
(ภาพประกอบจากอินเตอร์เนต)
ตั้งแต่ผมเติบโตและจำความได้ ผมมีพระเครื่องห้อยคอครั้งแรกเมื่อตอนปอสี่ และพระเครื่องนั้นผมจำได้แม่นเลยครับว่า เป็นเหรียญของหลวงปู่ฝั้น อาจาโร เหรียญเดียวที่โชว์ไว้ครับ
มูลเหตุที่ได้ใส่พระเครื่อง เพราะผมมีเลือดกำเดาไหล เฉลี่ยแล้วเดือนละประมาณ 2 ครั้ง แม่พาไปหาหมอทั้งแผนปัจจุบันและแผนโบราณ ก็บอกว่า ไม่เป็นอะไรหรอก เพียงให้ยาบำรุงยาเพิ่มทานก็หาย อาจเป็นเพราะดื้อและซน ทำให้ชนจมูก หรืออากาศร้อนมาก
แม่คงไม่สบายใจและกังวลกับอาการของผม จึงเดินทางไปขอพระเครื่องที่บ้านคุณตาคุณยายที่จังหวัดเลย คุณตาเลยให้เหรียญหลวงปู่ฝั้น
แม่เลยบังคับให้ผมสวมพระเครื่องตลอดเวลา โดยไม่ได้เลี่ยมกรอบอะไรเลย และห้อยด้วยเชือกไนล่อนเส้นหนาพอประมาณสีดำ...นับแต่นั้นมา...อาการเลือดกำเดาของผม...เริ่มไม่หลงเหลือแล้ว สร้างความฉงนงงงวย และงมงายก็ว่าได้
จนไม่น่าแปลกที่ผมสวมติดตัว เหมือนเครื่องรางประจำตัว เพื่อสร้างความมั่นใจให้ตนเองเสมอ และพระเครื่องเคยหาย เมื่อตอนออกไปฝึกงาน เพราะผมต้องเปลี่ยนที่ฝึกงานบ่อย ๆ ทั้งโรงพยาบาล สถานีอนามัย และหมู่บ้าน ...การหายไปของพระเครื่องไม่ได้สร้างวิตกกังวลให้กับผมเท่าไหร่นัก คงเป็นเพราะอายุ และวุฒิภาวะที่เพิ่มขึ้น และมีภาระด้านการเรียน จึงทำให้เกิดเพียงอาการเสียดายเท่านั้น
จู่ ๆ เมื่อเรียนจบ ได้สักสองสามปี ผมกลับมาเจอพระเครื่องอยู่ในลิ้นชักตู้เสื้อผ้า...ผมคิดว่า ปาฏิหาริย์ที่ท่านกลับมาหาผมอีกครั้ง ผมจึงสวมใส่อีกครั้ง และเมื่อได้ย้ายที่ทำงาน ก็ทำให้พระเครื่องได้หายไปอีกครั้ง
แต่ครั้งนี้...หายไปเลย...และผมก็รู้สึกว่า...คงจะหายไปเลยชั่วนิรันดร์…
เมื่อวาน ผมไปจัดของห้องเก็บของ...ผมได้พบสมุดเล่มบางขนาดประมาณฝ่ามือผม เป็นหนังสือเรื่อง ‘ธรรมคำสอนของ หลวงปู่ฝั้น อาจาโร’ มีคำสอนอยู่ ทั้งหมด 119 คำสอน
มีลายมืออันแสนขยุกขยักว่าเป็นของคุณแม่ผม และถูกใส่ถุงพลาสติกใส...ใหม่เอี่ยม
คำสอนทุกคำสอนล้วนมีคุณค่า ซึ่งผมควรโยนิโสมนสิการกำหนดจดจำ และนำไปประพฤติปฏิบัติฝึกหัดตนของตน ให้เป็นไปในศีลเป็นไปในธรรม แต่บันทึกนี้ผมบันทึกเพียงคำสำคัญที่มีคำว่า ‘บุญ’ ครับ
