GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

ศรีสะเกษ-สุรินทร์-วารินชำราบ-ช่องเม็ก-จำปาสัก-อุบลราชธานี-ศรีสะเกษ : ผู้สูงอายุ ขยะ ของป่า และราตรีที่เมืองอุบล

บันทึกนี้ของผม เหมือนเป็นคนเห็นแก่ตัว เล่าเรื่องส่วนตัว บันทึกส่วนตัว ความคิดเห็นส่วนตัว เล่ายาวๆ แบบไม่เกรงใจใคร ขออภัยจริงๆ ครับถ้าอ่านแล้วเสียเวลาไปเปล่าๆ ปลี้ๆ

ตลอด 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ถ้าไม่นับภารกิจที่เร่งเร้าโดยปกติแล้ว ยังเป็นช่วงชีพจรลงเท้าที่แทรกจังหวะเข้ามาอีกส่วนหนึ่ง

จันทร์ (21 ส.ค.) ประจำที่สถานสงเคราะห์ อังคาร และพุธ ลงพื้นที่ชุมชนเมืองและชนบทสุรินทร์ ร่วมกับพี่ๆ น้องๆ จากกรมฯ ไอ้เราในฐานะเจ้าของพื้นที่ ก็ต้องไปสังเกตการณ์ร่วมตามกติกา (พี่ๆ มารับด่วนเสียจนไม่ได้เปลี่ยนเสื้อผ้า)  และนับแต่บ่ายวันพุธจนถึงเย็นวันเสาร์ ไปใช้ชีวิตที่อุบลบุรีรีสอร์ท วารินชำราบ อุบลราชธานี ประสาคนไม่ดีต้องคอยเข้ารับการอบรมบ่มจรรยาอยู่เนืองๆ ไม่อย่างนั้นไฟจะดับเอาได้ง่ายๆ แล้วก็เตลิดไปจนถึงช่องเม็ก จำปาสัก เป็นการไปเพื่อดู ไม่ได้เพื่อจับจ่าย

ใครสักคนอีเมล มาทักทายว่าหายไปไหน บล็อกไม่ขยับหลายวันแล้ว หรือจะจบแค่ 2 เดือน ?
ตอบไปว่า ไม่ได้หายไปไหนหรอกครับ แค่ช่วงชีพจรลงเท้า ประกอบกับใกล้สิ้นปีงบประมาณ อะไรๆ ที่ใครเขาซุกซ่อน ดองเค็มไว้ ก็ถูกรื้อเอาตอนเดือนนี้เอง
รับปากไปว่า ถ้ากลับมาเมื่อไหร่ จะเล่าสู่กันฟัง...

 
สุรินทร์ :  คนชรา อาชีพ และเกียรติภูมิ
(ไปสุรินทร์ กินสุราก็เป็น....สุรินทร์, ไปสุรินทร์ ไม่กินสุราก็เป็น.....สุรินทร์)

บ่ายวันที่ 21 ลงพื้นที่ชุมชนอนุสรณ์ (ชุมชนซอยกำแพง) ตามโครงการสร้างโอกาสในการเลือกเส้นทางชีวิต ซึ่งเป็นโครงการนวัตกรรมฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพคนเร่ร่อนเพื่อป้องกันการล่อลวง เพื่อแก้ปัญหาสังคมและความยากจนเชิงบูรณาการ ให้กลุ่มคนเร่ร่อน ขอทาน... ของกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ โดยก่อนหน้านี้สมาชิกในชุมชนจำนวนหนึ่งได้รับการฝึกอบรมหลักสูตรการแยกขยะ ที่ "วงษ์วานิช" พิษณุโลกแล้ว  การลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นการลงเพื่อติดตามและมอบเงินสงเคราะห์ครอบครัว เพื่อสนับสนุนแก่กลุ่มคนที่เข้าร่วมโครงการ พร้อมๆ กับการผลักดันให้เกิดธนาคารขยะในชุมชน.....

