กลางเดือนธันวาคมที่ผ่านมาผมและครอบครัวได้มีโอกาสกลับไปเยี่ยมเยียนบ้านเกิดที่สิงห์บุรีอีกครั้งหนึ่ง พอดี ผบทบ.ของผมเธอต้องไปงานศพคุณแม่ของเพื่อนสนิท แล้วก็ถือโอกาสพบปะสังสรรค์กับเพื่อนฝูงไปด้วยเลย เพราะคิดว่าช่วงปีใหม่คงไม่สะดวกที่จะจัดกิจกรรมอะไรร่วมกันได้ง่ายนัก คิดเอาแค่เฉพาะปัญหารถราติดในช่วงการเดินทางก็น่ารำคาญใจมากพอสมควรแล้ว
บรรยายความรู้สึกไม่ถูกเหมือนกัน ทุกครั้งที่ไปยืนบนแผ่นดินบ้านเกิด รู้แต่ว่า..มันเป็นความสุข !
ตกลงปีที่แล้ว (พ.ศ.2554) ครอบครัวเราไปสิงห์บุรีสองครั้งด้วยกัน ครั้งแรกเมื่อเดือนเมษายน ตอนนั้นเพื่อนสนิทของ ผบทบ.เธอบวชลูกชายก็เลยได้ร่วมอนุโมทนาบุญด้วยความปลื้มอกปลื้มใจกันทั่วหน้า ทุกครั้งผมเองก็มีโอกาสได้ไปเยี่ยมเยียนญาติพี่น้อง เพื่อนฝูงพอได้มีเวลาเสวนาพาทีกันตามสมควร จะว่าไปแล้วเพื่อนฝูงของผมกับบรรดาเพื่อนๆของเธอก็รู้จักสนิทสนมกันเป็นอย่างดี เพราะห่างรุ่นกันไม่กี่ปี ที่จริงน่าจะเชื่อมโยงไปถึงรุ่นพ่อรุ่นแม่ด้วยซ้ำไป ตรงนี้ผมคิดว่าเป็นเสน่ห์อีกอย่างหนึ่งของสังคมคนเมืองสิงห์ เนื่องจากการที่เป็นจังหวัดเล็กๆ ประชาชนมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกัน เป็นเครือญาติมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันมาตั้งแต่สมัยปู่ย่าตายาย ยิ่งเมื่อลูกหลานเข้ามาเรียนในโรงเรียนประจำจังหวัด(เช่นโรงเรียนสิงห์บุรี วิทยาลัยเทคนิคฯ วิทยาลัยอาชีวะฯ)หรือโรงเรียนใหญ่ๆในแต่ละอำเภอ ยิ่งเหมือนกับทำให้ความใกล้ชิดนั้นเพิ่มความแนบแน่นกันเข้าไปอีกจากรุ่นลูกรุ่นหลานไปสู่รุ่นพ่อรุ่นแม่กว้างขวางไปทั่วทั้งจังหวัด
ตัวอย่างง่ายๆ ถ้าเราไปบังเอิญพบใครแล้วรู้ว่าเป็นคนเมืองสิงห์แท้ๆ ถึงจะไม่รู้จักกันแต่ถ้าถามว่าอยู่บ้านไหน (บางอะไร..เมืองสิงห์มีบางเยอะมาก) เป็นลูกหลานใคร เดี๋ยวเดียวก็เชื่อมหาคนที่เรารู้จักได้ไม่ยากนัก เผลอๆอาจจะไปเจอเอาเหล่าเดียวกันเสียก็ได้
เมืองสิงห์แม้จะเป็นเมืองเล็กๆ เรียกว่ามีขนาดพื้นที่เกือบจะเล็กที่สุดของประเทศ แต่ก็มีแม่น้ำใหญ่ไหลผ่านถึงสามสายด้วยกัน คือมีแม่น้ำเจ้าพระยาไหลผ่านทางทิศตะวันออก แม่น้ำน้อยไหลผ่านทางทิศตะวันตกขนานกันไปจากทิศเหนือ(จ.ชัยนาท) ลงสู่ทิศใต้(จ.อ่างทอง) และที่หลายคนอาจจะยังไม่ทราบก็คือแม่น้ำลพบุรีมีต้นกำเนิดจากที่นี่นะครับ คือแยกจากแม่น้ำเจ้าพระยาออกไปทางทิศตะวันออกมุ่งสู่จังหวัดลพบุรีแล้วจึงอ้อมไปบรรจบกับแม่น้ำเจ้าพระยาอีกครั้งที่ จ.พระนครศรีอยุธยา แม่น้ำนี้จึงอยู่ในเขตจังหวัดสิงห์บุรีเพียงระยะทางสั้นๆเท่านั้นเองครับ
