ก่อนยุคสมัย ของเศรษฐศาสตร์สำนักเคนส์เซี่ยน แนวความคิดสำนักเศรษฐศาสตร์คลาสสิค (classical economics) ครอบงำวิชาการทางเศรษฐศาสตร์จนกลายเป็นสำนักเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก โดยสำนักคลาสสิคเชื่อมั่นในประสิทธิภาพของกลไกราคาในการแก้ปัญหาพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ด้วยการปรับตัวของกลไกราคา ระบบเศรษฐกิจจะไม่มีปัญหาเงินเฟ้อ เงินฝืด และการว่างงาน แต่แล้วภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ในทศวรรษ ๒๔๗๐ ที่เรียกว่า the great depression สร้างความฉงนฉงายให้แก่นักเศรษฐศาสตร์ในสำนักคลาสสิคจำนวนมาก บางคนกล่าวโทษรัฐบาลว่า เป็นเพราะรัฐบาลไม่ปล่อยให้กลไกราคาทำงานอย่างเต็มที่ ภาวะตกต่ำทางเศรษฐกิจจึงเกิดขึ้นแต่บางคนถึงกลับหงายหลังเมื่อพานพบกับกองทัพคนว่างงานนับล้าน ในฤดูร้อนปี ค.ศ. ๑๙๒๙ ทั่วทั้งอเมริกายังเต็มไปด้วยความรื่นเริงบันเทิงใจ ดัชนีการผลิตภาคอุตสาหกรรมปี ค.ศ. ๑๙๒๓-๑๙๒๕ มีฐานเฉลี่ยเท่ากับ ๑๐๐ จุด เดือนกรกฎาคมปี ค.ศ. ๑๙๒๘ ไต่ระดับขึ้นเป็น ๑๑๐ จุด เดือนมิถุนายนปี ค.ศ. ๑๙๒๙ เลื่อนขึ้นไปอีก ๑๒๖ จุด ในเวลาเดียวกันสภาพซื้อขายในตลาดหุ้นก็สดใส ภายในสามเดือนของภาคฤดูร้อนปี ค.ศ. ๑๙๒๙ หุ้นของกลุ่มทุนผูกขาดรถยนต์เยเนอรัลมอเตอร์ ขึ้นจาก ๒๖๘ จุดเป็น ๓๙๑ จุด หุ้นของกลุ่มบริษัทเหล็กกล้าอเมริกาขึ้นจาก ๑๖๕ จุดเป็น ๒๕๘ จุด รัฐมนตรีคลังของสหรัฐอเมริกาได้ยืดอกรับประกันต่อหน้าสาธารณชนในเดือนกันยายนปี ๑๙๒๙ ว่า “จนถึงขณะนี้ยังไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องเป็นห่วง กระแสสูงของการเจริญรุ่งเรืองจะมีติดต่อไปเรื่อย ๆ” แต่ว่าห่างกันเพียง ๑ เดือน การพังทลายได้เริ่มขึ้น วันที่ ๒๔ ตุลาคม ตลาดหุ้นในนิวยอร์คของสหรัฐเกิดกระแสเทขายหุ้นกันใหญ่ ปกติปริมาณการซื้อขายหุ้นในแต่ละวันอยู่ที่ ๒-๓ ล้านหุ้น แต่วันที่ ๒๔ เพียงวันเดียวหุ้นถูกเทขายมีถึง ๑๒.๘ ล้านหุ้น สภาพต่อจากนั้นอาการยิ่งทรุดหนัก ราคาหุ้นภายในหนึ่งเดือนร่วงลง ๔๐% ต่อจากนั้นก็ร่วงลงต่อเนื่องตลอดระยะเวลา ๓ ปีเต็ม ๆ ระหว่างปี ค.