อาจารย์ครับ..วัฒนธรรมองค์กรนี่มันจะสร้างให้เกิดขึ้นได้อย่างไรครับ...ผมว่ามันยากน๊า"
...
เจอคำถามนี้..ผมว่าเฉลี่ยสองเดือนครั้งจากคนรอบๆตัว..หรือทุกครั้งที่ผมมีโอกาสไปเป็นกระบวนกร..
...
"ยากจริงอาจารย์..คนเรามันเปลี่ยนกันยาก"..แน๊..เสริมให้มั่นใจอีกว่า "ปิดประตูตายเลย เปลี่ยนไม่ได้แน่"

...
ผมเองก็มานั่งคิด..(แบบ AI) คิดแบบ AI คือ..ลองย้อนกลับไปดูการเปลี่ยนแปลงในองค์กรสิ..ว่าเราเคยมีการเปลี่ยนแปลง..วัฒนธรรมองค์กร..ตีความก่อน..วัฒนธรรม แปลว่าอะไร..วัฒนธรรมแปลว่า..เรื่องดีๆ ที่คนในองค์กรทำร่วมกัน เหมือนๆกัน..ตรงข้ามคือหายนะธรรม..เรื่องไม่ดีที่ทำเหมือนกัน..

...
เปลี่ยนไงหว่า..อ้อ..มีเรื่องหนึ่ง..คณบดี MBA ของพวกเราเองครับ..ท่านตรงเวลามากๆ..ตอนมารับตำแหน่งใหม่ๆ..ทุกคนที่นี่..ส่วนใหญ่เวลาจะมาประชุมกันที เอ้อระเหยครับ..นักศึกษามาสอบสายคณะกรรมการ "รอเขาหน่อย"...นี่ครับ..หายนะธรรมก่อนท่านมา...

...
พอท่านมาครับ..วันแรก เรียกประชุม..สิบคน ถึงเวลาแล้ว..ยังเดินอยู่ข้างนอก 8 คนท่านก็เริ่มครับประชุมมันสองคน..ไม่มาก็พูดคนเดียวเลย..นักศึกษามาสาย "ตก" ถือว่าไม่พร้อม..ไม่รอ..ตก ไปนัดวันใหม่เลย..
...
ได้เรื่องครับ..ครั้งที่สอง ครั้งที่สามเริ่มดีขึ้น..พอถึงเวลาไม่ต้องเตือน ไม่ต้องตาม..ใกล้เวลาห้านาที ทุกคนวิ่งเลยครับ..เรียกว่าวิ่งพล่านทั้งสำนักงาน..วิ่งเพื่อให้ไปรอคณบดี..ครับ..ตอนนี้ตรงเวลาเพะ..ใช้เวลาไม่กี่วันเอง..แล่้วเราก็ทำอย่างนี้กันมาเป็นปีที่หก..แถมเวลาจัดประชุมแบบไม่มีคณบดีเป็นประธานก็ตรงเวลาเหมือนกัน..
...
ครับผมว่าการเปลี่ยนแปลง..คืือการเอาเรื่องดีๆ..ไปทำครับ..ทำซ้ำ ย้ำซ้ำๆ เดี๋ยวเปลี่ยนเอง..คณบดี ท่านอาจารย์วินิต ชินสุวรรณ ไม่เคยสอน ไม่เคยบ่นเรื่องการตรงต่อเวลา..ไม่ว่าครับ..แต่ข้าพเจ้าทำไปเลย..ขอให้เป็นเรื่องดีๆ ครับ..
...
ทุกคนอาจคิดว่า "ก็เขาเป็นลูกน้องนี่..ถ้าหัวหน้ากระโดด เขาก็ต้องกระโดดตาม" โถ อย่างนี้ใครๆก็พูดได้..
ใจเย็นครับ..แม้กระทั่งเพื่อนอาจารย์ของท่านที่บางครั้ง ก็เป็นอาจารย์อาวุโส หรือมีตำแหน่งสูงกว่า ท่านก็ไม่สนใจ..บางที่สอบนักศึกษา..มีคณะกรรมการสามคน..กรรมการบางท่าน มาสายทุกทีครับ..แต่ก่อนรอด้วยความเกรงใจ..ท่านเองครับ..ไม่สนใจสอบนักศึกษาไปเลย..บางครั้งกรรมการท่านนั้นเป็นที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์นักศึกษา ก็ไม่สนใจ สอบเลยครับ..นักศึกษานี่ถึงกับ.."หนาว"..ได้เรื่องครับ..ท่านอาจารย์ผู้ใหญ่เหล่านั้น..ตอนหลังมาก่อนเวลากันหมดครับ..
..
สรุปครับ..ไม่ว่าคุณจะอยู่ในระดับใด..ถ้าการ "กระโดด" นั้นดี จะทำให้องค์กรดี..ก็จงกระโดดครับ..แล้วคนอื่นจะกระโดดตาม..กระโดดไปเรื่อย กี่ปีก็ทำไป ยืนยันทำเรื่องดีๆ สิ่งดีๆ จะเกิดขึ้นแน่นอน..เพราะจริงๆแล้วมนุษย์ทุกคนมีธาตุดีครับ..เขาอยากทำอะไรดีๆ อยู่แล้ว..และเขารอคุณ "กระโดดนำ" อยู่ไงครับ..

