สรุปสาระสำคัญและความแตกต่างในข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ มาตรา 32-43 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537

พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537, มาตรา 32-43, ข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์

บทนำ  

เดิมกฎหมายไทยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองวรรณกรรมและศิลปกรรม พ.ศ.2474 มาตรา 20(1) บัญญัติการกระทำที่ไม่ถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ว่า “การใช้โดยธรรมซึ่งสิ่งมีลิขสิทธิ์เพื่อประโยชน์แห่งการร่ำเรียนส่วนตัว การค้นหาความรู้...”

ต่อมาในพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2521 มาตรา 30(1) และ (2) บัญญัติข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ในส่วนที่เกี่ยวกับการวิจัย ศึกษา และการใช้เพื่อประโยชน์ของตนเอง และปัจจุบันบัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ในมาตรา 32 วรรคสอง (1) และ (2)

 

ซึ่งเงื่อนไขทั่วไปของข้อยกเว้นมีบัญญัติไว้ในมาตรา 32 วรรคหนึ่ง ซึ่งสอดคล้องกับความตกลง TRIPs ข้อ 13 บทยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ได้บัญญัติไว้ตั้งแต่มาตรา 32 ถึงมาตรา 43 ที่เรียกว่า The Fair – Use Doctrine ตามกฎหมายลิขสิทธิ์ของสหรัฐอเมริกา ปี 1976 มาตรา 107 หรือหลักความชอบธรรมในการกระทำแก่งานอันมีลิขสิทธิ์ ซึ่งองค์ประกอบที่จะนำมาเปรียบเทียบข้อแตกต่างได้แก่ (วัส  ติงสมิตร, บทบัณฑิตย์ 57, 1 (มีนาคม 2544))

(1) วัตถุประสงค์ (Purposes) และลักษณะ การกระทำ (Character) ซึ่งรวมถึง ไม่ว่าการกระทำนั้นจะเป็นในรูปการค้า (Commercial) หรือเพื่อวัตถุประสงค์ในการศึกษาที่ไม่มีกำไร (Nonprofit Educational Purposes)

(2) ลักษณะของงานอันมีลิขสิทธิ์ (The Nature of the Copyrighted Work)

(3) จำนวน (Amount) และความสำคัญของส่วนหรือตอน (The Substantiality of Portion) ที่ถูกนำมาใช้ เมื่อเทียบกับงานที่มีลิขสิทธิ์ทั้งหมด (As a whole)

(4) ผลกระทบของการกระทำหรือการใช้ที่มีต่อตลาดของงานอันมีลิขสิทธิ์ที่มีขึ้น (The Potential Market) หรือต่อคุณค่าของงานอันมีลิขสิทธิ์นั้น (Value)

 

วัส  ติงสมิตร สรุปว่า กรณีข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์หรือการใช้ที่เป็นธรรม (fair use) พึงระลึกเสมอว่าเป็นการพบกันคนละครึ่งทางระหว่างประโยชน์ของผู้สร้างสรรค์กับสังคม การใช้งานของผู้สร้างสรรค์จึงไม่ต้องจ่ายค่าตอบแทน (The use is free) (วัส  ติงสมิตร,Ibid.)

 

ข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ (มาตรา 32 - มาตรา 43) เป็นความพยายามสร้างดุลแห่งผลประโยชน์ระหว่างเจ้าของลิขสิทธิ์และผู้ใช้งานลิขสิทธิ์ โดยให้บุคคลอื่นสามารถใช้งานลิขสิทธิ์ได้ตามความเหมาะสมโดยไม่เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ เป็นการจำกัดสิทธิแต่ผู้เดียวของเจ้าของลิขสิทธิ์ลงภายใต้เงื่อนไขบางประการ เงื่อนไขที่สำคัญที่สุด บัญญัติไว้ในมาตรา 32 วรรคแรก (ไมตรี สุเทพากุล, “การคุ้มครองลิขสิทธิ์และข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ตามกฎหมายไทย”. 22 เมษายน 2551.)

 

http://www.gotoknow.org/nonplagiarism-writing-guideline

 

จากหลักข้อยกเว้นดังกล่าว สามารถแยกหัวข้ออธิบายได้ 9 หัวข้อ(ประเภท)ในงานอันมีลิขสิทธิ์ ซึ่งแยกเป็น 12 การกระทำที่เป็นข้อยกเว้นของการละเมิดลิขสิทธิ์ ดังนี้

 

1.   ข้อยกเว้นทั่วไป 


การละเมิดลิขสิทธิ์ในการทำการใดๆ แก่งานอันมีลิขสิทธิ์


ในมาตรา 32 ได้วางหลักกฎหมายเอาไว้ว่า  “ การกระทำแก่งานอันมีลิขสิทธิ์ของบุคคลอื่นตามพระราชบัญญัตินี้ หากไม่ขัดต่อการแสวงหาประโยชน์จากงานอันมีลิขสิทธิ์ตามปกติของเจ้าของลิขสิทธิ์และไม่กระทบกระเทือนถึงสิทธิอันชอบด้วยกฎหมายของเจ้าของลิขสิทธิ์เกินสมควร มิให้ถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์

ภายใต้บังคับบทบัญญัติในวรรคหนึ่ง การกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งแก่งานอันมีลิขสิทธิ์ตามวรรคหนึ่ง มิให้ถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ ถ้าได้กระทำดังต่อไปนี้

(1)  วิจัยหรือศึกษางานนั้น อันมิใช่การกระทำเพื่อหากำไร

(2)  ใช้เพื่อประโยชน์ของตนเอง หรือเพื่อประโยชน์ของตนเองและบุคคลอื่นในครอบครัวหรือญาติสนิท

(3)  ติชม วิจารณ์ หรือแนะนำผลงานโดยมีการรับรู้ถึงความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานนั้น

(4)  เสนอรายงานข่าวทางสื่อสารมวลชนโดยมีการรับรู้ถึงความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานนั้น

(5)  ทำซ้ำ ดัดแปลง นำออกแสดง หรือทำให้ปรากฏ เพื่อประโยชน์ในการพิจารณาของศาลหรือเจ้าพนักงานซึ่งมีอำนาจตามกฎหมาย หรือในการรายงานผลการพิจารณาดังกล่าว”

 

ข้อคิดเห็นเพิ่มเติม(ตัวอย่าง)

หัวข้อนี้เป็นข้อยกเว้นทั่วไป ถือเป็นหัวใจของหลักข้อยกเว้น  ตามหลักการใช้ที่เป็นธรรม เป็นการยกเว้นที่ “การกระทำ” มิใช่ “ตามวัตถุประสงค์ของการกระทำ” ตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2521 มีความเหมือนกันระหว่างมาตรา 32 วรรคสอง (7) และมาตรา 34 (2) ซึ่งเป็นการทำซ้ำของผู้สอน หรือสถาบันการศึกษา และบรรณารักษ์ห้องสมุด ให้แก่ผู้เรียนหรือบุคคลอื่นเพื่อการวิจัยหรือศึกษาอันเป็นข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ไว้อย่างชัดเจนว่าจะต้องเป็นการทำซ้ำเพียงบางส่วนของงานหรือบางตอนตามสมควรเท่านั้น 

มาตรา 32 วรรคแรก เป็นหลักการตรวจสอบการใช้อย่างเป็นธรรม (fair use)ใน 3 ขั้นตอน ของ TRIPs (Three step test)

 

" การกระทำแก่งานอันมีลิขสิทธิ์ของบุคคลอื่นตามพระราชบัญญัตินี้ หากไม่ขัดต่อการแสวงหาประโยชน์จากงานอันมีลิขสิทธิ์ตามปกติของเจ้าของลิขสิทธิ์และไม่กระทบกระเทือนถึงสิทธิอันชอบด้วยกฎหมายของเจ้าของลิขสิทธิ์เกินสมควร มิให้ถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ "

 

มาตรา 32 มาตรา 33 และมาตรา 34 กำหนดข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ไว้หลายประการ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษาวิชาการเป็นหลัก (scholar) อันเป็นการส่งเสริมการวิจัยและพัฒนา (Research & Development - R&D)

เช่น ในข้อยกเว้นต่าง ๆ ที่ปรากฏอยู่ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ที่จะนำมาใช้แก่กรณีคำบรรยายของผู้สอนมีดังนี้ (อรพรรณ พนัสพัฒนา, การคุ้มครองลิขสิทธิ์ในคำบรรยายของผู้สอน, มปป.)

 

ก. ข้อยกเว้นตามมาตรา 32 วรรคสอง

 

ข. ข้อยกเว้นสำหรับการอ้างอิง มาตรา 33

 

การกล่าว คัดลอก เลียน หรืออ้างอิงคำบรรยายบางตอนตามสมควรโดยมีการรับรู้ถึงความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในคำบรรยายนั้น ไม่ถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์

 

อย่างไรจะถือว่าเป็นกรณีตามสมควรนั้นจะต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงในแต่ละกรณีไป

 

ค. ข้อยกเว้นสำหรับการกระทำของบรรณารักษ์ห้องสมุด มาตรา 34

 

การทำซ้ำคำบรรยายโดยบรรณารักษ์ห้องสมุดมิให้ถือเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์หากไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อหากำไรในกรณีต่อไปนี้

 

การทำซ้ำเพื่อใช้ในห้องสมุดหรือให้แก่ห้องสมุดอื่น เช่น บรรณารักษ์ห้องสมุดบันทึกภาพและเสียงคำบรรยายของผู้สอนเพื่อเก็บไว้ใช้ประโยชน์ในห้องสมุด เป็นต้น

 

การทำซ้ำงานบางตอนตามสมควรให้แก่บุคคลอื่นเพื่อประโยชน์ในการวิจัยหรือการศึกษา  เช่น บรรณารักษ์ห้องสมุดทำซ้ำงานบางตอนให้แก่บุคคลอื่นที่กำลังทำการศึกษาวิจัยเรื่องที่เกี่ยวกับคำบรรยายนั้น เป็นต้น

 

ง. ข้อยกเว้นเพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติราชการ มาตรา 43

 

การทำซ้ำคำบรรยายเพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติราชการโดยเจ้าพนักงานซึ่งมีอำนาจตามกฎหมายหรือตามคำสั่งของเจ้าพนักงาน และที่อยู่ในความครอบครองของทางราชการ ไม่ถือเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์

ตัวอย่างการวิเคราะห์นวนิยาย เรื่องสั้น และกวีนิพนธ์ ทั้งเรื่อง (วสวัต ดีมาร. "กฎหมายลิขสิทธิ์ : ข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์."19 ธันวาคม 2551. [Online].Available URL: http://www.gotoknow.org/blogs/posts/230733)

กรณีศึกษา : การนำนวนิยาย เรื่องสั้น และกวีนิพนธ์ ทั้งเรื่อง มาวิเคราะห์เพื่อหาแนวคิด และกลวิธีในการนำเสนอแนวคิดอย่างละเอียด โดยนำข้อความมาชี้ให้เห็นเป็นระยะ ๆ ตามประเด็น โดยมีการอ้างอิงข้อความตลอด เช่นนี้จะเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์หรือไม่

รศ.ดร.มานิตย์ จุมปา แห่งคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ให้คำชี้แจงไว้ว่า

"... แม้ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ มาตรา 32 วรรคสอง จะยกเว้นให้การ "ติชม วิจารณ์ หรือแนะนำผลงานโดยมีการรับรู้ถึงความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานนั้น" ไม่เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์

แต่ในกรณีนี้เป็นการนำนวนิยาย เรื่องสั้น และกวีนิพนธ์ ทั้งเรื่อง มาวิเคราะห์ ซึ่งทำให้เห็นได้ว่า มีเนื้อหาอันเป็นการสร้างสรรค์ของผู้เขียนนวนิยาย เรื่องสั้น หรือกวีนิพนธ์ อยู่ในงานเขียนของผู้ที่วิเคราะห์ดังกล่าวย่อมกระทบต่อการแสวงหาประโยชน์จากงานอันมีลิขสิทธิ์ตามปกติของเจ้าของลิขสิทธิ์เกินสมควร จึงไม่สามารถกระทำได้ ตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ มาตรา 32 วรรคหนึ่ง

ดังนั้น หากผู้เขียนประสงค์จะเขียนหนังสือแนววิเคราะห์ดังกล่าวต้องดำเนินการขออนุญาตผู้แต่งนวนิยาย เรื่องสั้น และกวีนิพนธ์เสียก่อน

มีข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า หากเป็นเพียงการวิเคราะห์นวนิยาย เรื่องสั้น และกวีนิพนธ์ โดยไม่มีการนำเนื้อหาของนวนิยาย เรื่องสั้น และกวีนิพนธ์นั้นมาลงไว้ในหนังสือที่วิเคราะห์ เช่นนี้สามารถทำได้ ไม่เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ เพราะเป็นไปตามข้อยกเว้นที่กำหนดไว้ในมาตรา 32 วรรคสอง (3) ที่ให้ติชม วิจารณ์ หรือแนะนำผลงานโดยมีการรับรู้ถึงความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานนั้นได้ ..."