คนเก่าๆจะบอกว่าพวกเราเป็น "ลูกแม่น้ำ" จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าคนที่นี่มีความผูกพันกับสายน้ำมาตั้งแต่บรรพบุรุษ ตอนที่ผมเป็นเด็กๆต้องถูกจับมาหัดว่ายน้ำให้เป็นโดยการโยนลงคลองแล้วให้ตะเกียกตะกายเข้าฝั่งให้ได้เอง(อยู่ในความควบคุมอย่างใกล้ชิดของผู้ใหญ่นะครับ) สำลักน้ำไม่กี่ทีก็เป็น พวกผู้ใหญ่มักจะพูดเสมอว่า "เป็นลูกแม่น้ำว่ายน้ำ พายเรือไม่เป็นก็อายเขา" คนรุ่นผมจึงจำเป็นต้องว่ายน้ำเป็นกันเกือบทุกคน ที่ผ่านมารู้สึกว่าจะมีรุ่นพี่คนเดียวที่จมน้ำตาย แต่ก็เพราะเล่นกันแล้วดำไปติดใต้แพลูกบวบ กว่าเพื่อนๆจะรู้ว่าหายไปก็สายไปเสียแล้ว
การอยู่กับน้ำสอนให้เรารู้ว่าอย่าประมาท อย่าทรนงตนเอง แม่น้ำให้คุณอนันต์กับเราแต่ก็ซ่อนอันตรายมหันต์ไว้ด้วยเช่นเดียวกัน ตอนที่เรียนอยู่ชั้นมัธยมปลายโรงเรียนสิงห์บุรี (ราวๆปี พ.ศ. 2520)ไม่แน่ใจว่ามีกิจกรรมอะไร ผมกับเพื่อนๆต้องมาค้างที่โรงเรียนเพื่อทำกิจกรรม ช่วงเย็นๆพวกเราได้มาเล่นน้ำกันที่ชายหาดท่าเรือข้ามฟากเทศบาลฝั่งตะวันออก (ปัจจุบันไม่มีท่าเรือแล้ว) ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับตลาดสิงห์บุรี จากนั้นก็ชวนกันว่ายน้ำข้ามแม่น้ำเจ้าพระยามาขึ้นฝั่งตลาดแล้วก็ว่ายน้ำกลับเป็นที่สนุกสนานตามประสาวัยรุ่นวัยคะนอง
แม่น้ำเจ้าพระยาช่วงหน้าแล้งน้ำจะลดลงมาก ส่วนหนึ่งอาจจะมาจากเขื่อนเจ้าพระยาต้องเก็บน้ำไว้ให้เกษตรกรใช้ทำนา ทำให้เกิดเป็นหาดทรายยาวเหยียดตลอดลำน้ำเป็นช่วงๆสวยงามมาก เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของคนที่อยู่ริมฝั่งยามเย็น ได้บรรยากาศน้องๆหาดทรายชายทะเลเหมือนกัน ตัวแม่น้ำเองก็จะแคบลง จนบางช่วงดูเหมือนแทบจะเดินข้ามไปได้ บริเวณที่พวกเราว่ายข้ามนั้นดูเผินๆไม่กว้างนัก แต่พอลงไปจริงๆแล้วมันไม่ได้เป็นอย่างที่คิด แถมน้ำข้างล่างยังไหลแรงจนน่ากลัว ขาไปแค่รู้สึกเหนื่อยแต่ขากลับซิครับเกือบจะเอาชีวิตไปทิ้งเพราะพยายามฝืนว่ายกลับจุดเดิมให้ได้ จนเพื่อนที่ว่ายไปด้วยกัน(ว่ายน้ำแข็งกว่าผมมาก)ต้องตะโกนบอกผมว่า "มึงอย่าฝืน..ตีกรรเชียง..ขึ้นที่ไหนช่างมัน" ผมก็ทำตามถึงได้รอดมาได้ แต่ก็ต้องไปขึ้นฝั่งไกลกว่าจุดที่พรรคพวกรวมกันอยู่เกือบครึ่งกิโลเมตร