วันที่ไปฝนตกหนัก อาชีพโดยทั่วไปของคนในซอยน่าจะได้แก่การเก็บขยะขาย แต่ชุมชนดูถนนหนทาง ภาพรวมแล้วค่อนข้างสะอาดนะครับ ผมว่าความเข้มแข็งส่วนหนึ่งน่าจะได้แก่การที่ พอช. ลงพื้นที่ดำเนินการอะไรไปเยอะแยะแล้วเหมือนกัน ทั้งพี่ๆ กรรมการต่างชุมชน และ สท.ในพื้นที่ก็ลงมาเล่นเกือบเต็มตัวแล้ว

ภายหลังจากคุยกันที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กแล้วก็แวะเยี่ยมเยียนมุดใต้ถุนบ้านตามปกติอย่างที่เคยทำ สิ่งของที่พี่น้องชาวบ้านอวดก็คงไม่พ้นขยะที่ล้นเต็มบ้าน และความอบอุ่นที่ได้คือ ความรู้สึกที่ว่าขยะไม่ใช่ของทิ้ง แต่ขยะเป็นของมีค่า--เป็นของที่มูลค่า--มูลค่าที่เพิ่มได้โดยการคัดแยก

จินตภาพของคนประกอบอาชีพเก็บขยะ ที่แต่งกายด้วยเสื้อผ้ามอมแมม เหมือนจะไม่มีให้เห็นในซอย การเก็บขยะของคนในซอยเป็นอาชีพที่สนุกสนาน พูดคุยกันถึงมูลค่า พูดจากันถึงเส้นทางการเก็บของตน บอกเล่าเรื่องราวด้วยสีหน้าและแววตาเบิกบาน  ทำให้นึกถึงงานวิจัยเรื่องเกียรติภูมิในอาชีพ ของท่านอาจารย์สุภางค์ จันทวานิช เมื่อสัก 10 ปีก่อนโน้น (หนังสือชุดการวิจัยเชิงคุณภาพของอาจารย์อ่านแล้วอ่านอีก ชอบใจพอๆ กับชอบงานวิจัยเชิงคุณภาพชั้นครูอย่างของท่านอาจารย์อคิน) ประมาณว่าเหตุผลที่กลุ่มเป้าหมาย (ในการวิจัยของอาจารย์) ให้สำหรับการให้คะแนนเกียรติภูมิ ได้แก่ ความมีเกีรติ ความโก้ ความสำคัญ และความมีหน้ามีตา มีอำนาจ รายได้ ท้าทาย เป็นตัวของตัวเอง ส่วนเหตุผลสำหรับการให้เกียรติภูมิต่ำ ได้แก่ ความไร้เกียรติและการไม่เป็นที่ยอมรับของสังคม การใช้แต่แรงกายไม่ใช้ความรู้ การหลอกลวง คอรัปชั่น หรือ รีดไถผู้อื่น ความไม่มั่นคงของอาชีพ รายได้ ....

คนเรามีความสุขไม่เหมือนกัน
ผมละสุขใจเวลาได้คุยกับคนแก่ เหตุผลแค่ว่าทำให้ผมมีความรู้สึกว่าตัวเองเป็นเด็กทุกทีไป และมักจะยิ้มแย้มและมีความสุขใจทุกครั้งที่ร่วมสนทนา  (เว้นก็แต่เมื่อตอนคุณตา คุณยายเมา ผมอาจสวมบทหลานใจร้ายอยู่เสมอๆ)

ระหว่างที่พี่ๆ น้องๆ สัมภาษณ์/จ่ายเงิน ก็นั่งตั้งวงคุย แคะ คุ้ย กับคุณยายเสียสนุก (ผมเลือกที่จะคุยกับคนกลุ่มวัยนี้เองครับ)  คุณยายที่นั่งด้วย อายุกว่า 70 กันแล้วทุกท่าน อาชีพเหมือนกันหมดคือเก็บขยะ แน่นอนละ ไปกันคนละสาย คนละเส้นทาง
โดยเฉลี่ยออกกันราว 8 โมงเช้า กลับเข้าบ้านราว 5-6 โมงเย็น กับรายได้วันละ 150-200 บาท
เป็นภาพของคุณยายที่น่ารัก เป็นภาพของคุณยายที่เข้มแข็ง
ผู้สูงอายุส่วนหนึ่งเช่าอพาร์ทเม้นต์อยู่ร่วมตึกกับนักศึกษา เพราะค่าเช่าถูกกว่าห้องเช่ารายวัน

