“ ...แม่ขอบใจมากสำหรับที่ผ่านมา ชีวิตในโตเกียวสนุกกว่าแม่คิดไว้มาก  ถึงชีวิตแต่งงานของแม่จะล้มเหลว แต่แม่ก็โชคดีที่มีลูกชายจิตใจดี ทีนี้แม่ก็ตายตาหลับได้สักที

ตอนเด็ก ๆ ลูกเป็นเด็กขี้โรคและขี้แย อย่างแรกที่แม่ขอพรจากพระ คือ ให้ลูกมีสุขภาพแข็งแรง จิตใจอ่อนโยน แม้ลูกโตขึ้นแล้วแม่ก็ยังคงขอพรให้ลูกมีสุขภาพแข็งแรงเป็นข้อแรก ส่วนข้อที่สอง คือ ให้ลูกทำมาค้าขึ้น

และหมู่นี้แม่ก็โลภเหลือเกิน แม่ข้อพรเพิ่มขึ้นอีกข้อ ให้แฟนของลูกเดินทางปลอดภัย แม่มีความรู้สึกว่าเขาคือลูกสาวของแม่จริง ๆ แม่มีความสุขมาก ที่ได้ยินเขาเรียกแม่ว่าแม่ เหมือนแม่เป็นแม่จริง ๆ ของเขา แม่คิดว่า ตนเองโชคดีมากที่ลาโลกใบนี้อย่างมีความสุข ลาก่อนนะ...มาคุง...”

 

ผมได้ดูหนังญี่ปุ่นเรื่องนี้จากทีวีตอนดึก ๆ เป็นช่วงที่ใกล้จบแล้วครับ ผมประทับใจมาก ถ้ามีหนังเกี่ยวกับเรื่องแม่-ลูก

ผมภาวนาว่า ขอให้มีหนังเรื่องนี้...รักยิ่งใหญ่หัวใจให้เธอ...Tokyo Tower ....ในอินเตอร์เน็ต จะได้ดูจนจบเรื่องครับ และก็โชคดีที่มี...

และเมื่อค้นข้อมูล ผมพบว่า เป็นที่คว้ารางวัล Japan Academy Award ทั้งหมด 5 รางวัล คือภาพยนตร์ยอดเยี่ยม นักแสดงนำฝ่ายหญิงยอดเยี่ยม บทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ผู้กำกับยอดเยี่ยม และ นักแสดงสนับสนุนชายยอดเยี่ยม ดังนั้น จึงไม่น่าประหลาดใจเลยที่บท ภาพ และการนำเสนองดงามจริง ๆ ครับ

ผมใช้เวลาดูหลายวัน เพราะผมต้องเดินทางไปประชุมช่วงนี้ เช้าวันนี้ ผมดูจบแล้ว พร้อมกับบันทึกประโยคของหนังที่ประทับใจ และเรื่องราวสั้น ๆ ของหนังไว้

ฉากแรกเริ่มต้นได้สวยงามจริง ๆ ครับ

 

“.....มันเป็นเช้าวันหนึ่งของปี 1966...ห้าวินาทีหลังจากนี้บทใหม่ในชีวิตของเราจะเริ่มต้นขึ้น

....รูปถ่ายพ่อกับ Tokyo Tower ที่ตระหง่านข้างหลังพ่อ...มันสร้างเสร็จในปีโชวะที่ 33  และมีความสูงทั้งหมด 333 เมตร

....แม้มันจะผ่านไปหลายสิบปี มันยังตั้งตระหง่านในความภาคภูมิอยู่กึ่งกลางเหมือนปลายยอดของลูกค่างในใจกลางของกรุงโตเกียว ณ ใจกลางของประเทศญี่ปุ่น...และในนาทีนี้ ผมและแม่กำลังมอง Tokyo Tower  จากจุดที่ห่างเพียงกระจกกั้น...เรื่องที่ผมจะเล่านี้...เป็นเรื่องของพ่อที่ถูกถีบหัวส่งจากเมืองโตเกียวกลับคืนรังสู่บ้านนอกที่ห่างไกลแสนไกล ทั้งเป็นเรื่องของผมที่สูญเสียที่จะให้เดินทางกลับไป เป็นเรื่องราวของแม่ผู้ที่ไม่นึกฝันถึงโตเกียว แต่กลับถูกให้มาเมืองนี้ จนไม่มีวันหวนกลับ แม่ที่พักผ่อนจนนิรันดร์ ณ เชิง  Tokyo Tower นั้นเอง..."

