ผมพยายามสังเกตมาพอสมควร กับการที่เราต้องใช้ลิฟท์เพื่อขึ้นตึก ๑๕ ชั้น ในช่วงเวลาเร่งด่วนคือแปดโมงครึ่งถึงเก้าโมงครึ่ง เที่ยงครึ่งถึงบ่ายโมงและช่วงออกจากชั้นเรียนของนักศึกษา เราจะแย่งกันใช้ลิฟท์นั้น ใครพวกน้อยกว่าก็ต้องถอยให้พวกมากกว่า ยิ่งในกลุ่มนักศึกษาชายด้วยแล้ว หากไม่ใช่พวกเดียวกันก็ดูจะหลีกๆกัน นักศึกษาชายกลุ่มประเภทตามล่าหาเหยื่อ หากมีนักศึกษาหญิงเข้าลิฟท์ไปสองสามคน ก็จะกรูกันเข้าไป น่าจะประมาณว่าเหล่หญิง ทำให้เหล่าสาวๆทั้งหลายหากเห็นท่าน่ารำคาญต้องรีบออกมาจากลิฟท์ก็มี ดีหน่อยเดี๋ยวนี้ไม่พบว่ามีรอยเท้านักศึกษาชายประทับไว้ที่ประตูลิฟท์บ้าง ข้างฝาลิฟท์บ้าง ซึ่งเป็นส่วนภายใน ผมเคยไป มรภ.พระนคร เขามีแผงกั้นเป็นร่องเหมือนกับโรงหนังเพื่อบังคับให้คนเข้าเป็นแถว อันนี้เข้าใจว่าเป็นวิธีการจัดการการแย่งกันขึ้นลิฟท์
ในการแย่งกันเข้าไปใช้บริการลิฟท์ขึ้นตึก สิ่งที่ผมสังเกตคือ นักศึกษาหญิงจำนวนหนึ่งเมื่อเข้าไปแล้วจะรีบไปยืนให้ห่างจากปุ่มกดขึ้นชั้นของลิฟท์ เมื่อเพื่อนเข้ามาแล้วจะบอกเพื่อนที่ใกล้ๆปุ่มนั้นว่า ขึ้นชั้นนั้นชั้นนี้ ส่วนตัวเองยืนกดโทรศัพท์เล่นโดยไม่มองว่าผู้กดชั้นลิฟท์ให้นั้นเป็นใครหรือไม่
เกี่ยวกับตัวแบบของสังคมอันหนึ่งนั้นคือ "ครู-อาจารย์" ที่คนสมัยก่อนให้เกียรติเป็นนักหนา หรือคนสมัยนี้ที่อยู่ในสถานะของ "ครู-อาจารย์" แล้วเข้าใจว่าตัวเองมีเกียรตินั้น และมักจะใช้นิ้วชี้เป็นประกาศิตติดสอยห้อยตามความคิดแบบเจ้าขุนมูลนาย ปัจจุบันนี้เท่าที่สังเกต เราคือเพื่อนกัน ไม่เกี่ยวกับอายุว่าใครเกิดก่อน สังเกตได้จากลิฟท์อีกเช่นเคย ในกิริยาเดียวกัน คือรีบเข้ามาในลิฟท์แล้วยืนกดปุ่มจากโทรศัพท์ พร้อมกับพูดว่า "ชั้น ๑๐ ด้วยค่ะ" โดยไม่ได้ดูว่า ผู้ที่รับใช้เสียงนั้นคือ "ผู้สูงอายุ" ซึ่งคงไม่ใช่ใครนั้นคือ "ครู-อาจารย์" นั่นเอง ซึ่งคนเหล่านี้มักจะให้ความเมตตา-กรุณาต่อนักศึกษาเหล่านี้เท่าที่จะเสมอภาคกันได้ ในข้อความว่า "ไม่ว่าใคร เขาคือนักศึกษาในสถาบันการศึกษาแห่งนี้" แม้จะไม่ได้อยู่ในชั้นกิจกรรมการเรียนรู้ในความดูแลของตนเลยก็ตาม เคยไปทำงานวิจัยในชุมชนหนึ่ง "พวกอาจารย์มาเก็บข้อมูลแล้วก็ไป" คำนี้มันบ่งบอกอะไรบางอย่าง นั้นคือตักตวงประโยชน์จากชุมชนได้แล้วก็พอ ชาวบ้านยังบ่นอีกว่า เมื่อได้เลื่อนขั้นจากผลงานที่เข้ามาในชุมชนแล้วก็ไม่สนใจชาวบ้านอีกเลย ชาวบ้านก็เลยเบื่อๆผู้ทรงเกียรติในสังคมจำนวนหนึ่งไป
ผมตั้งคำถามกับตัวเองว่า ปกติเราเข้าใจกันว่า ใครอยู่ใกล้ปุ่มชั้นของลิฟท์ คนนั้นจะเอื้อเฟื้อต่อคนอื่น แต่ความเอื้อเฟื้อที่ว่านี้สอนความฟรีเกินไปหรือไม่ เพราะถ้ามีจิตเอื้อเฟื้อจริง คนแรกที่เข้าลิฟท์จะต้องไปยืนใกล้ปุ่มเพื่อบริการเพื่อนคนอื่น แต่ปรากฎกว่า เท่าที่เห็นมักเป็นคนแรกที่พยายามออกไปจากปุ่มกดชั้นของลิฟท์