เป็นภาพชีวิตของผู้สูงอายุที่ผมบันทึกไว้แล้ว บันทึกว่าจะต้องเร่งขยายต่อสำหรับการเป็นสังคมผู้สูงอายุในอีกไม่กี่ปี
รายละเอียดการพูดคุยกับคุณยาย ผมเห็นทีต้องแยกเป็นอีกบันทึกย่อยต่างหากกระมังครับ


สุรินทร์ :  คืนร้อน ท่ามกลางสายฝน

หลังจากตระเวนเยี่ยมบ้าน เยี่ยมอพาร์ทเมนต์ของผู้เข้าร่วมโครงการราวสัก 7-8 ครอบครัว ก็ปาเข้าไป 2 ทุ่มเข้าแล้ว (หลายคนทำงานเก็บขยะในช่วงกลางคืน)

ใครสักคนในทีม (รวม 4 คน) แนะว่ามื้อเย็นจะเป็นอะไรไม่ได้นอกจาก "อาอี๋ เนื้อย่างเกาหลี"  เหตุผลเพียงร้องเพลงเพราะ และสาวชุม (ฮา)  ยอมรับละครับว่า ตั้งแต่ทานเนื้อย่างเกาหลีมา (ตามประสาคนไม่ค่อยมีประสบการณ์กลางคืนนัก) ที่นี่ทำให้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่าง
1. ถ่านไฟที่นี่ร้อนสุดๆ แขนจะไหม้เอา ถ่านทำจากไม้อะไรนะนั่น
2. นักร้อง ร้องเพลงเพราะยังกะลิปซิงส์  ไม่ว่าจะเพื่อชีวิต ไม่ว่าจะ "คนขี้อาย" ของหนู มิเตอร์  (ฮา)
3. การใช้ทิชชู่ขอเพลง เหมือนว่าจะเป็นสากล เสียแล้วจริงๆ พี่น้อง
4. Happy Birth Day To You ๆๆๆๆ  พร้อมกับภาพเป่าเค้ก มักจะได้ยิน ได้เห็นกันบ่อยขึ้นเรื่อยๆ ในร้านอาหารที่มีนักร้องประจำ
ฯลฯ
แน่นอน ไปสุรินทร์ ไม่ได้กินสุราครับ

เกือบ 6 ทุ่ม กำลังจะหลับ
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น งัวเงียรับสาย
"หัวหน้าคะ พี่.... โดนคุณไสย์ค่ะ ดื่มกันอยู่หน้าบ้านพักห้วหน้า แล้วจู่ๆ ก็ล้มตึงลงไปดิ้นพลั่กๆๆๆ   ลุกขึ้นมาอีกทีบอกว่าร้อน แก้เสื้อ แก้ผ้าหมดเลยหัวหน้า  นี่ละค่ะ ตอนพี่นี้นั่งอยู่บันไดบ้านหัวหน้านี่ละ ให้น้องพยาบาลมาวัดความดัน วัดชีพจรแล้วค่ะ น้องเขาบอกว่าปกติค่ะ  อ๋อ สัก 15 นาทีแล้วค่ะ   เนี่ย พี่โดนลูกลงตาจะบวมไหมละเนี่ย มือแกฟัดเอา"

"ไม่ได้ค่ะหัวหน้า เอาไปแล้ว แกไม่ยอมไปโรง'บาล แกกระโดดลงรถ  แฟนแกก็เฉยๆ ค่ะ เอาผ้าชุบน้ำให้ นั่งเฝ้าดู  น่ากลัวมากค่ะหัวหน้า หัวหน้าได้ยินเสียงไหมละค่ะ ร้องโวยวายอยู่นั่นหนะ"

ฯลฯ

ทำไมน้า  เวลาออกนอกพื้นที่ทีไร ต้องมีโทรศัพท์กลางดึกทุกทีไป เฮ้อ !!!