ตัวอย่างการนำบทความจากนิตยสารมาเป็นกรณีศึกษาและวิเคราะห์ข้อบกพร่อง (วสวัต ดีมาร, Ibid.) 

การนำบทความจากนิตยสารมาเป็นกรณีศึกษาและวิเคราะห์ข้อบกพร่อง โดยมีการระบุนามปากกาและนิตยสารอย่างชัดเจน จะเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์หรือไม่

ประเด็นนี้ รศ.ดร.มานิตย์ จุมปา แห่งคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ให้ทัศนะไว้ว่า

บทความในนิตยสาร ปกติลิขสิทธิ์ย่อมเป็นของผู้เขียนบทความ เว้นแต่จะมีข้อตกลงกันให้ลิขสิทธิ์ตกเป็นของนิตยสาร แต่อย่างไรก็ดี เมื่อบทความนั้นมีลิขสิทธิ์ การนำบทความมาเป็นกรณีศึกษาและวิเคราะห์ข้อบกพร่องในลักษณะที่นำมาทั้งบทความนั้น แม้จะมีการอ้างอิงระบุนามปากกาและนิตยสารอย่างชัดเจน ก็ถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ เพราะกระทบต่อสิทธิ์ของเจ้าของลิขสิทธิ์เกินสมควร (คือนำบทความมาทั้งบทความ)

ในกรณีประเด็นปัญหานี้ หากผู้เขียนประสงค์จะเขียนตำราแล้วยกบทความของผู้อื่นมาเป็นกรณีศึกษาและวิเคราะห์ข้อบกพร่อง ผู้เขียนจะต้องดำเนินการขออนุญาตเจ้าของลิขสิทธิ์เสียก่อน

 

โดยสรุป... แม้มีการอ้างอิงอย่างชัดเจน แล้วหากไม่ขออนุญาตเจ้าของลิขสิทธิ์ ก็ถือว่า ละเมิดลิขสิทธิ์ เช่นกัน

 

2. ข้อยกเว้นสำหรับการอ้างอิง

มาตรา 33  การกล่าว คัด ลอก เลียน หรืออ้างอิงงานบางตอนตามสมควรจากงานอันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้ โดยมีการรับรู้ถึงความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานนั้น มิให้ถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ ถ้าได้ปฏิบัติตามมาตรา 32 วรรคหนึ่ง

 

ข้อคิดเห็นเพิ่มเติม(ตัวอย่าง)

ความแตกต่างและความเชื่อมโยงของข้อยกเว้นข้อนี้กับข้ออื่น คือ กรณีที่มีการอ้างอิงงานอันมีลิขสิทธิ์แล้วไปเผยแพร่ในเวบไซต์ หรือในทางกลับกันใช้ข้อมูลจากเวบไซต์ไปอ้างอิง ไม่ว่าจะเป็นการกระทำของบุคคลธรรมดาผู้ใด หรือบรรณารักษ์ นักวิชาการ อาจารย์ผู้สอน นักศึกษา หน่วยงานราชการ ฯลฯ

ข้อยกเว้นนี้ถือเป็นเพื่อประโยชน์ด้านการศึกษาหาความรู้โดยแท้ (scholar)ไม่มีเหตุผลอื่นใดที่จะถือเป็นละเมิดได้ เช่น การอ้างอิงของอาจารย์ ของนักวิชาการ ของแพทย์จากเอกสารวิชาการ วารสาร ฯลฯ เพื่อประโยชน์ในการพัฒนางานในสาขาของตน อย่างไรก็ตามต้องย้อนไปดูหลักทั่วไปตามมาตรา 32 ประกอบด้วย

ปัญหาการอ้างอิงโดยการคัดลอกทั้งหมดโดยหน่วยงานวิจัยหรือวิชาการ หรือโดยหน่วยราชการ จะอ้างประโยชน์สาธารณะ ตามหลักกฎหมายมหาชนได้หรือไม่  เพราะกฎหมายลิขสิทธิ์มิใช่กฎหมายมหาชน  แต่ก็คำนึงถึงประโยชน์สาธารณะด้วยส่วนหนึ่ง

ปัญหาในโลกอินเตอร์เน็ตปัจจุบันก็คือ การคัดลอก หรือ การอ้างข้อมูลจากเวบไซต์  จะถือเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์เพียงใด  เพราะกฎหมายลิขสิทธิ์ไทย ไม่มีบัญญัติ ต้องใช้บังคับตามกฎหมายอื่นในเรื่องอื่น เช่น กฎหมายอาญา พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550

 

3.  ข้อยกเว้นสำหรับการกระทำของบรรณารักษ์ห้องสมุด

มาตรา 34  การทำซ้ำโดยบรรณารักษ์ของห้องสมุดซึ่งงานอันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้ มิให้ถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์หากการทำซ้ำนั้นมิได้มีวัตถุประสงค์เพื่อหากำไร และได้ปฏิบัติตามมาตรา 32 วรรคหนึ่ง ในกรณีดังต่อไปนี้

(1)  การทำซ้ำเพื่อใช้ในห้องสมุดหรือให้แก่ห้องสมุดอื่น

(2)  การทำซ้ำงานบางตอนตามสมควรให้แก่บุคคลอื่นเพื่อประโยชน์ในการวิจัยหรือการศึกษา

 

ข้อคิดเห็นเพิ่มเติม(ตัวอย่าง)  

ความแตกต่างและความเชื่อมโยงของข้อยกเว้นข้อนี้กับข้ออื่น คือ ขอบข่ายงานบรรณารักษ์ห้องสมุดมีกว้างขวางมาก ตามความก้าวหน้าเทคโนโลยีข่าวสาร (Information technology) ด้วยความหลากหลายของสื่อที่มีการบันทึกไว้ ไม่ว่าในรูปของ หนังสือ วัตถุ สื่อดิจิตัลต่าง ๆ ทุกชนิดที่มี ทั้งนี้เพื่อส่งเสริมการวิจัยและพัฒนา  (Research & Development - R&D)

ในปี 1968 บริษัท Williams & Wilkins ผู้จัดพิมพ์วารสารทางการแพทย์และวิทยาศาสตร์เช่นวารสารวิทยาการภูมิคุ้มกัน(Immunology), ยา(Medicine), และระบบทางเดินอาหาร(Gastroenterology) ฟ้องห้องสมุดการแพทย์แห่งชาติและสถาบันสุขภาพแห่งชาติว่าละเมิดลิขสิทธิ์วารสาร มีการโต้แย้งถกเถียงกัน โดยบริษัทฯกล่าวหาว่าห้องสมุดละเมิดลิขสิทธิ์และแพทย์มีการขู่ว่าจะเลิกรับวารสาร ในที่สุดศาลตัดสินว่าเป็นการใช้ที่เป็นธรรม (Williams & Wilkins Co. v. U.S., opinion of the Court of Claims,1968 in Edward Samuels, 2002)

มีกรณีตัวอย่างของไทยปี 2550 ห้องสมุดหน่วยราชการแห่งหนึ่งได้นำภาพจากสำนักพิมพ์แห่งหนึ่งไปประกอบเว็บโดยไม่ขออนุญาต จำนวน 5 ภาพ ใน 2 ภาพ นำมาสแกนแล้วตกแต่งประกอบจากภาพโปสเตอร์ใหญ่ที่บรรณารักษ์นำมาให้โดยไม่บอกว่าเอามาจากที่ใด อีก 3 ภาพเป็นภาพที่มาจากหนังสือโดยมีการอ้างอิงที่มาในบรรณานุกรม แต่ไม่ได้ระบุที่มาไว้ใต้ภาพแต่อย่างใด ถือว่ามีความผิดละเมิดลิขสิทธิ์ โดยไม่สามารถอ้างข้อยกเว้น มาตรา 34 ได้ เพราะมีการนำไปโพสเผยแพร่บนเวบไซต์  ในที่สุดห้องสมุดฯต้องขอประนีประนอมกับสำนักพิมพ์ดังกล่าว (ดินสอสีส้ม(นามแฝง), 2550.)

อย่างไรก็ตามห้องสมุดมีสิ่งที่น่าเสี่ยงมาก ซึ่งแตกต่างจากข้อยกเว้นอื่น อาทิ

(สิริพร ทิวะสิงห์, 2552 .)

สิ่งที่เสี่ยงตามมาตรา 27  เช่น การถ่ายสำเนาหนังสือทั้งเล่มเพื่อให้บริการในห้องสมุด, การรับหนังสือฉบับสำเนากรณีที่ผู้ใช้บริการนำมาทดแทนเล่มที่สูญหาย, การนำหนังสือฉบับถ่ายสำเนาที่ได้รับจากการบริจาคมาให้บริการ

สิ่งที่เสี่ยงตามมาตรา 28 เช่น การทำสำเนา CD เพื่อให้บริการด้วยเกรงว่าต้นฉบับจะสูญหาย, การแปลงสัญญาณเทปบันทึกเสียง หรือวีดิทัศน์เป็นสื่อดิจิทัล, การนำ VCD ให้บริการในระบบเครือข่ายเพื่อเรียกดูพร้อมกันได้หลายคน เช่น VDO on demand

สิ่งที่เสี่ยงตามมาตรา 29 เช่น การอัดรายการจากโทรทัศน์ วิทยุ หรือ เคเบิ้ลทีวี เพื่อผลิตสื่อการเรียนรู้

สิ่งที่เสี่ยงตามมาตรา 30  เช่น การสำเนาโปรแกรมที่มาพร้อมหนังสือเพื่อป้องกันต้นฉบับสูญหาย, การให้ผู้ใช้บริการดาวน์โหลดโปรแกรมจากเว็บไซต์ของห้องสมุด เช่น โปรแกรม Anti virus

สิ่งที่เสี่ยงตามมาตรา 31 เช่น การนำ VCD ที่ไม่ถูกลิขสิทธิ์ออกให้บริการ เป็นต้น

 

4.ข้อยกเว้นสำหรับโปรแกรมคอมพิวเตอร์

มาตรา 35  การกระทำแก่โปรแกรมคอมพิวเตอร์อันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้ มิให้ถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ หากไม่มีวัตถุประสงค์เพื่อหากำไร และได้ปฏิบัติตามมาตรา 32 วรรคหนึ่ง ในกรณีดังต่อไปนี้

(1)  วิจัยหรือศึกษาโปรแกรมคอมพิวเตอร์นั้น

(2)  ใช้เพื่อประโยชน์ของเจ้าของสำเนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์นั้น

(3)  ติชม วิจารณ์ หรือแนะนำผลงานโดยมีการรับรู้ถึงความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในโปรแกรมคอมพิวเตอร์นั้น

(4)  เสนอรายงานข่าวทางสื่อสารมวลชนโดยมีการรับรู้ถึงความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในโปรแกรมคอมพิวเตอร์นั้น

(5)  ทำสำเนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ในจำนวนที่สมควรโดยบุคคลผู้ซึ่งได้ซื้อหรือได้รับโปรแกรมนั้นมาจากบุคคลอื่นโดยถูกต้อง เพื่อเก็บไว้ใช้ประโยชน์ในการบำรุงรักษาหรือป้องกันการสูญหาย

(6)  ทำซ้ำ ดัดแปลง นำออกแสดง หรือทำให้ปรากฏเพื่อประโยชน์ในการพิจารณาของศาลหรือเจ้าพนักงานซึ่งมีอำนาจตามกฎหมาย หรือในการรายงานผลการพิจารณาดังกล่าว

(7)  นำโปรแกรมคอมพิวเตอร์นั้นมาใช้เป็นส่วนหนึ่งในการถามและตอบในการสอบ

(8)  ดัดแปลงโปรแกรมคอมพิวเตอร์ในกรณีที่จำเป็นแก่การใช้

(9)  จัดทำสำเนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อเก็บรักษาไว้สำหรับการอ้างอิง หรือค้นคว้าเพื่อประโยชน์ของสาธารณชน

 

ข้อคิดเห็นเพิ่มเติม(ตัวอย่าง)  

ความแตกต่างและความเชื่อมโยงของข้อยกเว้นข้อนี้กับข้ออื่น ข้อยกเว้นข้อนี้หมายถึงซอฟแวร์คอมพิวเตอร์  หากเป็นการกระทำที่เป็นละเมิดทางคอมพิวเตอร์โดยการเผยแพร่  ในกฎหมายลิขสิทธิ์ไทยไม่บัญญัติโดยตรง ซึ่งสามารถบังคับได้ตามกฎหมายอาญา พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทําความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550