สิ่งที่ว่ามานี้อาจเป็นเพียงสิ่งเล็กในสังคมแวดล้อม เพราะจะมีบางคนไม่ขอความช่วยเหลือจากเพื่อนแต่ก็ไม่ได้ช่วยเหลือใครนั้นคือ เข้าปุ๊ปกดปุ่มปั๊ปและหลีกไปอีกที่หนึ่ง บางคนแม้เพื่อนจะอยู่ใกล้็ เมื่อเพื่อนถามว่า ขึ้นชั้นไหนคะ-ครับ จะได้ยินคำว่า "ไม่เป็นไรครับ" พร้อมกับยื่นมือไปกดเองโดยไม่รบกวนเพื่อนที่อยู่ใกล้ปุ่ม
ผมไม่แน่ใจนักว่า สังคมแวดล้อมให้ความสำคัญกับเรื่องไหนระหว่าง ก) เข้าใช้บริการลิฟท์ปุ๊ปรีบไปยืนที่ปุ่มชั้นของลิฟท์พร้อมบริการ ข) ไม่ใช้บริการคนอยู่ใกล้ปุ่ม และ ค) ขอใช้บริการคนใกล้ปุ่มตลอดไป
ถ้าเราให้ความสำคัญกับ ก) จะมีผลดี-ร้ายอย่างไร และเราเคยตั้งทำถามหรือไม่ว่า ทำไมเราต้องช่วยเหลือคนอื่น หรือเอาสังคมมาเป็นเกณฑ์ว่า คนที่รับใช้สังคมคือคนดี ใครก็ตามที่ไม่รับใช้สังคมคือคนไม่ดี (รวมถึงคนที่ไม่ค่อยเข้าสังคมคือคนไม่ดี) นั้นหมายความว่า ถ้าเราไม่ทำเพื่อรับใช้สังคมคือคนไม่ดีใช่หรือไม่ ย้อนคิดไปถึงงานวิจัย / งานทางวิชาการ คำถามคือ ไม่มีเกณฑ์อื่นที่ดีกว่า "สังคม" ในการตัดสินว่างานนั้นดี-ไม่ดีแล้วใช่หรือไม่ ใน ข) คนที่ไม่ขอความช่วยเหลือจากใคร ไม่ให้ใครลำบากเพราะตัว และเลยไปถึงไม่ได้ช่วยเหลือใคร กรณี การไม่ช่วยเหลือใครเราเข้าใจได้ว่า คือเห็นแก่ตัว หมายถึง ไม่เห็นแก่คนอื่น ยิ่งบอกว่า ไม่ช่วยเหลือใครและไม่ให้ใครช่วยเหลือตัวด้วยแล้ว ยิ่งบ่งบอกว่า เห็นแก่ตัว จึงมีคำถามว่า ความเห็นแก่ตัวเป็นสิ่งไม่ดีใช่หรือไม่ ขอพิจารณาด้วยตัวอย่างสมมติต่อไปนี้ นายเอม๊อบ คือคนเดียวกันใน ข) และเขาก็มักจะเป็นเช่นนี้ วันหนึ่งเขาเดินข้ามสะพาน เห็นคนตกน้ำ เขารีบกระโดดลงไปช่วย และนำคนตกน้ำนั้นขึ้นมาบนบก ช่วยปฐมพยาบาลในเบื้องต้นจนคนนั้นมีชีวิตขึ้นมาได้ นาย เอม๊อบจึงเดินจากไป ในตัวอย่างนี้มีเกณฑ์บางอย่างเล็กๆ เป็นไปได้ไหมที่นาย เอม๊อบ จะช่วยก็ต่อเมื่อคนที่พบนั้นไม่สามารถช่วยตัวเองได้ อีกอันหนึ่งที่ดูค่อนข้างตรงคือคำว่า "ฉันไม่ได้ช่วยเหลือใคร แต่ฉันก็ไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน ขณะเดียวกันฉันก็ไม่ได้ทำให้ตนเองเดือดร้อนด้วย" สำหรับ ค) สิ่งที่เขาเลยไปกว่า ข) คือ การขอความช่วยเหลือจากคนรอบข้างเสมอไป เราอาจเข้าใจว่า คนประเภทหลังนี้ฉลาด รู้จักใช้สิ่งที่มีอยู่นั้นให้เกิดประโยชน์ต่อตนเอง เพราะเรารู้อยู่ว่า คนที่อยู่ใกล้ปุ่มชั้นลิฟท์ แม้จะไม่อยากทำอะไรให้ก็ต้องทำเพราะมีเงื่อนไขคือความอยู่ใกล้เป็นเกณฑ์บังคับ แต่นั่นแหละ บางคนฉลาดแต่สกปรกก็มี คำว่า สกปรกนี้ดูก้าวร้าวเกินไปหากเอาอารมณ์ไปจับ เสื้อผ้าขาวสะอาด เมื่อเดินผ่านใยแมงมุม เราก็มองว่าเสื้อผ้าสกปรกด้วยใยแมงมุม ความรู้สึกแบบนี้ดูน่ารับได้กว่าคำว่าคนสกปรก แต่ถ้าเราไม่เอาความรู้สึกเดือดแค้นไปจับ มองเป็นปรากฎการณ์ตามจริง เราก็ต้องใช้คำว่า สกปรก ที่เข้าใจได้ดีกว่าเมื่อเทียบกับภาพที่อยู่ในสมองแทนทุกคำพูด
หรือว่าสังคมแวดล้อมไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งเป็นการเฉพาะ หากแต่เรายอมรับความหลากหลายของคนในสังคม ผมคงยุติไว้ตรงนี้ เพราะความคิดมันสะดุดเพียงเท่านี้ ขอทุกชีวิตจงมีความสุข สาธุ เอเมน