โรงแรมที่พักเป็นโรงแรมเปิดใหม่ พื้นที่ติดกับสถานีขนส่ง ด้านหน้าโรงแรมมองจากประตูชั้น 4 ลงมาเห็นวิถีชีวิตที่ต้องเดินทางด้วยรถโดยสารประจำทาง ขณะที่ถ้ามองจากด้านหลังห้องข้ามสระว่ายน้ำออกไปจะเห็นภาพขบวนรถไฟวิ่งอยู่เรื่อยๆ  ภาพในวงกลมเป็นครอบครัวของสมาชิกที่เข้าร่วมโครงการ พักอยู่ที่นั่นได้โดยการเช่าพื้นที่  ผมฟันธงไปแล้วว่าอีกไม่นานเขาจะถูกขับให้ออกจากพื้นที่ เพราะเหตุว่าทำให้ทัศนียภาพในละแวกนั้นขาดความสวยงาม พอๆ กับเมื่อใครหลายๆ คนนั่ง BTS หรือขึ้นทางด่วน แล้วบ่นว่าหลังคาบ้านคนแถวๆ นั้นรก ไม่สบายตา


สุรินทร์ :  ขยะในชนบท และบรรยากาศการรุกคืบ

สายของวันที่ 22 ฝนซาสักหน่อยแล้วลงพื้นที่อำเภอปราสาท กับบรรยากาศคุ้นเคยไม่แตกต่างไปจากขุขันธ์ซิตี้ เท่าใดนัก ไม่ว่าจะเป็นภาษาที่ผมยังฟังไม่รู้เรื่องอยู่ดีเมื่อชาวบ้านเขาหันหน้าเข้าหากัน

สิ่งที่ได้เรียนรู้ (จากการพูดคุย) กับการลงพื้นที่ทั้งเมืองและนอกเขตเมืองในกลุ่มอาชีพเดียวกัน บันทึกหยาบๆ คิดหยาบๆ ได้แก่
1. ชุมชนเมืองมุ่งเก็บมากกว่าซื้อ ขณะที่นอกเมืองจะได้ขยะด้วยการซื้อมากกว่าการเก็บ
2. ชุมชนเมืองมักใช้รูปแบบการเดินเข็นรถเก็บไปเรื่อยตามเส้นทางปกติ ขณะที่นอกเขตเมืองจะมีค่าใช้จ่ายสำหรับค่าน้ำมันรถจักรยานยนต์ที่ใช้ลากรถเข็นวันละประมาณ 50 บาท
3. ชุมชนนอกเขตเมืองประสบปัญหาการรุกจากคนนอกพื้นที่เพื่อเก็บขยะในพื้นที่ รวมทั้งรถรับซื้อขยะที่มักจะให้ราคาสูงกว่า
4. จุดแข็งของชุมชนนอกเขตเมืองคือการได้รับความไว้ใจ เชื่อใจ จากคนในพื้นที่ (ภาพของคนสวมหมวกไอ้โม่ง สวมหมวกปิดหน้าตา หิ้วกระสอบของคนต่างพื้นที่เข้าไปเก็บขยะตามบ้านมักจะมีเหตุการณ์ฝาอลูมิเนียมปิดโอ่งน้ำ หรือขันตักน้ำหายไปด้วยเสมอๆ)
5. สถานการณ์ถูกรุกคืบของคนในเขตนอกเมืองอย่างนั้น คำถามว่า "รักษาลูกค้าไว้อย่างไร ?" ไม่มีคำตอบ  ขณะที่กลุ่มในเขตเมืองการได้เปล่าหรือการคัดแยกขยะไว้รอโดยเจ้าของบ้านมีอยู่เสมอๆ เขาทำอย่างไรเพื่อให้เกิดสิ่งนี้ ?
6. อาชีพนี้เกี่ยวเนื่องกับเกียรติภูมิแห่งอาชีพ การยึกยักๆ หรือกล้าๆ กลัวๆ ไม่กล้าลงลุยเต็มตัว ประกาศไปว่าเป็นร้านรับซื้อขยะ เลยทำให้เสียโอกาสเป็น "เจ้าแรก" ในพื้นที่อยู่บ่อยครั้ง
ฯลฯ


 

ของป่า จำปาสัก

บ่ายของวันที่ 22-26 ใช้ชีวิตอยู่ที่อุบลบุรีรีสอร์ท วารินชำราบ อุบลราชธานี
ช่วงท้ายๆ ของการเข้ารับการฝึกอบรมที่อุบลบุรีรีสอร์ท ผู้จัดงานได้นำชมเพื่อช็อปสินค้าที่ช่องเม็ก จำปาสัก (ให้ตายเถอะ ไม่ได้อยากไปเลย ถ้ารู้ว่าต้องแลกกับการที่ต้องเฉือนเวลาฝึกอบรมไปบางส่วน)  การไปช่องเม็ก จำปาสักของผมครั้งนี้เป็นครั้งแรกในชีวิตละครับ

