ตัวชี้วัดนั้นไม่ว่าจะดูยังไง ตั้งยังไง ก็มีอยู่สองแบบคือเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ

         อีกเรื่องที่ผมพบว่าเป็นปัญหาในการตั้งตัวชี้วัดไม่น้อยคือการตั้งตัวชี้วัดแล้ววัดไม่ได้ เนื่องจากว่า ตั้งตัวชี้วัดในลักษณะที่ไม่สามารถวัดได้ เช่นการใช้ตัวเลขไปวัดในเรื่องที่ไม่สามารถนับเป็นตัวเลขได้ หรือกลับกันก็ในเรื่องที่นับได้แต่กลับตั้งตัวชี้วัดแบบเหตุการณ์(เชิงคุณภาพ)

         ง่ายๆครับ ตัวชี้วัดนั้นไม่ว่าจะดูยังไง ตั้งยังไง ก็มีอยู่สองแบบคือเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ  เชิงปริมาณคือที่เป็นตัวเลขหรือจำนวนนับทั้งหลาย เป็นต้นว่า ระยะเวลา จำนวนของการนับ ปริมาณ(ปริมาณจดหมาย เอกสาร น้ำหนัก ความสูงความยาว ฯลฯ) หรืออาจตั้งว่าปริมาณของอะไรเช่นความผิดพลาด ความถูกต้อง ทั้งหมดที่นับได้นั้น ก็ถือว่าเป็นเชิงปริมาณทั้งนั้น ส่วนอีกแบบคือเชิงปริมาณ อันว่าเชิงปริมาณนี้นั้น ส่วนใหญ่จะไม่สามารถอยู่ด้วยตนเองได้ ก็คือจะไปอยู่กับ หรือไปคุมเชิงปริมาณอีกที ที่เราพบเห็นตัวชี้วัดเชิงคุณภาพอีกแบบคือ การวัดแบบ Mile Stone คือการนับระดับความสำเร็จ  และเราก็จะพบบ่อยเช่น ระดับความสำเร็จของ ... (ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นขั้นตอนของโครงการ หรืองานที่ทำทั้งปีไม่เสร็จ อะไรทำนองนี้) การตั้งตัวชี้วัดเชิงคุณภาพนี้สามารถตั้งแบบง่ายๆได้โดยการพิจารณาเรื่องที่วัดเป็นตัวเลขไม่ได้ หรือเป็นงานที่วัดปริมาณไม่ได้ ก็ดูตาม ขั้นตอน(Process) ได้ครับแล้ว ก็คำนวณเวลาที่เหมาะสมกับความน่าจะเป็นที่จะสำเร็จ(กับการควบคุม) เป็นสัดส่วนของขั้นตอนต่อช่วงเวลา และส่วนใหญ่ที่เราจะพบเห็นก็คือการนำตัวชี้วัดเชิงคุณภาพไปคุมเชิงปริมาณอีกชั้นหนึ่ง เช่น “ร้อยละของความสำเร็จ(เป็นเชิงปริมาณ)ในการสอบคดีของเจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวนที่ดำเนินการตามขั้นตอนที่ถูกต้อง(อันนี้เป็นเชิงคุณภาพที่เอามาคุมให้งานมีคุณภาพมากขึ้น) และสำเร็จภายในเวลาที่กำหนด(ส่วนท่อนนี้เป็นเชิงปริมาณที่เอามาคุมอีกชั้น) สรุปว่าถ้าสอบคดีได้ถูกต้องตามขั้นตอนและเสร็จภายในเวลาที่กำหนดจึงจะนับ นะครับ(ส่วนขั้นตอนและเวลาที่กำหนดที่อ้างถึงนั้นให้ไปดูในคู่มือการปฏิบัติงานหรือการขั้นตอนกระบวนการทำงานที่ต้องมีเขียนไว้แล้วครับ)

        สรุปว่าสองชนิดของตัวชี้วัดนี้ใช้ด้วยกันคุมกันไปมา อาจหลายชั้นได้และยิ่งหลายชั้นก็ยิ่งยากขึ้น ซึ่งจริงๆแล้วการกำหนดตัวคุมมากขึ้นนั้นก็อาจสามารถนับว่าท้าทายขึ้นด้วยเช่นกันครับ