ต้นแบบ...ของคำว่าครู

ต้นแบบ..ของคำว่าครู

สิริรัตน์  นาคิน*

อาจารย์ประจำกลุ่มวิชาหลักสูตรและการสอน

 

                ครูรัตจัน                :  เด็ก ๆ ยังไม่กลับบ้านกันอีกเหรอ เดี๋ยวก็ถึงบ้านมืดค่ำกันพอดี

                นักเรียนชั้น ป.5   :  เดี๋ยวกลับครับ /เดี๋ยวกลับค่ะ

                ครูรัตจัน                :  ไม่มีเดี๋ยว !

                นักเรียนชั้น ป.5   :  ?????????????????????

 

                เสียงเรียกของครูประจำชั้นปีที่ 5 เป็นเสียงเดียวที่ทำให้พวกเราหยุดการกระทำที่ดื้อซนได้ชั่วขณะ ทำให้พวกเราได้ลุ้นกันอยู่เรื่อยๆว่าใครจะโดนดุอะไร แต่ก็ไม่เคยพลาดเลยสำหรับพวกเรา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร ครูประจำชั้นของพวกเราอบรมได้ทุกเรื่อง (ฉันได้แต่แอบคิดในใจ)

                ทุกเช้าก่อนเข้าชั้นเรียนครูประจำชั้นจะจัดเวรให้ไปช่วยกันรับของก่อนที่จะเข้าสอนทุกครั้ง

เมื่อถึงเวลาพวกเราก็ทำตามที่ได้รับมอบหมาย ยกเว้นเวลาที่ห่วงเล่นจนลืม และครูก็จะรอจนกว่าพวกเราจะไปรับมา เพื่อสร้างความรับผิดชอบของเวรประจำวัน และการนั่งเรียนในชั้นก็ต้องสลับคู่กันระหว่างชายหญิง เพราะครูมักจะบอกว่าถ้าให้นั่งแยกชายหญิงก็จะคุยกัน หยอกล้อ และไม่สนใจเรียน นั่นเป็นเหตุผลที่ดี แต่พอจับคู่กันแล้วสิ่งที่เกิดขึ้น คือนักเรียนหญิงชอบข่มเหงนักเรียนชาย บ้างก็แกล้งกันจนทำให้ครูต้องปวดหัวทุกวัน แต่ทุกอย่างจะสิ้นสุดลงหากโดนลงโทษ ห้องเรียนของพวกเราก็จะกลับเข้าสู่สภาพเดิม

                ยามพักเที่ยงครูก็ต้องรีบไปทานข้าว และลงมาตรวจบริเวณรอบโรงเรียน เพื่อตรวจตราความประพฤติของนักเรียน หากมีใครเล่นอะไรแผลง ๆ รายนั้นคงจะจะเจ็บก้นไปอีกนาน การเดินเวรประจำวันเป็นหน้าที่ของครูประจำชั้น แต่บางครั้งครูปฏิบัติเป็นประจำจนพวกเราเคยชิน เสมือนเป็นความรับผิดชอบที่ครูต้องทำ และทำด้วยความรักและเป็นห่วงลูกศิษย์มากกว่า การจัดการกับเด็กนักเรียนที่ส่งเสียงดัง บริเวณห้องอนุบาลยามที่น้อง ๆกำลังหลับครูก็ใช้วิธีที่สามารถปราบเด็ก ๆ ได้ ไม่ว่าจะวางแผนให้ไปนั่งอ่านหนังสือใต้ร่มไม้แทน แล้วค่อยมารับรางวัลเป็นรูปตัวอักษรวงกลมหน้าตาเหมือนแป๊ะยิ้ม ใครอ่านได้หลายหน้าก็ได้ตราประทับว่าดีมาก ทำให้ทุกคนอยากอ่านหนังสือไม่มีเวลาไปเล่นส่งเสียงดังข้างห้องน้องๆอนุบาลอีก ส่วนนักเรียนคนใดที่มีหน้าที่ต้องอยู่เวรประจำวัน ครูก็จะเดินไปทักทายแต่บางทีมาพร้อมไม้เรียวเลยแปลกใจเล็กน้อยว่ามาหาเพราะอะไร กลเม็ดที่ครูใช้มักได้ผลนักเรียนที่เป็นเวรประจำวันดูแลความเป็นระเบียบเรียบร้อยของโรงเรียนไม่กล้าหนีเวร และมีความรับผิดชอบมากขึ้น บางคนก็เปลี่ยนนิสัยเป็นคนตรงเวลา สิ่งนี้เองที่ปลูกฝังโดยไม่รู้ตัว