คนโบราณเขาบอกว่าธรรมชาติของน้ำนั้นซื่อจะตาย ไม่มีเล่ห์เหลี่ยม ไหลจากที่สูงลงที่ต่ำไม่เคยเปลี่ยนแปลง ไม่ยกเว้นให้ใคร มนุษย์ที่ต้องสูญเสียเพราะน้ำนั้นส่วนใหญ่ทรนงหลงคิดว่าสู้ได้ เวลานั้นผมจึงรู้ได้เลยครับว่าการฝืนพลังของธรรมชาตินั้นเหนื่อยเปล่า ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาผมไม่เคยประมาทกับน้ำอีกเลย
ส่วนเรื่องพายเรือนั้นเพื่อนๆผมหลายคนก็พายไม่เป็นเหมือนกัน เพราะบางคนอยู่ในตลาดหรือบางพื้นที่ก็ไม่ได้ใช้เรือ ใครที่คิดว่าการพายเรือเป็นเรื่องง่ายๆแค่เอาพายมาจ้ำๆก็ได้แล้ว แต่บอกได้เลยครับว่าต้องหัดต้องฝึก การพายเรือในแม่น้ำใหญ่โดยไม่มีทักษะเพียงพอ มีโอกาสขึ้นอืดในอีกสองสามวันถัดมานั้นสูงมากครับ คนที่พายเรือไม่เป็นนั้นดูไม่ยาก ใครที่ยกพายข้ามกราบซ้ายทีขวาทีจนคนนั่งหัวเปียกปอนเป็นลูกแมวตกน้ำนั่นแหละครับเขาละ..
เมื่อพูดกันถึงเรื่องน้ำก็คงต้องพูดเรื่องน้ำท่วมด้วย ผมไม่ได้เขียนเรื่องนี้ตอนที่กำลังพีค (Peak) เพราะคิดว่าเรื่องนี้มันไม่ได้แปลกประหลาดพิสดารหรือคับขันอันตราย (Critical) อะไรนักหนาเพราะมันก็เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นได้เป็นประจำอยู่แล้ว เพียงแต่ความหนักเบาจะเป็นอย่างไรเท่านั้น ตั้งแต่เด็กมาผมเจอเรื่องน้ำท่วมครั้งใหญ่บ้างเล็กบ้างมานับสิบครั้งแล้ว ตอนเป็นเด็กก่อนน้ำหลากตายายกับน้าจะช่วยกันเก็บของโดยการทำร้านให้สูงเพื่อเอาข้าวของที่อยู่บนพื้นขึ้นเก็บให้สูงพ้นน้ำ ซึ่งก็อยู่ใต้ถุนบ้านนั่นแหละครับ(บ้านคนที่นี่แต่เดิมทุกหลังจะเป็นแบบใต้ถุนสูง) จากนั้นก็เอาเรือมาทำการซ่อมแซมยาชันทาน้ำมันยางใหม่ เตรียมที่บนโคกหรือคันคลองเพื่อปลูกห้างทำคอกวัวควาย ถ้าน้ำท่วมใหญ่ก็จะเอามาไว้ที่นี่ เตรียมฟาง เตรียมหาแหล่งเกี่ยวหญ้าไว้ แต่ถ้าน้ำไม่มาก(ท่วมนิดๆหน่อยๆตามธรรมดา)ก็ไม่จำเป็นต้องใช้
ถ้าถามว่าน้ำท่วมมันทำให้เกิดความเสียหายหรือไม่ ก็ต้องบอกว่าใช่ เพราะถึงแม้ว่าเราจะได้เตรียมการหลีกเลี่ยงความเสียหายอย่างที่บอกไว้ แต่ความเสียหายที่เกิดกับพืชผักผลไม้ นาข้าว ร้านค้า วัด โรงเรียน สถานที่ราชการก็ย่อมต้องมี เพียงแต่หากเราเตรียมตัวไว้ดี ความเสียหายก็จะลดลงไปได้มาก