ศ. ๑๙๒๙-๑๙๓๓ ราคาหุ้นเฉลี่ยของโบรกเกอร์ซื้อขายหุ้น ๕๕ แห่ง ในตลาดหลักทรัพย์ที่นิวยอร์กลดลงจาก ๒๕๒ เหรียญสหรัฐเหลือ ๖๑ เหรียญสหรัฐ หุ้นของกลุ่มทุนบริษัทเหล็กกล้าในช่วงเวลาเดียวกันก็ลดลงจาก ๒๖๒ เหรียญสหรัฐเหลือ ๒๒ เหรียญสหรัฐ หุ้นของกลุ่มทุนผูกขาดรถยนต์เยเนอรัลมอเตอร์ลดจาก ๑๗๓ เหรียญสหรัฐ เหลือ ๘ เหรียญสหรัฐ ในช่วงวิกฤต เฉพาะที่อเมริกาก็มีธนาคาร ๕,๐๐๐ แห่งปิดกิจการ วิกฤตส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจประลาลาติทุกแขนง ปี ค.ศ. ๑๙๓๒ อุตสาหกรรมเหล็กกล้าของอเมริกาเดินเครื่องด้วยกำลังผลิตเพียง ๑๒% เท่านั้น ปี ค.ศ. ๑๙๓๓ ผลิตภัณฑ์มวลรวมภาคอุตสาหกรรมและรายได้ประชาชาติลดฮวบลงเกือบครึ่ง การซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าลดลงกว่า ๒ ใน ๓
วิกฤตเศรษฐกิจใหญ่ครั้งนั้นได้ลุกลามจากภาคการเงินและการคลังสู่ภาคอุตสาหกรรมและเกษตรกรรม ลุกลามจากอเมริกาไปยังทั่วโลก ซึ่งในช่วงวิกฤต การผลิตอุตสาหกรรมของโลกทุนนิยมหดตัวลง ๓๖% การค้าของโลกหดตัวลงเกือบ ๒ ใน ๓ กรรมกรตกงานมีมากกว่า ๓๐ ล้านคน ชาวนาหลายล้านคนล้มละลาย ธนาคารนับหมื่นแห่งปิดกิจการ วิกฤตลุกลามจากอเมริกาไปยังเยอรมนีและออสเตรีย ซึ่งพึ่งพาการลงทุนของอเมริกามาตลอด เนื่องจากบริษัทเงินทุนของอเมริกาเรียกคืนเงินกู้ระยะสั้นที่ปล่อยกู้ในต่างประเทศ เดือนพฤษภาคมปี ค.ศ. ๑๙๓๑ ธนาคารเวียนนาซึ่งมีมูลหนี้และสินทรัพย์เป็น ๒ ใน ๓ ของออสเตรียหมดความสามารถในการชำระหนี้ต้องประกาศล้มละลาย ซึ่งกรณีนี้ก่อให้เกิดความหวั่นไหวและระส่ำระสายไปทั่วยุโรป วันที่ ๑๓ กรกฎาคม ธนาคารดาร์มสตาดท์ธนาคารยักษ์ใหญ่ ๑ ใน ๔ ของเยอรมนี ประกาศล้มละลาย ตลาดหุ้นในเบอร์ลินหยุดการซื้อขาย สภาพการคลังของเยอรมนีเลวร้ายลงอย่างรวดเร็ว เดือนพฤษภาคมถึงเดือนกรกฎาคม ปี ค.ศ. ๑๙๓๑ ทองคำสำรองในธนาคารแห่งชาติของเยอรมนีลดลง ๔๒% วิกฤตลุกลามไปที่อังกฤษซึ่งเศรษฐกิจอาศัยการค้ากับต่างประเทศอย่างรวดเร็ว และลามต่อไปยังประเทศต่าง ๆ ในลาตินอเมริกาและโอเชี่ยนเนียซึ่งอาศัยการส่งออกผลิตผลทางการเกษตรและการค้ากับต่างประเทศเป็นหลัก ซึ่งมีผลทำให้แนวความคิดของสำนักคลาสสิคที่เชื่อในกลไกราคาเป็นสรณะถูกสั่นคลอนอย่างรุนแรง เพราะไม่สามารถอรรถาธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นรวมถึงแนวทางแก้ไขที่ชัดเจนได้เทียบเท่ากับนักเศรษฐศาสตร์ที่สำคัญของสำนักเคนส์เซี่ยน คือ จอห์น เมย์นาร์ด เคนส์ (John Maynard Keynes ค.ศ. ๑๘๘๓-๑๙๔๖)