เป็นการเข้าไปเดินชมๆๆๆๆ ไปพร้อมๆ กับโทรศัพท์หาแม่ว่า "แม่ครับ สาวลาวสวยนะแม่ ใส่ผ้าถุงมีชายด้วย ผิวส้วย สวย ยิ้มง้าม งาม เอาเป็นสะไภ้สักคนไม่ไหม แม่" 5555

ไปถึงราวสักบ่าย 3 โมงเศษ ถึงกับตกใจกับขบวนรถขนไม้แปรรูปยาวๆๆๆๆๆๆ  ต้องใช้คำว่าขบวนเพราะยาวหลายกิโลเมตร
พร้อมๆ กับการวางขายสารพัดของป่า นับแต่กล้วยไม้ สัตว์ป่า จนถึงซุงที่ถูกแปรรูปอีกเป็นขบวน
ผมได้แต่ภาวนาว่า วันที่ผมไปนั้นเป็นวันที่ครบกำหนดขนส่งพอดี
เป็นการนำขบวนขนไม้แปรรูปขนส่งเข้าสู่ฝั่งประเทศไทย
ได้แต่ภาวนาว่า จะไม่เป็นอย่างนั้นโดยปกติทุกวัน

แน่นอนครับ ไปจำปาสักคราวนี้ไม่ขาดดุลแน่ๆ เพราะไม่ได้ซื้ออะไร
ถ้าจะซื้อบ้าง ก็เพียงแต่โค้ก 1 กระป๋อง ประสาคนขี้ร้อน

ใครนะคิดคำนี้ เมื่อวัยเด็กอ่านและจำได้ติดตา จากปก "ศิลปวัฒนธรรม"
อื่นใดจะไม่ทิ้ง นอกจากพิมพ์ของรอยเท้า  อื่นใดจะไม่เอา นอกจากภาพบนแผ่นฟิล์ม

 

ราตรี เมืองอุบล

ประสาคนไม่คุ้นเคยการเที่ยวราตรี โดยเฉพาะในเธค ในคลับ หรือแม้กระทั่งอย่างร้านแบบตะวันแดง ตะวันดับ
ผมจะปฏิเสธมาแต่ไหนแต่ไร ด้วยเหตุผลเพียงว่า กลัวจะติดใจแล้วยั้งไม่หยุด (ฮา)

คืนก่อนจะกลับบ้าน ผู้ใหญ่ที่นับถือ 3 ท่าน เป็นอาจารย์ระดับมัธยมศึกษามารับไปทานข้าวข้างนอก
เหตุผลง่ายๆ แค่ว่าถูกชะตากับน้อง อยากให้น้องได้เรียนรู้ว่าโลกเป็นไปอย่างไร (ข้ออ้างแบบนี้นะ ฟังขึ้นไหมละนั่น)
ร้านแรก เป็นร้านอาหารกลางแจ้ง แนว country ชนิดไปลอก Texas ได้ซะเนียน
ร้านต่อไป เป็นร้านปิดติดๆ กัน แนว country ชนิดไปลอก Texas ได้ซะเนียนยิ่งกว่า
ร้านสุดท้าย เป็นร้านข้าวต้ม (หลังเที่ยงคืน) ที่วารินชำราบ

ผมดีใจที่ผมไปในร้าน (club) ที่ไม่มีเด็กๆ ไม่มีวัยรุ่นแต่งแหวกซะน่าใจหาย หรือเพราะว่าร้องเพลงเพื่อชีวิตวัยรุ่นเลยไม่นิยม ?  แต่ก็นั่นแหละ บุหรี่เหม็นติดเสื้อ แช่ไว้ไม่รู้ว่ากลิ่นจะหายไปหรือเปล่า

ได้เรียนรู้ว่าความสุขที่ปราณีตมักจะเรียบๆ เงียบๆ
ความสุขที่ฉาบฉวยมักจะวูบๆ วาบๆ
เหมือนกับน้ำดื่มสะอาดยังคงคุณค่าถูกและโหยหาในที่สุด แม้ว่าก่อนหน้านั้นเราจะดื่มสารพัดน้ำสีไปแล้วก็ตาม
น้ำสะอาดเปรียบได้กับความสุขที่ปราณีต
น้ำสะอาดเปรียบได้กับคำสัตย์ ที่อยู่คงทนตลอดกาลเป็นนิตย์

