วันเสาร์ที่ ๑๗ ธ.ค. ๕๔ ผมไปร่วมประชุมโครงการระดับชาติเพื่อวางแผนป้องกันและดูแลรักษาความพิการ แต่กำเนิดในประเทศไทย  ตามที่เล่าแล้วเมื่อวาน   วันอาทิตย์ที่ ๑๘ อ่านหนังสือ The Grandest Challenge : Taking Life-Saving Science From Lab to Villageถึงบทที่ ๓ ว่าด้วยการระบาดของโรคไม่ติดต่อในประเทศยากจน

          หนังสือเล่มนี้น่าอ่านมากครับ   ว่าด้วยเรื่องความพยายามแก้ปัญหาสุขภาพในประเทศยากจนด้วยวิธีมอง หรือกระบวนทัศน์ใหม่   เขียนด้วยภาษาที่อ่านง่ายโดยนักวิทยาศาสตร์ ๒ คนที่มาจากประเทศยากจนทั้งคู่   แต่เป็นคนที่เก่งระดับอัจฉริยะ   และมีความทุ่มเทกล้าบ้าบิ่นที่จะทำงานเพื่อแก้ปัญหาสุขภาพของประเทศยากจน ให้ได้   โดยใช้วิทยาศาสตร์สมัยใหม่

          พบผู้เขียนทั้งสองของหนังสือเล่มนี้ได้ทาง YouTubeที่นี่ และที่นี่

          บทที่ ๓ ว่าด้วยเรื่องโรคไม่ติดต่อที่พบบ่อย ได้แก่เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ   ที่เดิมคิดว่า ไม่ใช่ปัญหาของคนในประเทศยากจน   บัดนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง    คนในประเทศเหล่านี้ เป็นโรคกลุ่มนี้เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวหรือหลายเท่าตัวภายในเวลาเพียง ๑๐ ปี   และเวลานี้เริ่มเข้าใจสาเหตุว่าเป็นเพราะ ภาวะโภชนาการของทารกตอนอยู่ในท้องแม่   การที่แม่ขาดสารอาหารทำให้ทารกปรับตัวเติบโตในสภาพ โภชนาการแบบนั้น   การปรับตัวนี้ส่วนหนึ่งเกิดขึ้นเป็นการถาวร

          ผมเพิ่งเคยได้ทราบจากการอ่านหนังสือบทนี้ ว่าทารกที่เกิดจากแม่ที่ตั้งครรภ์และมีภาวะโภชนาการไม่ สมบูรณ์ จะ “อ้วน” กว่าปกติ   ซึ่งหมายความว่า ร่างกายมีปริมาณไขมันมากกว่าปกติ   เป็นสภาพ “อ้วนหลบใน” คือดูรูปร่างจะเห็นว่าผอม แคระเกร็น    แต่ส่วนประกอบของร่างกายมีไขมันมาก

          สภาพจิตที่ยังหมกมุ่นอยู่กับเรื่องความพิการแต่กำเนิดทำให้ผมปิ๊งแว้บว่า ทารกเหล่านี้ “พิการแต่กำเนิด”   เป็นความพิการที่มองไม่เห็น ตรวจด้วยวิธีตรวจโรคใน ปัจจุบันไม่พบ    แต่เขาจะเป็นโรคเรื้อรังต่างๆ ตามมาในช่วงวัยกลางคน   จึงน่าจะเรียกได้ว่า “พิการซ่อนเร้น”  

          เรื่องความพิการแต่กำเนิดนี้   สิ่งที่สำคัญที่สุดอยู่ที่การป้องกัน   เราเห็นชัดเจนแล้วนะครับว่า การป้องกันที่ดีที่สุดอยู่ที่ความพร้อมของแม่ในการเป็นแม่คน   และการบำรุงร่างกายและจิตใจของมารดาขณะ ตั้งครรภ์  

          สภาพของการตั้งครรภ์แบบไม่สมบูรณ์ครบตามปัจจัยสำคัญ   ลูกในท้องจะคลอดออกมาเป็นผู้พิการ แต่กำเนิดแบบซ่อนเร้น

 

 

วิจารณ์ พานิช
๑๘ ธ.ค. ๕๔