                ช่วงเย็นครูให้ทำการบ้านและซักถามกันภายในชั้นเรียน ห้ามออกไปวิ่งเล่นก่อนที่จะทำงานเสร็จ หลังจากนั้นก็อ่านหนังสือให้เพื่อนฟัง แล้วค่อยพากันจับคู่มาสอบอ่านกับครูอีกครั้ง สลับวิชาเป็นแบบนี้ทุกวันไป ใครเสร็จก่อนก็สบายตัวได้ออกไปซื้อขนมกินรอผู้ปกครองมารับ บ้างก็ได้เล่นกับเพื่อนไปพลางๆ อย่างสนุกสนาน ส่วนเด็กรักโรงเรียนไม่มีใครมารับกลับบ้าน บางคนชอบกลับบ้านช้า ก็ไม่พ้นสายตาครูไปได้ เพราะการปราบเด็กที่ดื้อตาใสอีกหลายคนครูยังมีวิธีอยู่อีกนับไม่ถ้วน ใครโดนบ้างก็จะไม่กล้ากลับบ้านช้ากันอีกเลย นึกไปแล้วครูคงเหนื่อยน่าดูกับการเดินตามดูแลไม่เว้นแต่ละวัน เวลาใดที่อยู่ในโรงเรียนแทบไม่คลาดสายตาเลยก็ว่าได้ บางคนดีใจได้ครูคนนี้มาเป็นครูประจำชั้นอีกครั้งเมื่อขึ้นชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 บางคนรู้สึกหวาดกลัวไม่อยากเจอ แต่สำหรับเราแล้วตอนนั้นคงจะเป็นความคิดทั้งสองอย่างพร้อมๆกัน ทำให้การเรียนสนุกและได้อรรถรสดี ผู้ปกครองก็ต่างพากันขอบคุณที่ดูแลลูก ๆ เขาเป็นอย่างดีที่สามารถปราบความดื้อได้อยู่หมัด

                ผ่านไปหลายสิบปีความทรงจำเหล่านั้นยังคงอยู่ มันยังตราตรึงอยู่ในหัวใจของใครหลายคน เรื่องราวมากมายที่เกิดขึ้นในรั้วโรงเรียน และห้องเรียนของพวกเราไม่มีใครลืมเลือนแม้เวลาจะผ่านไปนานเท่าใด หากแต่รอยยิ้มยังคงเกิดขึ้นทุกครั้งคราใดที่นึกถึง อดคิดไม่ได้ว่าครูจะเหนื่อยแค่ไหนคงไม่รู้จนกว่าได้มาสัมผัสและเรียนรู้ทุกคำสอนทุกการกระทำจากครูที่อบรมสั่งสอนมายามที่พวกเรายังเด็ก จวบจนวันนี้ที่ได้มาเรียนวิชาชีพครู ทำให้เกิดความรักและศรัทธาในวิชาชีพครูมากขึ้นทุกวัน ๆไม่ลดน้อยลง การเรียนรู้โดยไม่รู้ตัวมันซึมซับได้เร็วกว่าการถูกบังคับให้กระทำเสียอีก เพราะอาชีพครูที่ใครพูดกันกับไม่ใช่เพียงแค่เรียนเพื่อจบไปไว้ทำมาหากิน แต่ต้องเรียนไว้ไปพัฒนาอนาคตของเด็ก ๆ ต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง และความจริงที่ถูกเปิดเผยคือความรักและผูกพันในการทำงานกับสิ่งที่มีชีวิต มีจิตใจ นั่นคืออาชีพครู งานที่สัมผัสกับความรู้สึกและสามารถมองเห็นความก้าวหน้าของพวกเขาไม่ว่าจะนานแค่ไหน เปรียบเสมือนกับเราปั้นดินน้ำมันให้เป็นรูปเป็นร่างสวยงามได้อย่างไรก็คงไม่ต่างกับที่เราจะปั้นคนให้เป็นคนที่สมบูรณ์ให้ได้ในวันข้างหน้า อดีตที่เคยเป็นเด็กช่างผ่านไปเร็วยิ่งกว่า แต่ความเป็นครูที่ได้รับมันยังคงซึมซับและประทับใจอีกนานเท่านาน  และเวลาจะเป็นสิ่งที่บอกได้เองว่าทำไมพวกเราถึงเป็นครู ถ้าหากไม่ใช่เพราะเรามีครูต้นแบบที่ดี ให้เราได้เห็นและซึมซับมาเรื่อย ๆ จนทุกวันนี้เราก็คงเหมือนต้นไม้ที่ขาดการรดน้ำ ดูแลเอาใจใส่ ผ่านการดูแลที่หลากหลายขั้นตอนให้รากนั้นแข็งแรงและหยั่งลึกลงไปบนผืนดินเพื่อยืนหยัดอยู่ให้ได้ด้วยตนเอง สิ่งเหล่านี้ที่เราได้เรียนรู้ในเบื้องต้นของการก้าวเข้าสู่ความเป็นครู และเมื่อได้เป็นแล้วไม่จำเป็นต้องเป็นครูต้นแบบที่โด่งดังเหมือนใคร ๆ แต่เป็นครูต้นแบบในใจศิษย์เท่านั้นก็คงพอ

                บทความนี้ขอมอบแด่ครูในดวงใจ คุณครูรัตนาภรณ์ เขตต์โวหาร และคุณครูจันทนา สุขแดง

ที่ประพฤติตนเป็นแบบอย่างให้พวกเราหลาย ๆ คนที่เรียนรู้คำว่าครูได้อย่างลึกซึ้ง และยังคงอยู่ในความทรงจำตลอดไป  แบบนี้สิเราถึงเรียกได้ว่า....ครูผู้สร้างคน....