แล้วเราป้องกันน้ำท่วมได้ไหม ถ้าไปถามคนที่เขาคุ้นเคยอยู่กับน้ำเขาบอกว่ายากครับ ถ้าจะสู้กันตรงๆก็คงจะเสียแรงเสียเวลาเสียเงินไปโดยเปล่าประโยชน์ สิ่งที่ควรทำก็คือต้องพยายามให้มันเกิดความเสียหายน้อยที่สุด และเตรียมการสำหรับการบูรณะฟื้นฟู แต่ก็ไม่ใช่ว่าเราจะไม่สามารถป้องกันได้เลยนะครับ มันคงต้องขึ้นอยู่กับวิธีการ การเรียนรู้จากประสบการณ์บูรณาการเข้ากับภูมิปัญญาของคนในท้องถิ่นเพราะเขาจะรู้เรื่องและมีข้อมูลมากที่สุด ที่สำคัญก็คือขนาดและที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของพื้นที่คงจะต้องมีความเหมาะสม พื้นที่ไม่กว้างเกินไป และต้องเป็นพื้นที่สำคัญยิ่งทางเศรษฐกิจของผู้คนบริเวณนั้นจริงๆ
เขื่อนหน้าเมืองสิงห์บุรี
เมื่อก่อนนี้หากมีใครบอกว่าไปที่เขื่อนหน้าเมืองสิงห์บุรีมา หลายๆคนอาจจะแปลกใจเพราะในทางภูมิศาสตร์แล้วจังหวัดสิงห์บุรีไม่น่าจะมีเขื่อนตั้งอยู่ เพราะหากเป็นเขื่อนเจ้าพระยาก็จะต้องตั้งอยู่ในจังหวัดชัยนาท ความจริงแล้วเขื่อนหน้าเมืองสิงห์เป็นกำแพงกั้นน้ำ สร้างไว้เพื่อป้องกันน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาเข้ามาท่วมตัวเมืองซึ่งเดิมเป็นที่ตั้งของศาลากลางจังหวัด สถานที่ราชการทุกกระทรวงรวมถึงตลาดสิงห์บุรีซึ่งเป็นแหล่งศูนย์รวมเศรษฐกิจสำคัญของจังหวัด สิ่งที่ทำให้คนเมืองสิงห์เรียกสถาปัตยกรรมนี้ว่าเขื่อนแทนที่จะเป็นคันกั้นน้ำหรือกำแพงกั้นน้ำก็เพราะ ตัวเขื่อนถูกออกแบบมาเป็นอย่างดี มีความมั่นคงแข็งแรง ที่สำคัญก็คือมีความสวยงามโดยมีรูปแบบทางสถาปัตยกรรมที่กลมกลืนกับความเป็นเมืองที่มีความเจริญมายาวนานไว้ได้อย่างลงตัว อาจจะถือได้ว่าเป็นสิ่งก่อสร้างที่เป็นหน้าเป็นตาของจังหวัดอีกแห่งหนึ่งก็คงจะไม่เกินไปนัก จำได้ว่าเมื่อตอนที่สร้างเสร็จใหม่ๆ มีการนำรูปของเขื่อนหน้าเมืองนี้ไปจัดทำเป็นโปสการ์ด ส.ค.ส. ปีใหม่ด้วย
เสียดายนะครับผมอยู่ที่ลำปางนี่ไม่สามารถค้นหาประวัติหรือความเป็นมาของเขื่อนหน้าเมืองสิงห์จากอินเตอร์เน็ตมาเล่าสู่ท่านผู้อ่านได้เลย เชื่อว่ามีบันทึกอย่างละเอียดอยู่ครับ แต่ไม่ได้ถูกนำมาเผยแพร่ผ่านทาง Social Media เท่าที่ควร(แทบจะไม่มีเลยก็ว่าได้) ถ้ามีคนเมืองสิงห์ได้อ่านแล้วพอมีข้อมูลบ้างก็ช่วยเข้ามาแลกเปลี่ยนกันบ้างนะครับ ที่จริงถ้าลองไปถามท่านอาจารย์ดำรง ปิ่นทองคงได้ข้อมูลที่น่าสนใจบ้างเพราะได้ข่าวว่าท่านรวบรวมเรื่องพวกนี้ไว้ที่หอวัฒนธรรมนิทัศน์โรงเรียนสิงห์บุรี (ผมเคยคุยกับท่านตอนไปประเมินโรงเรียนอนุบาลรวมมิตรหลายปีมาแล้วท่านเป็นกรรมการอยู่ที่นั่นด้วย) แต่จะขอเอาข้อมูลเท่าที่มีที่รู้มาและจากประสบการณ์คร่าวๆมานำเสนอก็คงได้แค่..