จากข้อมูลการละเมิดลิขสิทธิ์ไอทีภาคพื้นเอเชียและแปซิฟิค ประเทศไทยมีการละเมิดเป็นอันดับที่ 4 ขณะที่อินเดียไม่มีปัญหาการละเมิดเหมือนไทย โดยเฉพาะโปรแกรมซอฟแวร์คอมพิวเตอร์ ย่อมทำให้การพัฒนาซอฟแวร์สามารถกระทำได้อย่างราบรื่น  เกิดมูลค่าเพิ่มและกลายเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญ ถ้าเรายังปล่อยให้มีการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟแวร์  และมองการละเมิดลิขสิทธิ์เป็นซอฟแวร์แห่งชาติ   คนของเราเองก็จะไม่พัฒนาซอฟแวร์เพื่อการค้า   ประเทศก็จะไม่มีนักพัฒนาซอฟแวร์คนไหนอยากพัฒนาและอุตสาหกรรมซอฟแวร์ก็ไม่สามารถเติบโตได้ในประเทศไทย   คนไทยเองแม้ก็อปปี้โปรแกรมมาใช้   แต่ก็ไม่สามารถพัฒนาโปรแกรมตนเองเพื่อขายให้ใครได้   ผลกรรมก็จะตกอยู่กับประเทศที่ไม่สามารถพัฒนาอุตสาหกรรมซอฟแวร์ได้   เพราะคำถามแรกคือ  "ถ้าผมพัฒนาซอฟแวร์แล้วมีคนก็อปปี้เอาไปขาย   ผมจะพัฒนาไปทำไม" (ปรัชญนันท์ นิลสุข, เดลินิวส์ 2550) 

 

นายดรุณ ซอว์นีย์ ผู้อำนวยการฝ่ายปราบปรามการละเมิดลิขสิทธิ์ ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กลุ่มพันธมิตรธุรกิจซอฟต์แวร์ (บีเอสเอ) กล่าวว่า หลังเข้ารับหน้าที่ติดตามการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ในประเทศไทยได้ 6 ปี พบว่า แนวโน้มการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ในประเทศไทยมีอัตราลดลงเล็กน้อย โดยซอฟต์แวร์ที่ถูกละเมิดลิขสิทธิ์มากที่สุดได้แก่ ไมโครซอฟท์ออฟฟิศ ซอฟต์แวร์สำหรับสำนักงาน, อะโดบี ซอฟต์แวร์เกี่ยวกับการจัดการรูปภาพ ส่วนซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัสที่ถูกละเมิดลิขสิทธิ์มากที่สุดเป็นของค่าย ไซแมนเทค แมคอาฟี นอกจากนี้ยังมีซอฟต์แวร์ดิคชันนารีภาษาไทยที่คนไทยคิดค้นเองก็ถูกละเมิดลิขสิทธิ์มาก รวมทั้งซอฟต์แวร์เพื่อการออกแบบอย่าง ออโต้แคด ออโต้เดสก์ ซึ่งมีราคาแพง ใช้ในอุตสาหกรรมการออกแบบ อาทิ โรงงานผลิตรองเท้า และรถยนต์ จากผลสำรวจของไอดีซี ระบุว่า ประเทศไทยมีการละเมิดลิขสิทธิ์อยู่ที่ 80% (ปรัชญนันท์ นิลสุข, Ibid.)

กรณีมูเดิล (Moodle) เป็นโปรแกรมแจกฟรีสำหรับสร้างห้องเรียนออนไลน์ คู่มือก็แจกฟรีให้ศึกษาโดยไม่คิดมูลค่า แต่ไม่ใช่นำคู่มือแจกฟรีไปซื้อขายหรือหาผลประโยชน์ได้ ข้อพิพาทลิขสิทธิ์จึงเป็นเรื่องปัญหาน่าศึกษาอย่างยิ่ง มูเดิลจึงไม่เพียงแค่ข้อพิพาทของคนไทย ที่ไม่ยอมเคารพสิทธิคนไทยด้วยกันเท่านั้น เมื่อไทยไม่เคารพสิทธิไทยด้วยกัน แล้วจะหวังให้ใครมาเคารพตนเอง (ปรัชญนันท์ นิลสุข, มติชน 2550.)

ประเด็นทางกฎหมาย (Legal Issues)การใช้งานอินเทอร์เน็ตในแต่ละประเทศ มีกฎหมายที่รองรับการใช้งานที่แตกต่างกัน บางเรื่องเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายในทุกประเทศทั่วโลก อาทิ ปัญหาสื่อลามกซึ่งเป็นภาพของเยาวชน การบุกรุกเครื่องคอมพิวเตอร์ เป็นต้น ในขณะที่บางเรื่อง เช่น การพนัน อาจจะเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายหรือไม่ผิดกฎหมายได้ในบางประเทศ ผู้ใช้จึงต้องระมัดระวังและศึกษากฎหมายที่รองรับการใช้งานอินเทอร์เน็ตในประเทศของตน กิจกรรมบนอินเทอร์เน็ตที่โดยทั่วไปถือเป็นความผิดทางกฎหมายได้แก่

การเล่นการพนัน

• การซื้ออาวุธปืน

• การซื้อขายยาเสพติด

• การนำเสนอสื่อลามกทุกประเภท

• การบุกรุกคอมพิวเตอร์หรือเครือข่าย

• การพัฒนา และแพร่ไวรัสคอมพิวเตอร์

• การทำให้เครือข่ายหรือเครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นไม่สามารถใช้งานหรือ ให้บริการได้

• การสวมรอยบุคคลเพื่อทำการฉ้อฉล

(ดู กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร, 2551.)

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน Phachern Law Adiministration



ความเห็น (17)

เขียนเมื่อ 

5. ข้อยกเว้นสำหรับการแสดงนาฏกรรม หรือดนตรีกรรม 

มาตรา 36  การนำงานนาฏกรรม หรือดนตรีกรรมออกแสดงเพื่อเผยแพร่ต่อสาธารณชนตามความเหมาะสมโดยมิได้จัดทำขึ้น หรือดำเนินการเพื่อหากำไรเนื่องจากการจัดให้มีการเผยแพร่ต่อสาธารณชนนั้น และมิได้จัดเก็บค่าเข้าชมไม่ว่าโดยทางตรง หรือโดยทางอ้อมและนักแสดงไม่ได้รับค่าตอบแทนในการแสดงนั้น มิให้ถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ หากเป็นการดำเนินการโดยสมาคม มูลนิธิ หรือองค์การอื่นที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการสาธารณกุศล การศึกษา การศาสนา หรือการสังคมสงเคราะห์ และได้ปฏิบัติตามมาตรา 32 วรรคหนึ่ง

 

ข้อคิดเห็นเพิ่มเติม(ตัวอย่าง)

ความแตกต่างและความเชื่อมโยงของข้อยกเว้นข้อนี้กับข้ออื่น ข้อยกเว้นข้อนี้เป็นเรื่องของสิทธิข้างเคียง (Neighboring Rights) ของนักแสดง แต่อย่างไรก็ตามงานเพลงปัจจุบันมีการรวบรวมงานที่มีลิขสิทธิ์แต่ละอย่างมาด้วยกัน เช่น แผ่นซีดีเพลง จะมีลิขสิทธิ์หลายอย่างอยู่ในอันเดียว ประกอบกับวิทยาการสมัยใหม่ ทำให้โลกไซเบอร์เป็นที่เผยแพร่อันเป็นช่องทางในการละมิดลิขสิทธิ์ที่รวดเร็วและกว้างขวางมากขึ้น

ตัวอย่างเช่น เกี่ยวกับการนำไฟล์เพลงที่มีลิขสิทธิ์มาใช้ในบล็อก ทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน)ได้ขอความร่วมมือกับผู้ดูแลบล็อกและเว็บไซต์ต่างๆเกี่ยวกับการนำเอาเพลงที่มีลิขสิทธิ์ของทางบริษัทมาเผยแพร่ ไม่ว่าจะเป็นการนำโค้ดที่มีเพลงของบริษัทมาใช้ประกอบในบล็อกหรือเว็บไซต์ ทั้งแบบสามารถควบคุมเพลงได้ (เช่นที่มีแผงควบคุมเพลงที่เราสามารถให้มันเล่นหรือหยุดได้) หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง แม้แต่ไฟล์เพลงที่ฝากไว้ในเครื่อง server ของตัวเองหรือผู้อื่น แล้วเปิดให้ดาวน์โหลด ไม่สามารถทำได้ (ดุษณี โสภณอดิศัย, 2551.)

 

6. ข้อยกเว้นสำหรับงานศิลปกรรม 

6.1 การวาดเขียน การเขียนระบายสี การก่อสร้าง ฯลฯซึ่งงานศิลปกรรม

มาตรา 37  การวาดเขียน การเขียนระบายสี การก่อสร้าง การแกะลายเส้น การปั้น การแกะสลัก การพิมพ์ภาพ การถ่ายภาพ การถ่ายภาพยนตร์ การแพร่ภาพ หรือการกระทำใดๆ ทำนองเดียวกันนี้ซึ่งศิลปกรรมใดอันตั้งเปิดเผยประจำอยู่ในที่สาธารณะ นอกจากงานสถาปัตยกรรม มิให้ถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ในศิลปกรรมนั้น

 

ข้อคิดเห็นเพิ่มเติม(ตัวอย่าง)

ความแตกต่างและความเชื่อมโยงของข้อยกเว้นข้อนี้กับข้ออื่น งานศิลปกรรม และงานศิลปประยุกต์ปัจจุบันมีมากมาย  ช่องทางในการละเมิดลิขสิทธิ์ก็มีมากไปด้วยตามความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี เช่น งานภาพถ่าย งานศิลปะต่าง ๆ เป็นต้น

 

6.2 การถ่ายภาพหรือการถ่ายภาพยนตร์หรือการแพร่ภาพซึ่งงานอันมีศิลปกรรมเป็นส่วนประกอบ 

มาตรา 39  การถ่ายภาพหรือการถ่ายภาพยนตร์หรือการแพร่ภาพซึ่งงานใดๆ อันมีศิลปกรรมใดรวมอยู่เป็นส่วนประกอบด้วย มิให้ถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ในศิลปกรรมนั้น

 

ข้อคิดเห็นเพิ่มเติม(ตัวอย่าง)

ความแตกต่างและความเชื่อมโยงของข้อยกเว้นข้อนี้กับข้ออื่น หัวข้อนี้มีข้อยกเว้นตามช่องทางก้าวหน้าของเทคโนโลยี โดยเฉพาะโลกไซเบอร์ดังกล่าวแล้ว

การนำ "ภาพ" มาประกอบการเขียนผลงานทางวิชาการ (วสวัต ดีมาร. Ibid.)

ในการเขียนตำรับตำรา หนังสือต่าง ๆ หรือแม้กระทั่งการเขียนบันทึกบน BLOG นั้น เราอาจจะต้องใช้ "ภาพ" ประกอบคำอธิบายเรื่องราวต่าง ๆ ซึ่งจะทำให้เนื้อความมีความชัดเจนยิ่งขึ้น ปัญหาที่เกิดขึ้น คือ ผู้เขียนดาวน์โหลดภาพจากระบบเครือข่ายสากลอินเทอร์เน็ต หรือสแกนมาจากหนังสืออื่น มาใช้ประกอบการเขียนผลงานได้หรือไม่ ?