ตอนนี้ผมมีความรู้สึกว่า พระเครื่องชิ้นแรก และชิ้นสุดท้ายของชีวิตผม ไม่ได้หายไปไหนเลย แต่ท่านยังอยู่ในใจของผมชั่วนิรันดร์ต่างหาก
‘บุญและบาปสิ่งใดๆ ใจถึงก่อนใจเป็นรากฐาน ใจเป็นประธาน มันสำเร็จที่ใจ’
‘ตัวบุญคือใจสะบาย เย็นอกเย็นใจ ตัวบาปคือใจไม่สบาย ใจเดือดใจร้อน’
‘บุญคือความสุข บุญคือความเจริญ บุญคือคุณงามความดี มันตรงไหนล่ะ เงินเขาก็ไม่ได้ว่าเขามีความสุข ถามดูซิ เงินเจ้ามีความสุขไม๊ เขาเฉย ไม่ใช่เรอะ นี่แหละ ถ้าใจเราไม่สงบมันก็ไม่มีความสุขล่ะ ถ้าใจเราไม่มีความดีก็ไม่มีซี้’
‘ลักษณะของบุญ คือใจเราดี ใจเรามีความสุข ใจเรามีความสบาย เย็นอก เย็นใจ ไม่ทุกข์ ไม่ร้อน ไม่วุ่น ไม่วาย นี่แหละบุญ’
‘เรามาทำบุญ เราได้บุญ มันอยู่ที่ตรงไหน บุญเป็นตัวยังไง ให้มันรู้ซี่’
‘คนเดี๋ยวนี้ไม่มีศรัทธาความเสื่อมใส เพราะไม่รู้จักบาปบุญ ไม่เห็นตัวมัน ทำบาปก็ไม่เห็นตัวบาป ทำบุญก็ไม่เห็นตัวบุญ มันเป็นยังไง ตัวบาปตัวบุญ คือ ตัวเรานั่งอยู่เดี๋ยวนี้เองหละ ไม่ใช่อื่นไดล ศีราะดำ ๆ คอกิ่ว ๆ คือ คนนี่หละตัวบาปตัวบุญ’
หนังสือเล่มเล็ก ๆ บาง ๆ แต่เนื้อหาในธรรมนั้น ลึกล้ำและยิ่งใหญ่นัก และธรรมคำสอนข้อสุดท้าย คือ ข้อ 119 มีความว่า
‘เมื่อเหล่าท่านทั้งหลายได้พากันสดับตรับฟังแล้ว ในโอวาทศาสนีย์ธรรมคำสั่งสอนนี้ ซึ่งแสดงโดยย่นย่อพอเป็นเครื่องปฏิบัติประดับสติปัญญาบารมีของท่านทั้งหลาย ให้พากัน โยนิโสมนสิการกำหนดจดจำ นำไปประพฤติปฏิบัติฝึกหัดตนของตน ให้เป็นไปในศีลเป็นไปในธรรม คำสั่งสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว แต่นี้ต่อไป พวกท่านทั้งหลายจะประสบแต่ความสุขความเจริญงอกงามดังได้แสดงมา เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้’
Thank you for sharing this
blessing
...พวกท่านทั้งหลายจะประสบแต่ความสุขความเจริญงอกงามดังได้แสดงมา...
is for all living things (plants and animals included) -- I think.
สาธุ...
พระพุทธรูปและรูปส้ักการะ เราสักการะที่ความเป็นครูอันประเสิรฐของท่านเหล่านั้น
ความเจริญเกิดเมื่อเราปฎิบัติตามคำสอน สำคัญกว่าเนื้อสารวัตถุ..
ความเห็นของตัวเองค่ะ
และขออวยพรให้คุณหมออดิเรกและครอบครัวมีความสุขในปีใหม่นี้นะคะ
ชอบงานเขียนท่านติช เช่นกันค่ะ สุขสันต์กับปัจจุบัน ขอบคุณค่ะคุณหมออิสาน