รูปร่างสวยด้วยน้ำมันมะพร้าว

 รูปร่างอย่างไรจึงจะเรียกว่าสวย?

ทัศนคติเกี่ยวกับรูปร่างที่สวยงามของมนุษย์ ขึ้นอยู่กับความเชื่อและความนิยมของเชื้อชาติ ในสมัยใดสมัยหนึ่ง เช่นในสมัยกลาง ผู้หญิงที่สวย ต้องเป็นคนท้วม ส่วนชาวเกาะในมหาสมุทรแปซิฟิกบางเกาะ เช่นเกาะทองก้า นิยมผู้คนที่มีรูปร่างอ้วนท้วน เพราะเชื่อว่ามีสุขภาพดี และแข็งแรง แต่ในปัจจุบัน เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปแล้วว่า รูปร่างที่สวยนั้น ต้องไม่อ้วน ยิ่งในวงการแฟชั่นแล้ว คนอ้วนเป็นที่รังเกียจ จนผู้ที่อยู่ในวงการแฟชั่นต้องพยายามลดน้ำหนัก

 ชนิดของไขมันที่ทำให้อ้วน

    แม้กระทั่งในปัจจุบัน ยังมีความเชื่ออย่างผิด ๆ ว่าการบริโภคไขมันชนิดใดก็ตาม ทำให้น้ำหนักเพิ่ม แต่จากงานวิจัยได้สรุปแล้วว่า การที่น้ำหนักจะเพิ่มขึ้นนั้น ขึ้นอยู่กับชนิดของไขมัน ซึ่งจำแนกได้ตาม:

 ขนาดของโมเลกุลของกรดไขมัน:

    กรดไขมันที่มีโมเลกุลที่มีสายโซ่ยาว (long-chain fatty acid – LCFAs) ย่อยได้ยาก เคลื่อนที่ได้ช้า และไม่เปลี่ยนเป็นพลังงานในตับ แต่จะไปสะสมเป็นไขมันตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ทำให้เกิดความอ้วน ผิดกับกรดไขมันที่มีโมเลกุล ที่มีสายโซ่ขนาดกลาง (medium-chain fatty acid – MCFAs) ซึ่งย่อยได้ง่าย และเคลื่อนที่ได้เร็ว จากลำคอ เข้าสู่กระเพาะ และลำไส้ แล้วไปเปลี่ยนเป็นพลังงานในตับ จึงไม่ไปสะสมเป็นไขมันตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย 

  ความอิ่มตัวของกรดไขมัน:

    กรดไขมันแบ่งออกเป็น:

(1) กรดไขมันอิ่มตัว (saturated fatty acids – SFA) ซึ่งมีสายโซ่ที่ต่อกันด้วยแขนเดี่ยว จึงอยู่ตัว ไม่ถูกเติมด้วยออกซิเจน และไฮโดรเจน และ

(2) กรดไขมันไม่อิ่มตัว (unsaturated fatty acids – UFA) ซึ่งมีสายโซ่ต่อกันด้วยแขนคู่ ทำให้ไม่อยู่ตัว จึงถูกเติมด้วยออกซิเจน (เกิดอนุมูลอิสระ) และไฮโดรเจน (เกิดไขมันทรานส์) กรดไขมันที่มีแขนคู่เพียงหนึ่งตำแหน่ง เรียกว่ากรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว (monounsaturated fatty acids –  MUFA) ส่วนกรดไขมันที่มีแขนคู่มากกว่าหนึ่งตำแหน่ง เรียกว่ากรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน (polyunsaturated fatty acids – PUFA) 

     ได้มีการวิจัยพบว่าไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน มีผลกระทบต่อต่อมธัยรอยด์ ทำให้มีอาการคล้ายโรคไฮโปธัยรอยด์ (hypothyroidism) คือมีอาการอ่อนเพลีย น้ำหนักเพิ่ม บวม และโคเลสเตอรอลสูง (Benson และคณะ 1956; Peat 1996)   ต่อมธัยรอยด์ จะถูกกระตุ้นให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นโดยน้ำมันอิ่มตัว โดยเฉพาะที่มีโมเลกุลขนาดเล็ก (Ortiz-Caro และคณะ 1986) 

      เกี่ยวกับเรื่องนี้ มีรายงานว่า ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ราคาน้ำมันมะพร้าวตก เพราะมีข่าวว่าน้ำมันมะพร้าวทำให้อ้วน จึงขายไม่ค่อยได้  ผู้เลี้ยงหมูในสหรัฐฯ จึงซื้อเอาไปเลี้ยงหมู แต่ปรากฏว่า หมูกลับผอมลง (Peat 1996)

      อีกรายงานหนึ่ง เป็นผลงานวิจัยที่มหาวิทยาลัยแม็กกิล ในคานาดา ซึ่งพบว่า ถ้าเปลี่ยนน้ำมันไม่อิ่มตัวด้วยน้ำมันอิ่มตัว เช่นน้ำมันมะพร้าว น้ำมันปาล์ม บุคคลจะลดน้ำหนักได้ 36 ปอนด์ในหนึ่งปี โดยไม่ต้องปรับเปลี่ยนโภชนาการ

น้ำมันมะพร้าวช่วยลดความอ้วนได้อย่างไร?