ประเด็นนี้ รศ.ดร.มานิตย์ จุมปา แห่งคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เขียนอธิบายไว้ในหนังสือ "เขียนผลงานวิชาการอย่างไรไม่ละเมิดลิขสิทธิ์" ว่า "... กรณีนี้ต้องพิจารณาและระมัดระวังว่า ภาพที่ผู้เขียนจะนำมานั้นเป็นภาพที่มีลิขสิทธิ์หรือไม่ หลักการในพิจารณา คือ หากภาพนั้น เป็นภาพที่มีการถ่ายโดยไม่ได้สร้างสรรค์ใด ๆ ภาพนั้นก็ไม่มีลิขสิทธิ์ เช่น ภาพโต๊ะ, ภาพเก้าอี้ อาคาร เป็นต้น แต่หากภาพนั้นมีการใช้ความรู้ความสามารถในการสร้างสรรค์ เช่น ผู้ถ่ายได้ใช้ความพยายามอดทนเฝ้ารอเพื่อถ่ายภาพพระอาทิตย์ตก หรือมีการจัดแสง ปรับแต่งภาพเป็นพิเศษ ภาพที่สร้างสรรค์เช่นนี้จะเป็นภาพที่มีลิขสิทธิ์

ดังนั้น หากภาพใดมีลิขสิทธิ์ การเอาภาพเขามาประกอบการเขียนผลงาน จำต้องดำเนินการขออนุญาตเจ้าของลิขสิทธิ์เสียก่อน ส่วนภาพนั้นไม่มีลิขสิทธิ์ ย่อมสามารถนำมาใช้ประกอบการเขียนได้ โดยไม่จำต้องขออนุญาต นอกจากนั้น หากภาพใดมีลิขสิทธิ์ แม้ผู้เขียนจะนำภาพนั้นจากระบบเครือข่ายสากลอินเทอร์เน็ต หรือนำมาจากที่ใดก็ตาม แล้วนำมาตกแต่งดัดแปลงจนไม่เหมือนของเดิม ในกรณีนี้ ยังคงเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ เพราะเข้าข่ายดัดแปลงงานอันมีลิขสิทธิ์ ..." ภาพที่อยู่ในระบบเครือข่ายสากลอินเทอร์เน็ต หรือแหล่งต่าง ๆ มีความยากลำบากที่เราจะทราบว่า ภาพใดผ่านการสร้างสรรค์มา

 

6.3 ลิขสิทธิ์ในศิลปกรรมมีบุคคลอื่นนอกจากผู้สร้างสรรค์เป็นเจ้าของอยู่ด้วย 

มาตรา 40  ในกรณีที่ลิขสิทธิ์ในศิลปกรรมใดมีบุคคลอื่นนอกจากผู้สร้างสรรค์เป็นเจ้าของอยู่ด้วยการที่ผู้สร้างสรรค์คนเดียวกันได้ทำศิลปกรรมนั้นอีกในภายหลังในลักษณะที่เป็นการทำซ้ำบางส่วนกับศิลปกรรมเดิม หรือใช้แบบพิมพ์ ภาพร่าง แผนผัง แบบจำลอง หรือข้อมูลที่ได้จากการศึกษาที่ใช้ในการทำศิลปกรรมเดิม ถ้าปรากฏว่าผู้สร้างสรรค์มิได้ทำซ้ำหรือลอกแบบในส่วนอันเป็นสาระสำคัญของศิลปกรรมเดิม มิให้ถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ในศิลปกรรมนั้น

 

ข้อคิดเห็นเพิ่มเติม(ตัวอย่าง)

ความแตกต่างและความเชื่อมโยงของข้อยกเว้นข้อนี้กับข้ออื่น ข้อยกเว้นข้อนี้เป็นเรื่องของเจ้าของร่วม หรือเป็นผู้สร้างสรรค์ร่วมในงานศิลปะ ศิลปประยุกต์ ซึ่งโลกไซเบอร์ทำให้มีช่องทางหลากหลายในการละเมิดลิขสิทธิ์มากขึ้น

 

7. ข้อยกเว้นสำหรับงานสถาปัตยกรรม

7.1 การวาดเขียน การเขียนระบายสี ฯลฯงานสถาปัตยกรรม

มาตรา 38  การวาดเขียน การเขียนระบายสี การแกะลายเส้น การปั้น การแกะสลัก การพิมพ์ภาพ การถ่ายภาพ การถ่ายภาพยนตร์หรือการแพร่ภาพซึ่งงานสถาปัตยกรรมใด มิให้ถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ในงานสถาปัตยกรรมนั้น

 

ข้อคิดเห็นเพิ่มเติม(ตัวอย่าง)

ความแตกต่างและความเชื่อมโยงของข้อยกเว้นข้อนี้กับข้ออื่น งานสถาปัตยกรรมส่วนใหญ่เป็นเรื่องของการออกแบบก่อสร้าง ก็เช่นกันที่โลกไซเบอร์ทำให้มีช่องทางที่กว้างขวางในการละเมิดลิขสิทธิ์ได้

 

7.2 การบูรณะอาคารที่เป็นงานสถาปัตยกรรมอันมีลิขสิทธิ์

มาตรา 41  อาคารใดเป็นงานสถาปัตยกรรมอันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้ การบูรณะอาคารนั้นในรูปแบบเดิม มิให้ถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์

 

ข้อคิดเห็นเพิ่มเติม(ตัวอย่าง)

ความแตกต่างและความเชื่อมโยงของข้อยกเว้นข้อนี้กับข้ออื่น งานสถาปัตยกรรมบูรณะอาคารก่อสร้าง เป็นข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ ด้วยเหตุผลทางด้านการอนุรักษ์ฟื้นฟูประเพณีวัฒนธรรมของสังคม

 

 

8. ข้อยกเว้นสำหรับงานลิขสิทธิ์ต่าง ๆ ในภาพยนตร์

มาตรา 42  ในกรณีที่อายุแห่งการคุ้มครองลิขสิทธิ์ในภาพยนตร์ใดสิ้นสุดลงแล้ว มิให้ถือว่าการนำภาพยนตร์นั้นเผยแพร่ต่อสาธารณชนเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ในวรรณกรรม นาฏกรรม ศิลปกรรม ดนตรีกรรม โสตทัศนวัสดุ สิ่งบันทึกเสียงหรืองานที่ใช้จัดทำภาพยนตร์นั้น

 

ข้อคิดเห็นเพิ่มเติม(ตัวอย่าง)

ความแตกต่างและความเชื่อมโยงของข้อยกเว้นข้อนี้กับข้ออื่น งานภาพยนตร์ส่วนใหญ่เป็นงานอุตสาหกรรมที่เชิดหน้าชูตาของประเทศ ซึ่งมีงานลิขสิทธิ์สิทธิข้างเคียงนักแสดง  งานเพลง งานดนตรีประกอบ รวมไปถึงผลิตภัณฑ์โปรโมทของชำร่วย ของฝาก ของที่ระลึก ตุ๊กตาจากภาพยนตร์ ฯลฯ เป็นต้น เป็นแหล่งทำเงินเข้าประเทศได้คราวละมาก ๆ บางประเทศ เช่น เกาหลีใต้ถึงขนาดกำหนดนโยบายเป็น “ภาพยนตร์สร้างชาติ” โลกไซเบอร์ทำให้มีช่องทางที่กว้างขวางในการละเมิดลิขสิทธิ์ได้มากเช่นกัน

 

9. ข้อยกเว้นเพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติราชการ

มาตรา 43  การทำซ้ำ เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติราชการโดยเจ้าพนักงาน ซึ่งมีอำนาจตามกฎหมายหรือตามคำสั่งของเจ้าพนักงานดังกล่าวซึ่งงานอันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้และที่อยู่ในความครอบครองของทางราชการ มิให้ถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ ถ้าได้ปฏิบัติตามมาตรา 32 วรรคหนึ่ง

 

ข้อคิดเห็นเพิ่มเติม(ตัวอย่าง)

ความแตกต่างและความเชื่อมโยงของข้อยกเว้นข้อนี้กับข้ออื่น ในงานราชการถือเป็นข้อยกเว้นสำหรับการละเมิดลิขสิทธิ์ เพราะราชการเป็นหน่วยงานที่มีอำนาจ ดูแลปกครองสังคม  การดำเนินการใด ๆ ของทางราชการย่อมต้องคำนึงถึงประโยชน์สาธารณะ (Public Interest) เป็นที่ตั้ง อย่างไรก็ตามการละเมิดเอกชน ทางราชการก็อาจถูกฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายได้หากเกินขอบเขต “การใช้ที่เป็นธรรม”

 

 

 

บทสรุป

 

ในรัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกา  ปี 1776  ระบุว่า “การใช้งานอันมีลิขสิทธิ์ภายในขอบเขตอย่างจำกัด” เพื่อให้เอกชนได้นำคืนสู่สาธารณะได้เร็วขึ้น จากหลักข้อยกเว้นตามกฎหมายลิขสิทธิ์ของไทยทั้ง 9 หัวข้อ(ประเภท)ของงานอันมีลิขสิทธิ์ 12 การกระทำในข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์  ในแต่ละหัวข้อดังกล่าวจึงมีประเด็นปัญหาเกิดขึ้นมากมายว่าเพียงใดคือความเหมาะสมในการใช้ (fair use) เนื่องจากกฎหมายไทยไม่ระบุถึงจำนวนความเหมาะสมไว้ หากมีการลงนามอนุสัญญาระหว่างประเทศกรณีของไทยใช้ระบบ “Dualism” ก็จะต้องมีการอนุวัตร กฎหมายภายในออกมาใช้บังคับด้วย     ปัจจุบันโลกมีความก้าวหน้าสื่อสารทางเทคโนโลยีข้อมูลข่าวสาร (Information technology)มาก  ทำให้ช่องการละเมิดลิขสิทธิ์มีขอบข่ายที่รวดเร็วและกว้างขวางขึ้นโดยเฉพาะในโลกไซเบอร์ที่ไร้พรมแดน อย่างไรก็ตาม กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้ออกคู่มือการใช้งาน (Guidelines)ที่เป็นธรรมไว้ดังนี้

•คู่มือการใช้งานลิขสิทธิ์ที่เป็นธรรม

•คู่มือการใช้งานลิขสิทธิ์ที่เป็นธรรมสำหรับงานโปรแกรมคอมพิวเตอร์แต่ละประเภท

•คู่มือใช้งานลิขสิทธิ์ที่เป็นธรรมสำหรับการรายงานข่าว

•คู่มือการจัดซื้อและตรวจรับซอฟต์แวร์สำหรับหน่วยงานราชการ

•คู่มือสิทธิของนักแสดง

•คู่มือลิขสิทธิ์สำหรับนักเขียน

•คู่มือการใช้งานลิขสิทธิ์ที่เป็นธรรมสำหรับการเรียนการสอน

 

ซึ่งจะเห็นได้ว่า ทำให้การใช้งานที่มีลิขสิทธิ์สามารถมีการใช้งานที่ๆไม่เกินเลยไประหว่างเจ้าของผู้สร้างสรรค์งาน กับผู้ใช้ให้อยู่ในจุดที่พอดีกัน  จากคู่มือในแต่ละประเภทที่จัดทำไว้จะแยกถึงความแตกต่างได้

 

มีกรณีตัวอย่างต่าง ๆ ที่เป็นประเด็นน่าสนใจว่าจะเข้าข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์หรือไม่ เพียงใด  อาทิเช่น เรื่อง การเขียนรายงานนักศึกษาส่งอาจารย์, การละเมิดลิขสิทธิ์ของห้องสมุด, การนำไฟล์เพลงมาใช้ในบลอกเวบ การโหลดเพลงจากเวบ, การละเมิดลิขสิทธิ์ไอที, โปรแกรมห้องเรียนออนไลน์, การนำรูปภาพของเขาไปลงประกอบเวบของตน, การนำภาพมาประกอบการเขียน, การวิเคราะห์นวนิยาย เรื่องสั้น กวีนิพนธ์ฯ, การแปลหนังสือต่างประเทศ,การนำภาพเขียนขณะเป็นลูกจ้างมาประกอบการเขียนตำราของผู้วาดภาพ, การนำบทความนิตยสารมาศึกษาวิเคราะห์, โหลดข้อมูลอินเตอร์เน็ตฟรี, นำรูปหน้าเวบเพจมาเขียนตำรา, นำหนังสือหรือบทความที่ลงเวบมหาวิทยาลัยมาให้นักศึกษาศึกษา, การนำบทความของตนที่ลงในนิตยสารมารวบรวมเป็นหนังสือ, การนำวิทยานิพนธ์ของตนมาเป็นส่วนหนึ่งของตำรา, การนำข้อมูลจากหน่วยงานของรัฐมาเขียนตำรา ฯลฯ

 

เหล่านี้หลายประเด็นปัญหาล้วนเกี่ยวข้องกับ “การใช้ที่เป็นธรรม” (fair use) อันเป็นหลักข้อยกเว้นของการละเมิดลิขสิทธิ์เกือบทั้งสิ้น ซึ่งในบางกรณียังไม่มีกฎหมายใดมาบังคับได้โดยตรง  สมควรที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องรีบดำเนินการแก้ไข เพื่อให้การคุ้มครองปัจเจกบุคคลในผลงานอันสร้างสรรค์ของเขาให้มีการวิจัยและพัฒนา  (Research & Development - R&D) ไปสู่การสร้างความเจริญก้าวหน้าของประเทศและสังคมโลกสืบไป

 

บรรณานุกรม

Edward Samuels. The Illustrated Story of Copyright. 2002. [Online]. Available URL : http://www.edwardsamuels.com/illustratedstory/index.htm

กรมทรัพย์สินทางปัญญา, “คู่มือการใช้งาน.”

กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร. “คู่มือการปฏิบัติและแนวทางการป้องกันเพื่อหลีกเลี่ยงการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์.” 2551. [Online].Available URL: http://www.thaihotline.org/images/handbook-MICT.pdf

ดินสอสีส้ม(นามแฝง). “ละเมิดลิขสิทธิ์ภาพ... ผมเอาความผิดของตัวเอง มาให้ดูเป็น case study ครับ.” 3 พฤษภาคม 2550. [Online].Available URL:

http://topicstock.pantip.com/library/topicstock/2007/05/K5374965/K5374965.html

ดุษณี โสภณอดิศัย. “บล็อก : แนะนำการนำไฟล์เพลงมาใช้ในบล็อก.” 15 ธันวาคม 2551. [Online].Available URL:http://www.gotoknow.org/blogs/posts/229721

ปรัชญนันท์ นิลสุข. “กรณีศึกษา : ประเทศไทยอันดับ 4 การละเมิดลิขสิทธิ์ไอทีภาคพื้นเอเชียและแปซิฟิค.” เดลินิวส์ 1 พฤศจิกายน 2550. [Online].Available URL: http://www.gotoknow.org/blogs/posts/143436

ปรัชญนันท์ นิลสุข.  “กรณีศึกษา : ข้อพิพาทลิขสิทธิ์ ห้องเรียนออนไลน์.” มติชน 12 เมษายน 2550. [Online].Available URL: http://www.gotoknow.org/blogs/posts/89869

ไมตรี สุเทพากุล, “การคุ้มครองลิขสิทธิ์และข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ตามกฎหมายไทย.” 22 เมษายน 2551. [Online].Available URL: http://61.47.2.69/~midnight/midnighttext/0009999953.html

วสวัต ดีมาร. "กฎหมายลิขสิทธิ์ : ข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์."19 ธันวาคม 2551. [Online].Available URL: http://www.gotoknow.org/blogs/posts/230733

วัส  ติงสมิตร, “การศึกษาหรือวิจัยอันเป็นข้อยกเว้นการละเมืดลิขสิทธิ์.” บทบัณฑิตย์ 57, 1(มีนาคม 2544). [Online].Available URL: http://elib.coj.go.th/Article/intellectual5.htm

สิริพร ทิวะสิงห์. “การละเมิดลิขสิทธิ์ที่ห้องสมุดควรตระหนัก.” 30 เมษายน 2552. [Online].Available URL: http://www.gotoknow.org/blogs/posts/258401

อรพรรณ พนัสพัฒนา, การคุ้มครองลิขสิทธิ์ในคำบรรยายของผู้สอน, มปป. [Online].Available URL: http://elib.coj.go.th/Article/intellectual9.htm

 

 

มานิตย์ จุมปา. เขียนผลงานวิชาการอย่างไรไม่ละเมิดลิขสิทธิ์. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2549. พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537. http://www.thnic.co.th/docs/copyright-law.pdf (19 ธันวาคม 2551).

อุดม งามเมืองสกุล. "รับสัญญาณภาพมาจากต่างประเทศ...เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้มีสิทธิแต่ผู้เดียวในประเทศไทยหรือไม่???." คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยพายัพ, 14 มกราคม 2555. [Online]. Available URL : http://www.gotoknow.org/blogs/posts/474601

เขียนเมื่อ 

วิกิพีเดียเตรียมปิดเว็บ 24 ชม.ประท้วงร่างกฎหมายต้านละเมิดลิขสิทธิ์ออนไลน์ 

http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9550000006998

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 17 มกราคม 2555 09:16 น.

จิมมี เวลส์ ผู้ก่อตั้งวิกิพีเดีย เว็บไซต์ให้สาระความรู้ฟรีๆ ทางออนไลน์

       เอเอฟพี - จิมมี เวลส์ ผู้ก่อตั้งวิกิพีเดียเผยผ่านทางทวิตเตอร์ในวันจันทร์ (16 มกราคม 2555) ว่า เว็บไซต์ให้สาระความรู้บนอินเทอร์เน็ตดังกล่าวจะปิดให้บริการเป็นเวลา 24 ชั่วโมงภายในสัปดาห์นี้ เพื่อเป็นการประท้วงร่างกฎหมายต่อต้านการละเมิดลิขสิทธิ์ออนไลน์ต่อสภาคองเกรสสหรัฐฯ

       “คำเตือนถึงนักเรียน! ทำการบ้านของพวกคุณแต่เนิ่นๆ วิกิพีเดียจะประท้วงกฎหมายแย่ๆ ในวันพุธ (18)!” เวลส์โพสต์ลงบนเว็บไซต์ทวิตเตอร์

       “เสรีภาพไม่เคยได้มาจากผู้ที่กดขี่อย่างเต็มใจ มันต้องถูกเรียกร้องโดยผู้ที่ถูกกดขี่-เอ็มแอลเค ดังนั้นในวันพุธ วิกิพีเดียก็จะเรียกร้อง” เวลส์กล่าว โดยอ้างถึงคำพูดของมาร์ติน ลูเธอร์ คิง ผู้นำด้านสิทธิพลเรือนของสหรัฐฯ ที่ถูกลอบสังหาร

       ทั้งนี้ ร่างกฎหมายหยุดยั้งการละเมิดลิขสิทธิ์ (Stop Online Piracy Act หรือ SOPA) กำลังอยู่ในสภาผู้แทนราษฎร ขณะที่ร่างกฎหมายคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา (Protect IP Act) เป็นฉบับของวุฒิสภา ...

รู้จักกับ SOPA กฏหมายป้องกันการละเมิดลิขสิทธิ์ของสื่อออนไลน์
สำนักหอสมุดกลาง มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
20 มกราคม 2555
http://www.gotoknow.org/blogs/posts/475403

กระแสต้าน SOPA มาแรง

http://www.thairath.co.th/content/oversea/231697

ไทยรัฐออนไลน์ โดย ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์

19 มกราคม 2555, 05:30 น.

เว็บดังจอดำ! ค้านกฎหมายฉาวฉบับวุฒิสภาสหรัฐฯ

http://www.thairath.co.th/content/tech/232392

ไทยรัฐออนไลน์ โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ Thairath

21 มกราคม 2555, 18:45 น.

ประท้วงได้ผล! ส.ส.มะกันถอนร่างกม.'SOPA'ออกจากสภาแล้ว

http://www.thairath.co.th/content/oversea/232465

ไทยรัฐออนไลน์ โดย ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์ Thairath

วันอาทิตย์ที่ 22 มกราคม พ.ศ.2555, 05:20 น.

ส.ส.ในสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ถอนร่างรัฐบัญญัติหยุดยั้งการละเมิดลิขสิทธิ์ออนไลน์หรือSOPA ออกจากสภาแล้ว หลังจากถูกประท้วงอย่างรุนแรงจากหลายฝ่าย...

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 21 ม.ค.55 ว่า นายลามาร์ สมิธ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรัฐเท็กซัสจากพรรครีพับลิกัน ผู้ยื่นเสนอร่างรัฐบัญญัติหยุดยั้งการละเมิดลิขสิทธิ์ออนไลน์(SOPA) ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก จากบรรดาผู้ให้บริการเว็บไซต์บนอินเทอร์เน็ต ได้ออกมาประกาศถอนร่างกฎหมายออกจากวาระของสภาผู้แทนราษฎรแล้ว

เขียนเมื่อ 

Wasawat Deemarn.

กฎหมายลิขสิทธิ์ : อ้างอิงแหล่งที่มาแล้วจะพ้นผิดได้หรือไม่ ? Teacher School of Education, 2 กุมภาพันธ์ 2555.

http://www.gotoknow.org/blogs/posts/477138

Wasawat Deemarn.

"การละเมิดลิขสิทธิ์" : "จิตสำนึก" สำคัญกว่า "ตัวบทกฎหมาย" Teacher School of Education, 1 กุมภาพันธ์ 2555.

http://www.gotoknow.org/blogs/posts/476976

เขียนเมื่อ 

นารี ชูเรืองสุข."เรื่องที่เราเขียนแต่ไม่ใช่ชื่อเราเป็น copy & paste." 8 กันยายน 2554.

http://www.gotoknow.org/blogs/posts/459332

นารี ชูเรืองสุข."กับเรื่องราวการโจรกรรมงานวิชาการ "ผลงานที่Copy& Paste แล้วได้รับรางวัล"." 29 มกราคม 2555.

http://www.gotoknow.org/blogs/posts/476752

บุษยมาศ แสงเงิน."๙๕. ข้อควรระวังในการเขียนบล็อกและการนำภาพมาลงประกอบการเขียนบล็อก." กองบริหารงานบุคคล มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม (ส่วนทะเลแก้ว) จังหวัดพิษณุโลก, 25 มกราคม 2555.

http://www.gotoknow.org/blogs/posts/476221

Wasawat Deemarn."กฎหมายลิขสิทธิ์ : คัดลอกงานของผู้อื่นปริมาณน้อยแค่ไหนจึงไม่ผิด?."Teacher, School of Education, 4 กุมภาพันธ์ 2555.

http://www.gotoknow.org/blogs/posts/477489

เขียนเมื่อ 

Wasawat Deemarn."กฎหมายลิขสิทธิ์ : "วิทยานิพนธ์" มหาวิทยาลัยมีลิขสิทธิ์ร่วมกับนักศึกษาหรือไม่?." Teacher School of Education, 6 กุมภาพันธ์ 2555.

http://www.gotoknow.org/blogs/posts/477830

เขียนเมื่อ 

คัมภีร์ลิขสิทธิ์ ( book of copyright )

http://www.pasutha.com/?pages=book_detail&pid=P004

ผู้เเต่ง : อรุณ ประดับสินธุ์

ISBN : 978-616-90951-0-1

จำนวนหน้า : 240 หน้า

ราคา : 200.00 บาท

รายละเอียด :

คู่มือที่นักศึกษา นักเขียน นักแสดง สื่อมวลชน สำนักพิมพ์ รวมถึงผู้ที่ทำงานด้านลิขสิทธิ์ทุกแขนง ตลอดจนบุคคลทั่วไปควรจะมีไว้ประจำตัว อธิบายเรื่องสำคัญที่ต้องรู้ เช่น สิทธิในการเข้าถึงหรือใช้งานลิขสิทธิ์ รวมถึงข้อห้าม ข้อจำกัดและข้อสังเกตในการทำสัญญาลิขสิทธิ์ที่ต้องทราบ นำเสนอในรูปแบบคำถาม-ตอบ ตรงจุด เข้าใจง่าย แม้ไม่เคยเรียนกฎหมายมาก่อน

หนังสือส่งเสริมการใช้ควบคู่กับการป้องกันไม่ให้มีการละเมิดลิขสิทธิ์ เพื่อสังคมอุดมปัญญา โดยมี ฯพณฯ ยรรยง พวงราช ปลัดกระทรวงพาณิชย์ และอดีตอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ให้เกียรติเขียนคำนิยมไว้อย่างน่าสนใจ.

เขียนเมื่อ 

Mr. Phirakan Kai-nunna. "การโพสต์ภาพอุจาด." อาจารย์ม.สงขลานครินทร์, 17 มีนาคม 2555. [Online]. Available URL : http://www.gotoknow.org/blogs/posts/482203

เขียนเมื่อ 

ข้อควรระวังในการซื้อสินค้ามือสองมาขายต่อ

http://www.ipthailand.go.th/ipthailand/index.php?option=com_content&task=view&id=327&Itemid=197

นายพิบูล   ตันศุภผล  นบ., นบท.

นายทะเบียนเครื่องหมายการค้า

10 เมษายน  2549

...