เขื่อน(กำแพงกั้นน้ำ)หน้าเมืองสิงห์บุรีสร้างขึ้นในปี พ.ศ.2509 ถึง พ.ศ.2511 มีหลักฐานเป็นแผ่นป้ายตั้งอยู่บนตัวเขื่อนใกล้กับวิทยาลัยเทคนิคสิงห์บุรีซึ่งเป็นจุดสิ้นสุดของการก่อสร้างครั้งแรกมีความยาวประมาณ 2.5 กิโลเมตร สร้างเลียบแม่น้ำเจ้าพระยาด้านทิศตะวันตกไปตามถนนวิไลจิตต์ โดยเริ่มต้นจากสะพานบางระจัน(สะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาแห่งแรกของจังหวัดสิงห์บุรี)ไปสิ้นสุดที่วิทยาลัยเทคนิคสิงห์บุรี(โรงเรียนการช่างสิงห์บุรีหรือโรงเรียนช่างไม้เดิม) โดยมีถนนสายสิงห์บุรี - อ่างทองสายเก่าเป็นกำแพงกั้นน้ำทางด้านทิศตะวันตกของตัวเมือง ซึ่งต่อมาตัวเขื่อนก็ได้มีการซ่อมแซมบูรณะปรับปรุงอย่างต่อเนื่องตลอดมา อีกทั้งมีการก่อสร้างเพิ่มเติมจากเดิมไปทางทิศใต้จนถึงสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาแห่งใหม่(ข้างวัดสว่างอารมณ์)
ตั้งแต่สร้างเขื่อนหน้าเมืองสิงห์บุรีมาเป็นเวลาเกือบห้าสิบปีแล้วนั้น ไม่ปรากฏว่ามีน้ำเข้ามาท่วมในตัวเมืองได้อีกเลย มีหลายครั้งที่ตัวเขื่อนต้องต่อสู้กับมวลน้ำมหาศาลจนเกือบจะต้านทานไม่ไหว แต่จากการร่วมมือร่วมใจของชาวเมืองสิงห์บุรี ในที่สุดก็สามารถรอดพ้นจากวิกฤติน้ำท่วมมาได้ทุกครั้ง รวมถึงปรากฏการณ์น้ำท่วมใหญ่ปี 2554 ที่ผ่านมาสดๆร้อนๆนี้ด้วย
สำหรับประวัติความเป็นมา ผู้สร้าง รวมถึงรายละเอียดอื่นๆคงต้องอาศัยผู้รู้ท่านอื่นแล้วละครับ

สันเขื่อนหน้าเมืองสิงห์บุรี
ภาพ Lungnoke Dec 2011
ป้ายบอกปีที่ก่อสร้างเขื่อน
ภาพ facebook วิทยาลัยเทคนิคสิงห์บุรี http://www.facebook.com/media/set/?set=a.190355624366444.44558.142219355846738&type=3
แม่น้ำเจ้าพระยายามเช้า
ภาพ Lungnoke Apr 2011


สะพานบางระจัน
ภาพ Lungnoke Dec 2011
จุดที่เคยเป็นท่าเรือข้ามฟาก
ภาพ Lungnoke Dec 2011
ภาพถ่ายดาวเทียม 1)จุดถ่ายภาพ 2)ท่าเรือข้ามฟากเดิม
แนวเขตหมายเลข 1-2 แนวเขื่อนเดิม
แนวเขตหมายเลข 2-3 แนวเขื่อนที่สร้างใหม่
ลูกศรสีขาว ปากแม่น้ำลพบุรี
ผืนนาที่รอน้ำจากชลประทาน
ภาพ Lungnoke Dec 2011


เขื่อนหน้าเมืองสิงห์บุรีก่อนน้ำท่วมปี 2554
ภาพ Lungnoke Apr 2011
อย่างไรก็ตามถึงปีนี้ตัวเมืองจะรอดพ้นจากการถูกน้ำท่วมไปได้ แต่พื้นที่ส่วนใหญ่ของจังหวัดสิงห์บุรีก็ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมในครั้งนี้เป็นบริเวณกว้างอยู่เป็นเวลานานหลายเดือน เราเองก็เป็นห่วงพี่น้องเพื่อนฝูงที่ถูกน้ำท่วมเหมือนกัน