 


คืนวันเสาร์ที่ 26 กลับถึงสถานสงเคราะห์ เปียกแฉะ ชุ่มฉ่ำ โชกไปด้วยน้ำฝน หัวค่ำคงตกหนักน่าดู
คืนนี้ฟ้ามืดสนิท ทำให้เห็นดวงดาวแจ่มกระจ่าง หิ่งห้อย 2-3 ตัวบินอยู่ท้ายบ้าน
หนักสุดเห็นจะเป็นเสียงกบ เสียงเขียดที่ร้องระงม

เป็นแสงสีจากท้องทุ่ง
เป็นเสียงดนตรีจากป่าหลังบ้านพัก
(บ้านพักข้าราชการแบบรีสอร์ท-- ฮา)

ลองถามตัวเองดูไหมครับว่า แหงนหน้าขึ้นมองฟ้าแล้วเห็นดาวเต็มฟ้าในคืนเดือนดับ ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่

อย่าลืมนะครับว่า ท้องฟ้ายังคงมีดาวประดับ ดารดาษอยู่ทุกวัน


ขอร้องละ คนกรุงฯ อย่าอิจฉาผม

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

หมายเลขบันทึก: 46806
เขียน:
แก้ไข:
ความเห็น: 13
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (13)

สวัสดีคะ...คุณมงคล

...

อัดอั้นตันใจมากเลยนะคะ...

หายไปนาน...มาบันทึกยาวไปถึง...นู้นนนนนน....

...

กะปุ๋มตามมาอ่านเรื่องราวสนุกๆ...

แต่เดี๋ยวมาใหม่...ตอนนี้งานวุ่นๆมาก

เดี๋ยวจะส่งคนไข้ไปให้ดูแลนะคะ

*^__^*

  • อ่านสนุกมากครับ
  • ได้สาระ ข้อคิด มุมมองที่แตกต่างและเพิ่มขึ้น
  • ขอบพระคุณครับ
  • เข้ามาฝากรอยแนะนำตัวค่ะ
  • เป็นบันทึกที่ยาวมากๆๆๆๆ ตั้งแต่ดิฉันเคยอ่านมา แต่อ่านไปไม่เบื่อค่ะ อ่านไป คิดตามไปด้วย ได้บรรยากาศอีกแบบ
  • ชอบประโยคนี้ค่ะ ได้เรียนรู้ว่าความสุขที่ปราณีตมักจะเรียบๆ เงียบๆ
    ความสุขที่ฉาบฉวยมักจะวูบๆ วาบๆ 

 

คุณKa-Poom  ครับ

กลับมาแล้วครับ กลับมาพร้อมกับอะไรเรื่อยเปื่อย

 

อาจารย์บวร ครับ

ขอบคุณมากครับสำหรับกำลังใจ ผมปลื้มกับคำยออาจารย์นะครับ (ผมถือว่าอาจารย์พูดจริง)

 

คุณ สุชานาถ บุญเที่ยง  ครับ

สักพักผมคงปรับเปลี่ยนรูปแบบการเขียนใหม่
ปรับเปลี่ยนการเล่าเรื่องใหม่
ปรับเปลี่ยนการถ่ายทอดใหม่

ปรับเปลี่ยนจากเล่าเรื่องเป็นการหาเรื่อง หาเหตุ
หาเรื่อง และหาเหตุ เพื่อการอภิปรายต่อยอดและเติมเต็ม

คงอีกสักพักครับ สักพักใหญ่ๆ
ตอนนี้ยังหารูปแบบการเขียนที่ลงตัวอย่างใจคิดไม่ได้ครับ...

แบบนี้แหละคะ...ดีแล้ว

อ่านสนุกเหมือนมาอ่านสารคดีเลยคะ...555

  • เย้!!!!พี่ชายกลับมาแล้วววว
  • หากยังจำ bee angle คนที่ย่านต๊กโตเป็นที่สุดได้ล่ะก็...น่านแหละ...ป้าบวม (ตัวจริงเสียงจริง)
  • อ่านไปยิ้มไป...ตามประสาเด็กเมืองกรุง(ที่มีแต่ควันรถ)
  • อย่างที่กะปุ๋มบอกน่ะค่ะ...บันทึกแบบนี้ดีแล้ว...เป็นบันทึกที่มีชีวิตดีค่ะ
  • แล้วจะรอติดตามด้วยความระทึกในดวงหทัยพลัน (ฮา...สำนวนใครก็ม่ายรุเนอะ...)