การที่มีผู้ซื้อสินค้ามือสอง  จากโรงเกลือมาขายต่อโดยที่สินค้าเป็นมีเครื่องหมายการค้าที่เลียนหรือปลอม ผู้ขายสินค้ามือสองจะมีความผิดหรือไม่ผิดนั้น ผู้เขียนขอให้ข้อสังเกตบางประการดังนี้

1. ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2543 110 (1) “ บุคคลใด นำเข้ามาในราชอาณาจักร จำหน่าย เสนอจำหน่าย หรือมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้า.... ปลอมตามมาตรา 108 หรือที่เลียนเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นตามมาตรา 109 ต้องระวางโทษดังที่บัญญัติไว้ในมาตรานั้น ๆ

ซึ่งเห็นได้ว่า การเสนอจำหน่าย หรือมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมหรือเลียนเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นย่อมมีความผิดฐานปลอมหรือเลียนเครื่องหมายการค้าด้วยเช่นกัน

2   หลักฐานการซื้อขายสินค้าเป็นหลักฐานสำคัญอย่างหนึ่งในการพิสูจน์ความสุจริตของผู้ซื้ออย่างหนึ่ง จากตัวอย่างคำพิพากษาฎีกาข้างต้น จำเลยมีหลักฐานการนำสินค้าเข้าจากตัวแทนจำหน่ายที่ถูกต้อง  จึงเป็นหลักฐานการพิสูจน์ถึงเจตนาในการนำสินค้ามาขายต่อ แต่การซื้อสินค้ามือสองที่ใช้แล้ว ส่วนมากจะไม่มีหลักฐานการซื้อขายกัน

3.  บุคคลและสถานที่ซื้อขายสินค้า โรงเกลือที่เป็นสถานที่ซื้อสินค้ามาจำหน่ายนั้น ผู้เขียนทราบว่าอยู่ใกล้ชายแดนไทย เป็นสถานที่จำหน่ายสินค้าที่ไม่ถูกต้องนัก แต่นับได้ว่าเป็นตลาดสำหรับการซื้อขายสินค้าอย่างหนึ่ง  มีบุคคลจำนวนมากที่ทำการซื้อขายสินค้ากัน  แม้สิทธิในการเป็นเจ้าของสินค้าของผู้ซื้อตกแก่ผู้ซื้อตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1332 (มาตรา 1332 บุคคลผู้ซื้อทรัพย์สินมาโดยสุจริตในการขายทอดตลาด หรือในท้องตลาด หรือจากพ่อค้าซึ่งขายของชนิดนั้น ไม่จำต้องคืนให้แก่เจ้าของแท้จริง  เว้นแต่เจ้าของจะชดใช้ราคาที่ซื้อมา) แต่ในส่วนที่เกี่ยวกับเครื่องหมายการค้านั้นเป็นคนละกรณีกัน   สินค้าที่ซื้อมาแม้จะเป็นสินค้าที่ใช้แล้วก็ตาม ถ้าเป็นสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าที่แท้จริงแล้ว เจ้าของเครื่องหมายการค้าย่อมไม่อาจดำเนินการอย่างไรกับผู้ที่ซื้อสินค้าไปขายต่อตามแนวคำพิพากษาฎีกาที่ 2817/2543  ดังกล่าว  

แต่ถ้าเป็นสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมหรือเลียนเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่น แม้ผู้ซื้อมาจะมิได้ดำเนินการอย่างไรกับเครื่องหมายการค้าที่ติดมากับสินค้าก็ตามโอกาสที่จะพบสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมหรือเลียนเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นยิ่งมีมาก  และถ้าสินค้ามีจำนวนมากเปอร์เซ็นต์ที่จะถูกจับกุมก็มีได้มากเช่นกัน ดังนั้นหากตำรวจจะจับกุมก็เป็นไปได้ด้วยเหตุผล ซึ่งเป็นหน้าที่ของผู้ซื้อที่จะต้องหาหลักฐานมาแสดงว่า ผู้ซื้อไม่มีเจตนาที่ขายหรือมีไว้ซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมหรือเลียนเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่น

4.   ความผิดฐานปลอมหรือเลียนเครื่องหมายการค้าหรือนำเข้ามาจำหน่าย หรือเสนอขาย หรือมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าปลอมหรือเลียนเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่น เป็นความผิดอาญาต่อแผ่นดิน เจ้าหน้าที่ตำรวจมีอำนาจจับกุมและเชิญผู้เสียหายที่เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าที่แท้จริงมาพิสูจน์ยืนยันได้หรือเจ้าของเครื่องหมายการค้าที่แท้จริงแจ้งความดำเนินคดีก็ได้  จำนวนสินค้ามิใช่เป็นองค์ประกอบที่สำคัญของความผิดนี้ ความสำคัญอยู่ที่ว่า ผู้ขายสินค้ามือสองรู้หรือไม่ว่าสินค้าที่ตนขายนั้นเป็นสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าปลอม  การพิสูจน์เจตนาในเรื่องนี้ค่อนข้างยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งตลาดสินค้ามือสองนั้น ส่วนใหญ่ผู้ที่นำสินค้ามือสองมาขายมิใช่ตัวแทนจำหน่ายสินค้าของเจ้าของเครื่องหมายการค้าที่แท้จริง

...

เขียนเมื่อ 
อ่วม! นศ.ไทยโดนฟ้อง 18 ล้าน ขายตำราเรียนผ่านอีเบย์

http://hilight.kapook.com/view/70143

18 เมษายน 2555

สำนักข่าวเอพี รายงานเมื่อวันที่ 16 เมษายน 2555 ที่ผ่านมาว่า ศาลสูงสหรัฐฯ รับพิจารณาคดีนักศึกษาไทยจากมหาวิทยาลัยในสหรัฐฯ คดีละเมิดลิขสิทธิ์สำนักพิมพ์ด้วยการประกาศขายตำราเรียนเก่าผ่านเว็บไซต์อีเบย์

รายงานระบุว่า การประกาศขายตำราเรียนผ่านเว็บไซต์อีเบย์นี้ เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2553 แล้ว โดยนายสุภาพ เกิดแสง นักศึกษาไทยที่จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเซาเทิร์นแคลิฟอร์เนีย สหรัฐฯ ได้ประกาศขายตำราเรียน 8 เล่มที่ซื้อมาจากต่างประเทศ ผ่านเว็บไซต์อีเบย์ แต่แล้วกลับเป็นเรื่องเป็นราวขึ้น เมื่อสำนักพิมพ์จอห์น ไวลีย์ แอนด์ ซัน ผู้ผลิตตำราเรียนดังกล่าว ได้ยื่นฟ้องนายสุภาพ กรณีละเมิดลิขสิทธิ์ ขายตำราเรียนเก่าให้กับนักศึกษาในสหรัฐฯ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากสำนักพิมพ์ เนื่องจากตำราเรียนทั้ง 8 เล่มนั้น เป็นฉบับตีพิมพ์เพื่อจำหน่ายเฉพาะในเอเชียเท่านั้น แต่นายสุภาพกลับส่งมันกลับมาขายให้กับนักศึกษาอเมริกัน

          ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ศาลชั้นต้นของสหรัฐฯ ได้สั่งให้นายสุภาพชดใช้ค่าเสียหายให้แก่สำนักพิมพ์เป็นจำนวนเงินราว 18 ล้านบาท และศาลอุทธรณ์ก็ยืนคำตัดสินของศาลชั้นต้น ก่อนคดีนี้จะถูกส่งต่อมายังศาลสูงสุดเพื่อขอคำตัดสินชี้ขาดเมื่อวันที่ 16 เมษายน 2555 ที่ผ่านมา
เขียนเมื่อ 

การตรวจสอบ 3 ขั้นตอนของสนธิสัญญากรุงเบิร์น (Berne three-step test)
http://www.panyathai.or.th/wiki/


        การทดสอบ 3 ขั้นตอนของกรุงเบิร์น คือ ชุดหนึ่งของข้อบังคับควบคุมบนข้อจำกัดและข้อยกเว้นต่างๆ เกี่ยวกับสิทธิผูกขาดเฉพาะตัวทั้งหลาย ภายใต้กฎหมายลิขสิทธิ์แห่งชาติ. แรกสุดมันถูกประยุกต์ใช้กับสิทธิผูกขาดเฉพาะตัวเกี่ยวกับการทำซ้ำโดยมาตรา 9 (2) ของสนธิสัญญากรุงเบิร์น เพื่อปกป้องคุ้มครองงานวรรณกรรมและงานศิลปะในปี ค.ศ.1967 นับจากนั้นมา มันได้รับการยักย้ายและขยายเข้าไปสู่ข้อตกลงทริปส์(TRIPs Agreement), the WIPO Copyright Treaty, the EU Copyright Directive และ the WIPO Performances and Phonograms Treaty.

ข้อความที่สำคัญที่สุดเกี่ยวกับการตรวจสอบนั้น ถูกรวมอยู่ในมาตรา 13 ของ TRIPs มีใจความว่า

สมาชิกทั้งหลายจะจำกัดขอบเขตและข้อยกเว้นต่างๆ เกี่ยวกับสิทธิผูกขาดเฉพาะตัวใน "กรณีพิเศษบางอย่าง"(1) ซึ่ง"ไม่ไปขัดแย้งกับการได้ประโยชน์ตามปกติเกี่ยวกับผลงาน"(2) และ"ไม่มีอคติอย่างไร้เหตุผลกับผลประโยชน์ต่างๆ ตามกฎหมายเกี่ยวกับผู้ครอบครองสิทธิ์อันนั้น"(3)(Members shall confine limitations and exceptions to exclusive rights to certain special cases which do not conflict with a normal exploitation of the work and do not unreasonably prejudice the legitimate interests of the rights holder.) (การตรวจสอบ 3 ขั้นตอน ได้มีการใส่เครื่องหมายคำพูดและมีวงเล็บข้างท้ายเอาไว้ให้เป็นข้อสังเกต)

เขียนเมื่อ 

'ไทย' ติดโผ 'ละเมิดลิขสิทธิ์-ทรัพย์สินทางปัญญา' ปีที่ 5

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 1 พฤษภาคม 2555, 20:00 น.

http://www.thairath.co.th/content/oversea/257135

 

ยูเอสทีอาร์ เผยรายงานประจำปี ชาติที่มีปัญหาเรื่องการขโมยลิขสิทธิ์ และละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา พบไทยยังคงติดอันดับชาติที่ถูกจับตามองพิเศษเป็นปีที่ 5 ติดต่อกัน...

เมื่อวันที่ 1 พ.ค. 55 สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ หรือยูเอสทีอาร์ เผยรายงานประจำปี ชาติที่มีปัญหาเรื่องการขโมยลิขสิทธิ์ และละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งไทยยังคงติดอันดับชาติที่ถูกจับตามองพิเศษเป็นปีที่ 5 ติดต่อกัน โดยอยู่ใน 10 อันดับร่วมกับจีน รัสเซีย แอลจีเรีย ชิลี อินโดนีเซีย อิสราเอล ปากีสถาน ยูเครน และเวเนซูเอลา ซึ่งที่แย่ที่สุดคือรัสเซีย อยู่ในอันดับเป็นปีที่ 16 ติดต่อกัน จีนอยู่ในอันดับ 8 ปีติดต่อกัน ส่วนยูเครนกลับมาติดโผครั้งแรกในรอบ 5 ปี

นายรอน เคิร์ก ตัวแทนของยูเอสทีอาร์ กล่าวว่า รายงานปีนี้พิเศษกว่าปีอื่น เนื่องจากข้อมูลของสหรัฐฯ ระบุว่าอุตสาหกรรมด้านทรัพย์สินทางปัญญาคิดเป็น 60 เปอร์เซ็นต์ของการส่งออกของสหรัฐฯ และยังสร้างงานให้ชาวอเมริกันถึง 40 ล้านคน

สำหรับชาติที่ถูกจับตามองปกติในปีนี้มีทั้งหมด 27 ชาติ อาทิ บราซิล บรูไน โคลอมเบีย อียิปต์ ฟินแลนด์ กรีซ อิตาลี คูเวต เม็กซิโก นอร์เวย์ เปรู ฟิลิปปินส์ โรมาเนีย ตุรกี และเวียดนาม ขณะที่มาเลเซีย และสเปนถูกตัดออกจากโผเนื่องจากมีความคืบหน้าเรื่องการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา.

เขียนเมื่อ 

“ซอฟต์แวร์เถื่อน” ทำอุตฯพีซีเสียหาย $63,400 ดอลลาร์ในปี 2011


http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9550000059841
 
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 15 พฤษภาคม 2555 15:47 น.    
 
 
       เอเอฟพี - การผลิตและใช้ซอฟต์แวร์ละเมิดลิขสิทธิ์สร้างความเสียหายแก่อุตสาหกรรมพีซีถึง 63,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในปี 2011 โดยประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ถือเป็นต้นตอการแพร่ระบาดของซอฟต์แวร์เถื่อนมากที่สุด รายงานการศึกษาประจำปีเผย วันนี้(15)
       
       มูลค่าความเสียหายในปีที่แล้วสูงขึ้นเกือบ 8% จากสถิติเดิม 58,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในปี 2010 สหพันธ์ผู้ผลิตซอฟต์แวร์ (บีเอสเอ) ระบุในรายงาน
       
       มูลค่าความสูญเสียจากการใช้ซอฟต์แวร์เถื่อนในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกรวมถึงจีน ยังทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ 21,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในปีที่ผ่านมา เพิ่มขึ้น 12% จากเมื่อปี 2010
       
       ตลาดเหล่านี้คิดเป็นสัดส่วน 82% ของตลาดพีซีทั่วโลก
       
       “ประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้การละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์แพร่หลายยิ่งขึ้น จนทุกวันนี้ อัตราการละเมิดลิขสิทธิ์แซงหน้าตลาดที่เติบโตเต็มที่แล้ว” ผลการศึกษาซึ่งจัดทำขึ้นระหว่างเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ เผย
       
       “ผลิตภัณฑ์พีซีใหม่ๆถูกส่งไปขายยังประเทศเหล่านี้ถึง 56% ในปี 2011 และผู้ใช้พีซีกว่าครึ่งหนึ่งของโลกก็อยู่ในประเทศเหล่านี้”
       
       จีน เป็นประเทศที่มีการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์มากที่สุดในเอเชีย โดยมีมูลค่าซอฟต์แวร์เถื่อนสูงถึง 9,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในปี 2011 ขณะที่ตลาดซอฟต์แวร์ถูกกฎหมายมีมูลค่าเพียง 2,650 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯเท่านั้น
       
       ด้านสหรัฐฯซึ่งแม้จะเป็นตลาดซอฟต์แวร์เถื่อนที่ใหญ่ที่สุด โดยมีมูลค่าสูงถึง 9,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แต่ขณะเดียวกันก็เป็นตลาดซอฟต์แวร์ถูกกฎหมายที่ใหญ่ที่สุดของโลก ด้วยมูลค่าราว 41,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ บีเอสเอ เผย
       
       “เอเชียมีตลาดพีซีที่เติบโตเร็วมาก แต่ปัญหาก็คือ ขณะที่ตลาดพีซีโต 9% ต่อปี การละเมิดลิขสิทธิ์กลับยังลดลงเพียงปีละ 1% เท่านั้น” โรแลนด์ ชาน ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายการตลาดภูมิภาคของ บีเอสเอ ระบุ
       
       “ฉะนั้น รัฐบาลต่างๆจึงต้องหามาตรการแก้ไข เพื่อให้อัตราการละเมิดลิขสิทธิ์ลดลงเร็วกว่าการโตของตลาดพีซี”
       
       บีเอสเอ เป็นองค์กรไม่แสวงผลกำไรซึ่งทำหน้าที่ต่อต้านการละเมิดลิขสิทธิ์ และมีบริษัทด้านเทคโนโลยีชั้นนำของโลกเป็นสมาชิกด้วย เช่น แอปเปิล, ไมโครซอฟต์, ไซแมนเทค และ อะโดบี

 
 

เขียนเมื่อ 

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ปรับ 2 แสน คนเก็บขยะขายซีดีเก่า

http://www.manager.co.th/Crime/ViewNews.aspx?NewsID=9550000084439

โดย ทีมข่าวอาชญากรรม 10 กรกฎาคม 2555 13:02 น. 

          ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ปรับ 2 แสน หนุ่มพนักงานเก็บขยะ กทม.ขายซีดีเก่า ด้านภรรยาวอนหน่วยราชการให้ความช่วยเหลือเพราะไม่มีเงินชำระค่าปรับ

          วันนี้ (10 ก.ค.55) ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องนายสุรัตน์ มณีนพรัตน์สุดา อายุ 26 ปี พนักงานประจำรถขยะกทม. เขตสะพานสูง เป็นจำเลยฐานมีแผ่นซีดีเพื่อเสนอจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาตตาม พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ. 2551 มาตรา 38 วรรค 1 คดีนี้ศาลชั้นต้นลงโทษปรับ 2 แสนบาท ต่อมากรมคุ้มครองสิทธิ กระทรวงยุติธรรมได้มาช่วยประกันตัวให้ และจำเลยยื่นอุทธรณ์ มีนายสุรสิทธิ์ บิดาซึ่งเป็นคนเก็บขยะเขตพระโขนง กับนางส้มโอ ภรรยาและลูกสาวอีกสองคน อายุ 9 ขวบกับ 3 ขวบ ต่างเล่นซุกซนไม่ประสีประสา

          ศาลอุทธรณ์พิเคราะห์ว่า ขณะเกิดเหตุวันที่ 16 ธ.ค. 2551 ตำรวจ สน.หัวหมาก พบจำเลยตั้งแผงขายซีดี 13 แผ่น วีซีดี 83 แผ่น มีลูกค้า 2 คนกำลังดูสินค้าอยู่ ตำรวจจึงขอดูใบอนุญาตจำหน่ายแผ่นซีดี ตาม พ.ร.บ.ภาพยนตร์ฯ แต่จำเลยบอกว่าไม่มี จึงควบคุมตัวไปดำเนินคดี ในชั้นสอบสวนจำเลยรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาปรับ 2 แสนบาท และลดอัตราส่วนโทษให้ คงปรับ 133,400 บาท

          จำเลยยื่นข้อต่อสู้ว่า กฎหมายฉบับนี้ขัดต่อรัฐธรรมนูญเรื่องความเสมอภาค ศาลเห็นว่าจำเลยไม่สามารถยกประเด็นดังกล่าวขึ้นมากล่าวอ้างได้ ศาลอุทธรณ์จึงไม่วินิจฉัยให้ และจำเลยต่อสู้อีกว่าแผ่นวีซีดีที่ตำรวจยึดมาไม่ใช่ของจำเลย ศาลเห็นว่าจำเลยเคยรับสารภาพและลงชื่อในบัญชีของกลางโดยไม่โต้แย้ง ศาลเชื่อว่าของกลางเป็นของจำเลยจริง

          ประเด็นสุดท้ายต้องพิจารณาว่า จำเลยต้องรับผิดในการกระทำหรือไม่ เห็นว่า ขณะจับกุมจำเลยมีของกลางจำนวนดังกล่าว แต่จำเลยต่อสู้ว่าตนไม่ใช่ผู้ประกอบการ ตามความหมายของ พ.ร.บ.ภาพยนตร์ แต่เป็นเพียงผู้เสนอขาย จึงไม่ต้องรับโทษตามมาตรา 38 วรรค 1 นั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าสภาพของกลางเป็นแผ่นซีดีเพลง วีซีดีมีปก และแผ่นพลาสติกใสห่อหุ้มอยู่ในสภาพเรียบร้อย ไม่เหมือนกับสิ่งของที่ถูกทิ้งในกองขยะ แต่เหมือนกับแผ่นซีดีที่วางจำหน่ายทั่วไป เชื่อว่าเป็นสินค้าที่ถูกนำมาจากแหล่งผลิต แม้จะมีการวางปนเปกันไปกับสินค้าอื่นๆ แต่ก็ฟังได้ว่าเป็นผู้จำหน่าย ผู้ประกอบการ ตามความหมายในมาตรา 38 วรรค 1 แล้ว ส่วนที่จำเลยต่อสู้ว่าโทษปรับสูงเกินไปนั้น เห็นว่า มาตรา 79 ของกฎหมายนี้ ให้ปรับ 2 แสนถึง 1 ล้านบาทนั้น ศาลชั้นต้นลงโทษปรับ 2 แสนบาท และลดอัตราส่วนโทษให้นั้นก็นับว่าลงโทษสถานเบาที่สุดแล้ว ศาลอุทธรณ์ไม่อาจลงโทษเป็นอย่างอื่น จึงพิพากษายืน

          หลังฟังคำพิพากษา นายสุรัตน์ถูกเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์สวมกุญแจมือรวมกับจำเลยในคดีอาชญากรรมรายอื่น จนนางส้มโอภรรยาต้องเบือนหน้า ส่วนลูกสาวคนโตก็ได้แต่กอดน้องคนเล็กไว้แล้วบอกว่าจะไปรอพ่อข้างล่าง นางส้มโอกล่าวว่า ทุกวันนี้สามีเป็นคนหารายได้หลัก มีเงินเดือน 9,900 บาท ตนเองก็ถักสร้อยขาย อยากให้หน่วยงานราชการมาช่วย เพราะชาตินี้ตนไม่เคยจับเงินแสน ไม่รู้จะยืมเงินจากที่ใด เดิมกระทรวงยุติธรรมได้ช่วยประกันตัวให้เฉพาะศาลชั้นต้น แต่ในชั้นอุทธรณ์ครั้งนี้ยังไม่มีหลักทรัพย์มาประกันตัว

 

อัยการสำนึก-ตร.ปลอบใจ ฟ้องคนเก็บขยะขายซีดีเก่า  

http://www.manager.co.th/Crime/ViewNews.aspx?NewsID=9530000114241

โดย ทีมข่าวอาชญากรรม 17 สิงหาคม 2553 16:25 น. 

เขียนเมื่อ 

ศาลฟิลิปปินส์สั่งระงับใช้"กฎหมายอาชญากรรมไซเบอร์" 120 วัน

9 ตุลาคม พ.ศ. 2555 เวลา 19:10:17 น.

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1349784413&grpid=&catid=06&subcatid=0600
 

ศาลฎีกาฟิลิปปินส์สั่งระงับใช้กฎหมายอาชญากรรมโลกไซเบอร์ของรัฐบาลเป็น การชั่วคราว หลังจากเกิดกระแสประท้วงในโลกอินเทอร์เน็ตว่ากฎหมายนี้จะถูกใช้เพื่อจำกัด เสรีภาพ

กฎหมายดังกล่าวมีชื่อเรียกว่า พ.ร.บ.ป้องกันอาชญากรรมโลกไซเบอร์ 2012 ซึ่งมีผลบังคับใช้แล้วเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา โดยมีจุดประสงค์เพื่อป้องกันภาพอนาจารเด็กทางออนไลน์ การขโมยข้อมูลส่วนบุคคล และอีเมล์ขยะ โดยคำสั่งระงับครั้งนี้จะมีผลเป็นระยะเวลา 120 วัน

เขียนเมื่อ 

'กูเกิล'ซัดพรบ.คอมพ์คุกคามศก.ไทย
http://www.komchadluek.net/detail/20120530/131616/กูเกิลซัดพรบ.คอมพ์คุกคามศก.ไทย.html
(หมายเหตุ : ที่มา : http://googlethailand.blogspot.com/2012/05/threat-to-potential-of-thailands.html#!/)

 

กูเกิล โพสต์บทความ การคุกคามต่อระบบเศรษฐกิจอินเทอร์เน็ตที่มีศักยภาพของประเทศไทย เผยกังวล คำพิพากษาจำคุก 8 เดือน! บก.เว็บประชาไท จะเป็นการยับยั้งการเกิดของนวัตกรรมและตัดโอกาสการลงทุนในประเทศไทย
(Please scroll  for English below)
          30 พ.ค. 55  กูเกิล ได้โพสต์บทความ "การคุกคามต่อระบบเศรษฐกิจอินเทอร์เน็ตที่มีศักยภาพของประเทศไทย" ขึ้นบน บล็อกกูเกิลประเทศไทย "Official Google Thailand Blog" โดย รอส ลาเจอร์เนส หัวหน้าฝ่ายนโยบายสาธารณะ ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก - Posted by Ross LaJeunesse, Head of Public Policy, Asia Pacific

          ใจความตอนหนึ่งกล่าวถึง คำพิพากษาคดี "คุก 8 เดือน! บก.เว็บประชาไท ปล่อยโพสต์กระทู้หมิ่นเบื้องสูง ปี 51" ว่าเป็นการใช้ พ.ร.บ. คอมพ์ฯ ที่ไม่อาจบ่งชัดว่าผิดหรือถูก เป็นยับยั้งการเกิดของนวัตกรรม และตัดโอกาสการลงทุนในประเทศ ชี้หากมีความโปร่งใสในกฎระเบียบ ระบุให้ชัดเจนกับการดำเนินการกับเนื้อหาที่ไม่ถูกกฎหมาย ประเทศไทยจะก้าวไปข้างหน้าสู่เสรีภาพและการเปิดกว้างของอินเทอร์เน็ต จะทำให้ระบบเศรษฐกิจไทยก้าวหน้า