ได้คุยกันแต่ทางโทรศัพท์พอมาเจอตัวได้พูดได้คุยไถ่ถามถึงความทุกข์ยากว่าจะเหมือนอย่างที่สื่อกระแสหลักช่วยกันกระหน่ำวันละเกือบยี่สิบสี่ชั่วโมงถึงความทุกข์ยากแสนรันทดของชาวเมืองกรุง ที่ถูกน้ำไล่ที่จนต้องอพยพหนีตายราวกับเวียดกงหนีเครื่องบินไอ้กันหรือเปล่า ปรากฏว่าคนที่ถูกน้ำท่วมก็ต้องยอมรับว่าได้รับความเสียหายบ้าง ส่วนใหญ่ก็ไม่มากมายนัก หลายคนทำประกันภัยน้ำท่วมเอาไว้ น้ำที่ท่วมที่ราบลุ่มภาคกลางไปจนถึงกรุงเทพฯปริมณฑลจนออกทะเลก็เป็นลักษณะน้ำหลากตามธรรมชาติที่มีมาเสมอๆ เพียงแต่ปีนี้มีปริมาณมากเกินไปเท่านั้น ความเสียหายก็เกิดจากความประมาท ความไม่ตระหนักในภัยพิบัติเพราะคิดว่าภาครัฐมีการระวังป้องกันไว้ดีแล้ว รวมถึงการก่อสร้างบ้านเรือนขวางทางน้ำหรืออยู่ในที่ลุ่มน้ำเดิมอยู่แล้ว ไม่ได้เหมือนกับน้ำป่าที่มาแบบไม่ทันตั้งตัวพัดพาบ้านเรือนพินาศไปทันตาแบบที่เกิดบนภูเขาทางภาคเหนือหรือภาคใต้ นั่นถึงจะเรียกว่าน่าตระหนกตกใจ สำหรับน้ำท่วมในภาคกลางที่น่าเห็นใจคงเป็นคนที่บ้านถูกน้ำเซาะตลิ่งจนบ้านเรือนทรุดจมไปกับแม่น้ำมากกว่า
วันนี้ที่สิงห์บุรี ชาวบ้านเขาเก็บกวาดทำความสะอาด บูรณะซ่อมแซมความเสียหายจนแทบจะไม่เหลือร่องรอยแล้ว ชาวนาอย่างน้องชายผมก็รอเพียงชลประทานซ่อมแซมคันคลองแล้วปล่อยน้ำเข้ามาก็จะเริ่มไถหว่านกันอีกในไม่กี่วันนี่แล้ว..
อนิจจา..จนถึงวันนี้สื่อทีวีกระแสหลักบางช่องยังเอาภาพน้ำท่วม ภาพผู้คนร่ำไห้รันทดโอดกาเหว่าจากภัยน้ำท่วมเมื่อตอนปลายปีมานำเสนออยู่ไม่สร่างซา จนชาวบ้านชาวเมืองแทบจะคิดว่าน้ำมันคงจะท่วมพื้นผิวของโลกไปเสียหมดแล้วเป็นแน่
ช่องละครข่าวนั่นช่างเขาเถอะครับ แต่ช่องที่เอาภาษีชาวบ้านไปทำโดยไม่ต้องออกแรงหาโฆษณานี่..
...แว่วเสียงขี้เมาพึมพำแทบเป็นเสียงกระซิบ ..มันน่าจะยุบเอาเงินไปสร้างโรงงานทำโสดา(โซดา)มาแจกฟรีน่าจะดีกว่านิ..นิ..
ขอขอบคุณ
ภาพถ่ายดาวเทียมจาก Google Earth
ภาพถ่ายป้ายบอกปีที่สร้างเขื่อนจาก facebook วิทยาลัยเทคนิคสิงห์บุรี
http://www.facebook.com/media/set/?set=a.190355624366444.44558.142219355846738&type=3
...".ซึ้ง..เมื่ออ่าน"..ได้ทำความรู้จัก..สิงห์บุรีมากขึ้น...เพื่อนซี้..ชวนไปอยู่ด้วย..กลางนา..ที่เคยเป็นโรงหมูเก่า.ไปนอนอยู่หลายวันเมื่อปีที่แล้ว....อ้ะ..ยายธี
สิงห์บุรีเป็นเมืองเงียบๆ สงบ น่าอยู่ ผู้คนอาจจะพูดจาไม่เพราะหูนัก แต่ก็จริงใจ
ปีที่แล้วคุณยายธีไปพักที่ "บาง" อะไรของเมืองสิงห์ครับ ?
เถ้าแก่ ร้าน เลิศพิทยาคุณ ขายวัสดุก่อสร้าง ตรงท่ารถบขส. แกเป็นวิศวกร คุมการก่อสร้างเขื่อนนี้ มาคุมงานจนได้เมีย และตั้งรกราก อยู่ที่สิงห์บุรี