..
คุณล่ะ คิดอย่างไร
ยากเพราะคิด.....สัมฤทธิ์เพราะลงมือทำ (ท่านอาจารย์ ว.วชิรเมธี)
เห็นด้วยอย่างยิ่งครับท่านอาจารย์ แต่สำหรับประสบการณ์ตรงของผมอาจโชคร้ายหน่อยครับ เพราะไม่ได้พบเจอต้นแบบที่เหมาะสมนัก ส่วนใหญ่จะตรงข้ามเลย ยิ่งท่านๆทั้งหลายที่ตำแหน่งใหญ่โตมากๆ เวลาเข้าห้องประชุมจะต้องมาที่หลังตลอด ไม่เคยเป็นฝ่ายนั่งรอ ผมไม่ทราบเหมือนกันว่าปัจจุบันคนส่วนใหญ่มองว่า การให้คนอื่นเป็นฝ่ายรอนั้นมันเป็นการแสดงถึงอำนาจ ความยิ่งใหญ่ของตนเองหรือเปล่า? หรือจะทำให้ดูเหมือนว่างานยุ่งมากปลีกตัวมาแทบไม่ได้เลย แต่ขาดเขาก็ไม่ได้นะเหมือนกับเป็นคนสำคัญ อะไรประมาณนี้แหละครับ
ผลที่ตามมาคืออะไร? คนส่วนใหญ่เพิกเฉยต่อความมีวินัย การตรงต่อเวลา แต่กลับไปมองว่า พวกมาก่อน มาตรงเวลา ว่างงานมาก มีเวลาเยอะ ส่วนพวกที่เข้าช้าก็ช้าตลอดจนเป็นนิสัย อีกทั้งเข้ามาก็ยังไม่แสดงความใส่ใจ เวลาผมฝึกอบรมเจอคนประเภทนี้เกือบทุกรุ่น แต่เป็นแค่วันแรกครับ สำหรับผมการตรงเวลาเป็นข้อตกลงแรกที่ชี้แจงในวินาทีแรก ที่จะเข้าอบรมกับผม เมื่อครูผู้สอนจริงจังกับเรื่องเวลา ครั้งต่อๆไปพฤติกรรมกลุ่มจะค่อยๆปรับตาม
ผมมีคติเตือนใจอย่างหนึ่งเกี่ยวกับการสร้างคนว่า "บ่มเพาะคนเช่นใด ย่อมได้รับผลกรรมเช่นนั้น" ครับผม
ขอบพระคุณสำหรับการแบ่งปันองค์ความรู้ดีๆนะครับ มีโอกาสจะแวะเข้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับท่านอาจารย์อีกครับ
ผมชอบที่อาจารย์พูดครับ
"บ่มเพาะคนเช่นใด ย่อมได้รับผลกรรมเช่นนั้น"
ตามติดและเรียนรู้ต่อเนื่องค่ะ
...เห็น..เก้าอี้ว่างๆ..ประชุม..สภาเมืองไทย..ดูโหรงเหรง..อ้อๆๆๆ..เป็นอย่างนี้เอง..แถมมาทะเลาะเบาะแว้งกันเป็นว่าเล่น..อิอิ...."คุณคิด อย่างไร"
การเอาเรื่องดีๆ..ไปทำครับ..ทำซ้ำ ย้ำซ้ำๆ เดี๋ยวเปลี่ยนเอง
.
เมื่อคนเห็นว่า ทำสิ่งนั้น แล้วสิ่งดีเกิดขึ้น
เช่นกรณีความตรงเวลา
เมื่อทำจริงจัง ทุกคนก็สามารถเริ่มได้ตรงเวลา เลิกตรงเวลา
คนส่วนใหญ่ไม่ต้องรอคนส่วนน้อยค่ะ