โดยมีข้อความดังนี้

          "ธุรกิจนับล้านไม่ว่าจะขนาดเล็ก กลางหรือขนาดใหญ่ทั่วประเทศไทยเติบโต เจริญรุ่งเรืองและมีความหวังจากการทำให้ธุรกิจออนไลน์ เรื่องราวความสำเร็จจากอินเตอร์เน็ตของประเทศไทยที่ผมได้พบเห็นเป็นการบันดาลใจอย่างแท้จริง - จากนักตกแต่งบ้านที่่ใช้เว็บไซต์ฟื้นฟูธุรกิจที่เสียหายจากเหตุการณ์น้ำท่วม ไปจนถึงผู้ผลิตชุดกีฬาและอุปกรณ์กีฬามวยไทยที่สร้างปรากฎการณ์เผยแพร่วัฒนธรรมที่โดดเด่นของไทยไปสู่ตลาดโลกได้อย่างงดงาม
  Millions of small, medium and large businesses across Thailand have found growth, prosperity and hope by going online.  The Internet success stories I have seen from Thailand have been truly inspiring - from the home decorator who used the web to rebuild his business after the floods, to the maker of customized Muay Thai gear that found a global market for one-of-a-kind pieces of Thai culture.
          มีเรื่องราวดีๆ อีกมากมายของคนไทยและธุรกิจไทยที่ประสบความสำเร็จจากโลกออนไลน์ในลักษณะนี้ ซึ่งนี่เป็นแค่ตัวอย่างเพียงหยิบมือของศักยภาพที่มีอยู่ในประเทศไทย แต่น่าเสียดายที่อนาคตของอินเตอร์เน็ตในประเทศไทยกำลังมีการคุกคามอย่างร้ายแรงอันหนึ่งเกิดขึ้น
There are many more stories just like these, of Thai people and businesses finding success online, and this is just the tip of the iceberg of Thailand’s potential - but, unfortunately, a serious threat has emerged to the future of the Internet in Thailand.
          วันนี้มีการประกาศคำพิพากษาของคดีหนึ่งที่เกิดขึ้นในศาลไทยที่กำลังวิ่งสวน ทางกับความน่าตื่นเต้นของประเทศและบทบาทที่สำคัญที่จะนำมาซึ่งเสรีภาพ การเปิดกว้างและความรุ่มรวยของอินเตอร์เน็ตมาสู่ชีวิต เรื่องย่อๆ ของกรณีนี้คือการที่ผู้หญิงไทยคนหนึ่งที่เปิดเว็บไซต์ถูกตัดสินจำคุกเป็น เวลา 8 เดือน โดยให้รอลงอาญาเป็นเวลา 1 ปี ด้วยข้อหา มีเจตนาจงใจสนับสนุนหรือยินยอมให้มีข้อความที่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมาย อาญาที่มีผู้โพสต์ไว้ ปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ ซึ่งเธอได้ลบข้อความนั้นออกหลังจากที่เธอรับรู้ การตัดสินจำคุกเธอจากสิ่งที่เธอไม่เคยเขียนส่งสาส์นถึงผู้ประกอบการและนัก ธุรกิจชั้นนำที่ทำธุรกิจบริการอินเตอร์เน็ตแพลต์ฟอร์มในประเทศไทยว่าพวกเขา อาจหรือถูกลงโทษอย่างรุนแรงจากการกระทำของผู้ใช้
Today, a decision was made in a Thai courtroom that runs counter to the country's exciting and important role in bringing a free, open and prosperous Internet to life.  To summarise the case quite simply - a Thai woman who runs a website has been fined and sentenced to eight months in prison (though that sentence has been suspended) for offensive comments left on her site by users, comments that she removed once notified.  Though she was only convicted on one of ten counts, convicting her for something she never wrote sends a clear message to the entrepreneurs and business leaders who run Internet platforms in Thailand that they can and will be penalized for the independent actions of users.
          การตัดสินครั้งนี้เป็นแบบอย่างที่น่ากังวลอย่างมากเพราะว่าอินเตอร์เน็ตแพลตฟอร์มหรือที่อ้างถึงบ่อยๆ ว่า “ตัวกลาง” เป็นเครื่องมือและเว็บไซต์ที่พวกเราหลายๆ คนใช้อยู่ทุกวันเพื่อเชื่อมโยงกับเพื่อนฝูง ครอบครัว และลูกค้าทั่วโลก เช่น เครือข่ายสังคม ตลาดออนไลน์และเว็บสนทนาต่างๆ เหล่านี้เป็นฐานรากของเว็บทั้งสิ้น
The precedent set by this decision is deeply concerning because Internet platforms, often referred to as ‘intermediaries’ - basically, the tools and sites many of us use every day to connect with friends, family and customers around the world, such as social networks, online marketplaces and web forums - are the foundation of the web.
          ลองจินตนาการดูว่าหากพรุ่งนี้บริการออนไลน์ทั้งหลายที่คุณใช้อยู่ปิดลงเพราะ ว่าเจ้าของบริการเหล่านั้นเกรงการถูกจำคุกเพราะเห็นความเสี่ยงที่มีมากกว่า สิ่งที่จะได้กลับมา เราไม่เพียงแต่จะเสียบริการที่เราชอบหรือต้องใช้งาน เราอาจต้องเสียความสามารถที่จะมีส่วนร่วมกับบทสนทนากับคนทั่วโลก และนั่นเป็นหัวใจและวิญญาณของอินเตอร์เน็ต เชื่อมโยงกับคนทั้งโลก สร้างสรรค์นวัตกรมและรับประสบการณ์จากโอกาสที่มีอยู่ในหลายๆ ประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจดิจิตอลประกอบอยู่อย่างแนบแน่น
Imagine if tomorrow your favorite online services decide to shut down because their owners, fearing prison time, start seeing the risks as far outweighing potential returns.  We would not just lose the services we love or rely on, we would lose our ability to connect with the world, to innovate and to experience the opportunities available in countries that embrace the digital economy.
          อินเตอร์เน็ตเชื่อมเราเข้ากับความคิดของเรา เสรีภาพและการเปิดกว้างของอินเตอร์เน็ตทำให้เรามั่นใจว่าความคิดที่ยอดเยี่ยม ความคิดที่จุดประกายให้เกิดนวัตกรรมและมีศักยภาพในการเปลี่ยนโลกของเราไปสู่โลกที่ดีกว่าจะมีพื้นที่ให้คนได้เห็น ให้ได้ยินและให้ได้แบ่งปัน
The Internet connects us and our ideas.  A free and open Internet ensures that great ideas, the ones that spark innovation and have the potential to change our world for the better, have a platform to be seen, heard and shared.
          บริษัทผู้ให้บริการโทรศัพท์ไม่ถูกลงโทษจากบทสนทนาของผู้ใช้โทรศัพท์ ในขณะเดียวกันเจ้าของเว็บไซต์ที่มีความรับผิดชอบไม่ควรได้รับการลงโทษจากความเห็นของผู้ใช้ที่ไปโพสต์บนเว็บไซต์นั้นๆ แต่ พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ กำลังถูกใช้เพื่อการนี้
Telephone companies are not penalized for things people say on the phone and responsible website owners should not be punished for comments users post on their sites.  Unfortunately, Thailand’s Computer Crimes Act is being used in this case to do just that.
          พ.ร.บ. คอมพ์ฯ ยับยั้งการเกิดของนวัตกรรมและตัดโอกาสการลงทุนในประเทศที่มีคนที่เปี่ยมไป ด้วยศักยภาพ เราเข้าใจดีว่าเรื่องนี้ไม่่ใช่เรื่องธรรมดาๆ เรื่องนี้ซับซ้อนและหลายๆ ครั้งก็ไม่อาจชี้ชัดไปได้ว่าผิดหรือถูก แต่หากมีความโปร่งใสในกฏระเบียบเกี่ยวกับการระบุให้ชัดเจนและการดำเนินการ กับเนื้อหาที่ไม่ถูกกฎหมายประเทศไทยจะก้าวไปข้างหน้าสู่เสรีภาพและการเปิด กว้างของอินเตอร์เน็ต และนั่นเป็นการช่วยให้คนไทยหลายล้านคนตั้งแต่เจ้าของกิจการขนาดเล็ก นักเรียน นักศึกษาไปถึงข้าราชการเชื่อมโยงกับคนทั้งโลกได้ และช่วยระบบเศรษฐกิจไทยให้เติบโตต่อไป
The Computer Crimes Act stifles innovation and deters investment in a country and a people full of potential.  We understand this is not simple.  It is complicated and it is often not black and white.  But if there were transparent rules about how to identify and react  to unlawful content,  Thailand will have a more free and open Internet and in doing so, allow millions of Thais, from small business owners to students to civil servants, to connect with the world and grow the Thai economy.
          Google มุ่งมั่นกับประเทศไทยและผู้ใช้ชาวไทย เราปรารถนาที่จะอยู่ในประเทศไทยในระยะยาว และเราหวังที่จะเห็นอนาคตอันสดใสที่ให้เราทั้งหมดได้เชื่อมโยงกัน"
   Google is committed to Thailand and our Thai users.  We are here for the long term.  And we look forward to a future that keeps all of us connected.

----------

โดย รอส ลาเจอร์เนส หัวหน้าฝ่ายนโยบายสาธารณะ ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก - Posted by Ross LaJeunesse, Head of Public Policy, Asia Pacific

เขียนเมื่อ 

มีวิธีคุ้มครองลิขสิทธิ์โดยไม่ต้องพึ่งกฎหมายไหม?

:: โดย Lawyerthai.com

http://www.lawyerthai.com/articles/it/051.php

การคุ้มครองลิขสิทธิ์ในปัจจุบันนี้ไม่จำเป็นต้องรอพึ่งพากลไกทางกฎหมายเพียงอย่างเดียวครับ เมื่อเทคโนโลยีทำให้การละเมิดลิขสิทธิ์เป็นไปได้ง่าย มันก็มีเทคโนโลยีที่จะช่วยคุ้มครองลิขสิทธิ์ ได้เช่นเดียวกันครับ เทคโนโลยีที่ว่านี้ผมอ่านเจอจากบทความชื่อ "ปัญหาลิขสิทธิ์และสิทธิบัตรที่เกี่ยวข้องกับการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์" ของดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ครับ (เขียนเรื่อง ลิขสิทธิ์ก็ต้องระวังไม่ให้ละเมิดลิขสิทธิ์ใช่ไหมครับ)

1. เทคโนโลยีสืบค้นเพื่อตรวจสอบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต (internet audit) ของบริษัท Cyveillance ซึ่งจะช่วยตรวจสอบการละเมิดลิขสิทธิ์และทรัพย์สินทางปัญญาอื่น ๆ ครับ

2. เทคโนโลยีลายน้ำดิจิทัล (digital watermark) เป็นเทคโนโลยีการทำเครื่องหมายที่มองไม่เห็นในรูปของเลขฐานสองให้แฝงอยู่กับสารสนเทศดิจิตัลต่าง ๆ เช่น เพลงหรือภาพยนตร์ โดยใช้เทคโนโลยีการเข้ารหัส (encryption) ครับ เทคโนโลยีนี้จะช่วยติดตามเส้นทางในการทำซ้ำจากคนหนึ่งไปยังบุคคลอื่นได้

3. เทคโนโลยีการบริหารสิทธิ์ (right management technology) ซึ่งจะช่วยให้เจ้าของลิขสิทธิ์สามารถกำหนดเงื่อนไขในการจำหน่ายผลงานของตนได้ในหลายรูปแบบ เช่น เทคโนโลยีบริหารสิทธิ์ในเพลงที่พัฒนาขึ้นโดย Inter Trust จะช่วยให้บริษัทเพลงสามารถกำหนดอัตราค่าฟังเพลงที่เก็บจากผู้ใช้แบบเหมารวม (flat rate) หรือแบบที่คิดค่าบริการต่อการฟังแต่ละครั้ง (per usage) ก็ได้ครับ

4. มาตรฐาน SDMI (Secure Digital Music Initiative) เทคโนโลยีนี้เป็นมาตรฐานในการบริหารสิทธิ์ของวงการเพลงซึ่งเกิดจากความร่วม มือของบริษัทเพลงและบริษัทเพลงและบริษัทผู้ผลิตเครื่องเสียงทั่วโลกกว่า 150 แห่ง มาตรฐานนี้จะอนุญาตให้ผู้ซื้อเพลงสามารถทำซ้ำเพลงได้ตามจำนวนที่กำหนด เช่น 3-4 ชุด เพื่อใช้ในวงจำกัด ในอนาคตมาตรฐานนี้อาจใช้ควบคู่กับเทคโนโลยีลายน้ำดิจิทัลเพื่อให้สามารถตรวจ สอบและบริหารสิทธิ์ได้ครับ เช่น ให้เครื่องเล่นซีดีตรวจสอบว่าเพลงที่จะเล่นเป็นเพลงที่มีลิขสิทธิ์ถูกต้อง หรือไม่

เห็นไหมครับว่าเทคโนโลยีมีทั้งคุณและโทษขึ้นอยู่กับจะใช้มันยังไงครับ เรื่องลิขสิทธิ์นี้
เนื่องจากการละเมิดทำได้ง่าย หากจะพึ่งพากฎหมายอย่างเดียวคงไม่ทันการครับ ก็คงต้องมีการพัฒนาเทคโนโลยีกันต่อไป เพราะพอมีเทคโนโลยีป้องกัน คนฝ่าฝืนเขาก็ต้องพัฒนาตามกันไปครับ

 

เขียนเมื่อ 

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกฎหมายลิขสิทธิ์ที่ควรทราบก่อนอ่านต่อไป
วันพุธที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2554, ลิขสิทธิ์ และการคุ้มครองงานอันมีลิขสิทธิ์
http://natjar2001law.blogspot.com/2011/03/blog-post_02.html

การนำภาพถ่ายบุคคลอื่นมาใช้เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์
วันอาทิตย์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2554
http://natjar2001law.blogspot.com/2011/07/blog-post_24.html
เป็นที่รู้กันดีว่า ระบบอินเตอร์เนตเป็นระบบที่กระจายข่าวสารและข้อมูลต่างๆ ในระบบคอมพิวเตอร์ไปยังทั่วโลก หลายๆ ท่านจึงมักนำภาพถ่ายสวยๆ รวมถึงภาพถ่ายจำลองต่างๆ รวมถึงภาพถ่ายตัวเจ้าของภาพเอง ออกเผยแพร่ในระบบอินเตอร์เนต เช่น เฟชบุค ปิกาซ่า ฯลฯ ปัญหาว่า การที่มีผู้ชอบใจถูกใจภาพถ่ายต่างๆ แล้วนำไปใช้ประโยชน์ใดๆ ก็ตาม เป็นความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์หรือไม่

การนำภาพบุคคลอื่นมาใช้ในเฟชบุค
วันจันทร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2554
http://natjar2001law.blogspot.com/2011/07/blog-post_25.html