น้ำมันมะพร้าวช่วยลดความอ้วนได้โดยวิธีดังต่อไปนี้ (Fife2005a):

ให้พลังงานน้อย และเปลี่ยนเป็นพลังงานทันที:

      เนื่องจากเป็นกรดไขมันขนาดกลาง น้ำมันมะพร้าว จึงเป็นไขมันที่มีพลังงานน้อยที่สุด คือเพียง 8.6 แคลอรีต่อกรัม เปรียบเทียบกับไขมันชนิดอื่น ๆ ซึ่งให้พลังงานถึง 9 แคลอรีต่อกรัม นอกจากนั้น น้ำมันมะพร้าวยังย่อยได้ง่าย และเคลื่อนที่ได้รวดเร็ว เมื่อบริโภคเข้าไป มันจะผ่านจากลำคอไปยังกระเพาะ ต่อไปยังลำไส้ แล้วไปเปลี่ยนเป็นพลังงานในตับ ภายในเวลา 24 ชั่วโมง โดยไม่เปลี่ยนเป็นไขมันที่จะไปสะสมในร่างกายเช่นเดียวกันกับน้ำมันอื่น ๆ 

      จากการศึกษาเปรียบเทียบการบริโภคน้ำมันชนิดต่าง ๆ  Ingle และคณะ (1999) และ Enig (1999) พบว่ากรดไขมันอิ่มตัวที่มีสูตรโครงสร้างสั้น ลดการสังเคราะห์และการเก็บสะสมไขมัน ดังนั้น การบริโภคเนยหรือน้ำมันมะพร้าว ซึ่งมีไขมันอิ่มตัวที่มีสูตรโครงสร้างสั้น และปานกลาง จึงมีประโยชน์สำหรับผู้ที่ต้องการลดความอ้วน  อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ต้องการลดความอ้วน โดยการบริโภคอาหารที่มีไขมันต่ำ แต่เป็นไขมัน ที่โมเลกุลมีความยาวมาก  และโดยเฉพาะเป็นน้ำมันที่ไม่อิ่มตัว กลับอ้วนกว่าเดิม 

 กระตุ้นให้ต่อมธัยรอยด์ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ:

     น้ำมันมะพร้าว กระตุ้นให้ต่อมธัยรอยด์ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยให้การเผาผลาญอาหารให้เป็นพลังงาน หรือ เมตาบอลิสซึม ทำงานได้รวดเร็วขึ้น จึงช่วยทำให้อาหารอื่นที่รับประทานเข้าไปพร้อมกับน้ำมันมะพร้าว เปลี่ยนไปเป็นพลังงาน จึงไม่สะสมเป็นไขมันในร่างกาย

ช่วยนำไขมันที่สะสมไว้มาใช้เป็นพลังงาน:

     นอกจากตัวของมัน และอาหารที่บริโภคเข้าไปพร้อมกัน จะเปลี่ยนเป็นพลังงานอย่างรวดเร็วแล้ว น้ำมันมะพร้าว ซึ่งไปเร่งกระบวนการเมตาบอลิสซึม ในอัตราที่สูงขึ้น ทำให้เกิดความร้อนสูง (thermogenesis) คล้ายกับบุคคลประเภทไฮเปอร์ธัยรอยด์ (hyper-thyroid) ที่ต่อมธัยรอยด์ทำงานในอัตราที่สูงกว่าคนธรรมดา บุคคลพวกนี้ จึงใช้พลังงานมาก (เพราะเป็นคนประเภทกระฉับกระเฉง และไม่อ้วน) เพราะอาหารที่รับประทานเข้าไปพร้อมกับน้ำมันมะพร้าว ถูกเผาผลาญเป็นพลังงานจนหมดสิ้นไม่สะสมเป็นไขมันในร่างกาย และจากผลของ thermogenesis ยังไปนำไขมันที่ร่างกายสะสมไว้  ออกมาใช้เป็นพลังงาน  ดังนั้น น้ำมันมะพร้าว จึงช่วยลดความอ้วนได้

 

ขอบคุณข้อมูลจากหนังสือ สวยด้วยน้ำมันมะพร้าว โดย ดร.ณรงค์ โฉมเฉลา ประธานชมรมอนุรักษ์และพัฒนาน้ำมันมะพร้าวแห่งประเทศไทย  

ด้วยความปรารถนาดี กานดา แสนมณี