 

รักยิ่งใหญ่หัวใจให้เธอ...Tokyo Tower … เป็นเรื่องราวจากความทรงจำของเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่มีให้แก่แม่ของเขา เรื่องราวของ เด็กหนุ่มผู้เปี่ยมความฝัน ที่เดินทางจากบ้านเกิดตัวเอง เพื่อมุ่งหน้าสู่โตเกียว ด้วยความหวังว่าสักวันหนึ่งเขาจะประสบความสำเร็จ มีชื่อเสียงโด่งดัง เขาหลงใหลไล่ตามความฝันของตัวเองอยู่นานปี และใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อยไปวัน ๆ โดยหวังว่าสักวันจะประสบความสำเร็จ จนวันหนึ่งเขารู้ข่าวว่า แม่กำลังป่วยเป็นมะเร็งต่อมไทรอยด์ระยะสุดท้าย และนั้นคือจุดเริ่มต้นของการที่ผู้ชายคนหนึ่ง ได้เรียนรู้คุณค่าของการมีชีวิตอยู่อีกครั้งหนึ่ง ผ่านความทรงจำแห่งความรักที่แม่มีให้แก่เขา

 

 

 

ผมมองเห็นความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงจากหนังเรื่องนี้

หนึ่งคือ หอคอยโตเกียว หรือ Tokyo Tower...  ตั้งแต่ภาพถ่ายในอดีตของพ่อ การได้สัมผัสของลูกชาย และภายหลัง แม่ได้มาอยู่ใกล้ และจบชีวิตลงที่นี้

สอง คือ แม่ ... ผู้หญิงที่ต่อสู้ชีวิต  เพื่อการเลี้ยงดูลูกชาย  การเป็นแม่ผู้ยิ่งใหญ่ของลูก การเฝ้ารอของขวัญจากลูกชายนั่นคือการศึกษาหรือใบปริญญาของลูก  และการอดทนของผู้ป่วยมะเร็งกับการทรมานในการทำคีโม  และความห่วงใยที่มีต่อลูกชายทุกอณูหัวใจ

สาม คือ ลูกชาย...ผู้ไขว่หาความสำเร็จในมหานครโตเกียว กับอาชีพนักเขียน นักวาดรูปการ์ตูน คอลัมนิสต์ นักจัดรายการวิทยุ…ผ่านช่วงเวลาตั้งแต่วัยเด็ก วัยรุ่น และวัยแสวงหาชีวิต

สี่ คือ พ่อ... ชายผู้ล้มเหลวในมหานครโตเกียว เป็นพ่อบางเวลาของลูกชาย ซึ่งมีการใช้ชีวิตทั้งในแง่ดีและไม่ดี แต่ลึก ๆ แล้ว ความรักที่มีต่อภรรยา ซึ่งเป็นแม่ของลูกชายไม่เคยจางหายเลย

สุดท้าย คือ... ความรัก และการให้อภัย ซึ่งเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกับสี่สิ่งข้างบน

 

 

ผมชอบหลายประโยคในหนังเรื่องนี้ด้วยครับ 

“....ลูกทำงานอีกแล้วเหรอ แต่แม่ก็มีความสุขทุกครั้ง เมื่อลูกทำงานทุกทีเลย

...สำหรับผมแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผู้ใหญ่กำลังสร้างขึ้นมันถดถอย

...แต่สิ่งที่จะมีคงอยู่ตลอดไป คือ การที่คนเราย่อมมีกิเลส ในการแสวงหาสิ่งใหม่ แต่สิ่งเหล่านั้นไม่คงอยู่จนนิรันดร์ ทุกอย่างล้วนแต่เป็นเพียงภาพลวงตา

...เมื่อถึงฤดูใบไม้ผลิ คนหนุ่มสาวจากทั่วญี่ปุ่น จะถูกโตเกียวดูดเข้ามา ราวกับฝุ่นมหาศาลที่ถูกมอเตอร์ดูดเข้าเครื่องดูดฝุ่น สู่ท่อดูดแคบ ๆ ที่มิดมืดของเครื่อง เป็นเสมือนอุโมงค์ที่มุ่งสู่ความฝัน และอนาคตของพวกเรา แต่ทว่าเมื่อถึงปลายอีกด้านของอุโมงค์กลับมีเพียงกองฝุ่นรอเราอยู่ ...พยายามเข้านะลูกจากแม่

...ถามหน่อยนายมาโตเกียวเพื่ออะไรกัน...ชนะ

...15 ปี ที่ผมจากแม่มาตั้งแต่อายุ 15 ปี แล้วเราก็ได้อยู่ด้วยกันอีกครั้งที่โตเกียว...นะครับแม่

...ช่วงเวลาที่แสนสุขนี้  ไหลผ่านไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งไว้เพียงเสียงกังวานอันงดงาม ราวเสียงระฆังที่กลิ้งลงเนินเขา…”

 


สำหรับผมแล้ว ในฐานะพ่อที่มีลูกชาย…แต่อาจจะไม่เพียบพร้อมในการดูแลครอบครัวเท่าไหร่นัก แต่...

ผมอยากให้ลูกมีความจดจำความรักและแม่และพ่อตลอดไป

และสิ่งที่ตระหนักเมื่อดูหนังเรื่องนี้จบ

ในฐานะลูก...ควรกตัญญูกับพ่อและแม่

ในฐานะแม่...ควรเป็นแม่ที่มีความรักต่อลูก

ในฐานะพ่อ...สิ่งที่ผมจะทำให้ลูกได้ คือ การได้ให้ความรักต่อแม่ของลูก....