ๒๕๕๕)