สวัสดีครับ moomi

  • ไปว่าเขานั่น "ป้าบวม" มันสะท้อนใจนะนั่น "บวม"
  • บันทึกแบบนี้เขาเรียกว่าบันทึกขี้โม้ นะครับ ไปได้เรื่อยๆ จนกว่าจะเมื่อยมือ  แต่ก็ขอบคุณครับหลายท่านบอกว่าอ่านได้ (แม้ว่ามันจะยาวเสียจริงก็ตาม  เพราะเหตุนี้ละ ถึงได้บอกขออภัยไว้ในกรอบ)
  • สำนวนว่า อย่ารอคอย....  เป็นสำนวนของคุณเสถียร จันทิมาทร  บก.บห. มติชนสุดสัปดาห์  ในคอลัมน์ "ขอแสดงความนับถือ" บทบรรณาธิการ บรรทัดสุดท้าย
  • เมื่อคืน (28ส.ค.) ฟ้าร้อง ลมกระโชก ฝนตกหนัก น่ากลัวเหมือนกันนะ  ดีแต่ว่าไฟไม่ดับ (ฮา)

ขอร้องล่ะ ....คนกรุงอย่างเราล่ะก็ ...อิจฉาไปแล้วครับพี่น้อง  อุอุ

เฮ้อ...เมื่อไหร่น๊าแหงนหน้าขึ้นมองฟ้าแล้วเห็นดาวเต็มฟ้าในคืนเดือนดับ

ผมละดีใจ๊ ดีใจ

ที่ใครๆ อ่านแล้วอิจฉาผม
อิจฉากับการที่ได้เห็นดวงดาว
อิจฉาที่ได้ยินเสียงจิ้งหรีด เรไร
อิจฉาที่ได้ยินเสียงกบ เสียงเขียด

แถบเมืองนนท์ แถบชานกรุงฯ อย่างนั้น
มีดาว มีกบ มีเขียด มีจิ้งหรีด เช่นกัน

ให้เวลากับท้องฟ้า
ให้เวลากับดวงดาว
ให้เวลากับกบๆ เขียดๆ บ้าง นะครับ

ให้เพื่อได้คืน
เป็นการลงทุนที่คุ้มแสนคุ้ม

เป็นการลงทุน ที่เรียกได้ว่าเป็นการพักจิต โดยแท้

ขอบคุณ คุณเบลอว่ารักแถบ

 

บังเอิญว่าผมไม่ถนัดคำผวนเสียด้วยสิ (ฮา)

006
ตามหามาเพิ่งเจอมีคนแนะนำมา

สวัสดีครับ คุณ ekkachai

ตามผมเจอแล้วหรือครับ
ใครละหรือครับแนะนำ ?

อย่าบอกนะครับว่าคุณ ekkachai
เป็นเจ้าหนี้ (ฮา)

ตามเจอแล้วก็ยินดีต้อนรับครับ

ยินดีต้อนรับสู่บ้านใหญ่ท้ายซอย...

ดีใจค่ะที่ได้อ่าน...อะไรที่เป็นสุรินทร์บ้าง จริงๆ สุรินทร์มีสิ่งดีๆ เยอะนะค่ะ แต่คนที่อื่นมักมองสุรินทร์เป็นเมืองเถือน (เพราะตอนที่ไปเรียนที่กรุงเทพฯ เพื่อนบอกกลัวคนสุรินทร์ คนสุรินทร์เล่นของฯ) สุรินทร์ยังมีสิ่งสวยงามอีกมาก (คนในเมืองก็ขาวสวย วิวก็ยังมีธรรมชาติอีกตั้งเยอะ วัฒนธรรมก็มีเอกลักษณ์ ฯลฯ) ถ้าเรารู้จักมอง  รู้จักแสวงหาสิ่งสวยงาม (ทางที่ดี) ชีวิตคงมีความสุขนะค่ะ

ดีใจค่ะที่ได้คุยด้วย