ผมยอมรับว่าเป็นแฟนคนหนึ่งของละครเกาหลี ทางทีวีสีช่อง 3 (เย็นวันเสาร์-อาทิตย์) แต่ก็เลือกดูเฉพาะเรื่องที่ให้คติสอนใจไม่ได้ดูไปหมดทุกเรื่องหรอก  เรื่องแรกที่ดูคือเรื่องแดจังกึม จอมนางแห่งวังหลวง  ดูเสร็จก็อยากแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคนอื่น เลยเขียนบทความเรื่อง “แดจังกึม : ละครสะท้อนปฏิรูปการศึกษาไทย” เขียนในช่วงที่มีการปฏิรูปการศึกษาใหม่ๆ  ตีพิมพ์ทั้งในหนังสือพิมพ์และวารสารหลายฉบับ ก็ได้รับการตอบสนองมีคนนำไปขยายผลกันมากพอควร
            หลังจากนั้นก็เขียนบทความทำนองนี้จากละครเกาหลีอีกสองเรื่องคือ “ละครคนดีที่โลกรอหมอโฮจุน : ช่วยปลุกจิตสำนึกคนที่จะเป็นหมอมืออาชีพ” และเรื่อง “ซอนต๊อก มหาราชินีสามแผ่นดิน : ละครสะท้อนจิตสำนึกของคนเป็นผู้นำ”
          จนมาถึงละครเกาหลีเรื่อง ทงอี จอมนางคู่บัลลังก์ซึ่งเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ผมชอบเป็นพิเศษ  อาจเรียกได้ว่าชอบกว่าเรื่องอื่นๆที่ผ่านมาก็คงไม่ผิดนัก  ยอมรับว่าคนเขียนเรื่องนี้เขาเก่งมากสามารถสร้างเรื่องที่ดูเผินๆเหมือนละครน้ำเน่า มีการอิจฉาริษยา ชิงดีชิงเด่นกันระหว่างตัวโกงกับนางเอก  ให้มาเป็นเรื่องที่มีสาระ ได้เห็นความรักอันบริสุทธิ์ที่แสนจะโรแมนติกโดยไม่มีชั้นวรรณะมากีดกั้น  ระหว่างพระราชา (พระเจ้าซุกจง) กับทงอี ที่เป็นชนชั้นต่ำ ซึ่งต่อมาได้เลื่อนตำแหน่งเป็นถึงพระสนมซุกบินได้เห็นการช่วงชิงไหวพริบกันระหว่างฝ่ายธรรมะและฝ่ายอธรรมที่หักล้างเชือดเฉือนกันด้วยปัญญาอย่างตื่นเต้นชวนให้ติดตามและคาดเดาได้ยาก
            จุดเด่นที่สุดของละครเรื่องนี้คือการสร้างให้นางเอก(ทงอี)เป็นทั้งคนดีและมีความฉลาดหลักแหลม หากเห็นใครถูกรังแกก็เข้าปกป้องช่วยเหลือ โดยอาศัยปัญญาที่ชาญฉลาด จริงใจ เกาะติด ไม่เกรงกลัวภัยอันตราย จนบรรลุผลสำเร็จ ซึ่งล้วนทำเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นทั้งสิ้น  ส่วนตัวอิจฉาคือพระสนมฮีบิน (อ๊กจอง) ก็ต่อสู้ช่วงชิงเพื่อให้ตนเองมีตำแหน่งและอำนาจสูงขึ้นด้วยการใช้ปัญญาและความสุขุมลุ่มลึกเข้าต่อสู้กับฝ่ายธรรมะ(ทงอี) ผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะหลายครั้งหลายครา  โดยไม่มีการตบตี กรีดร้องออกมานอกจอ  การแสดงความรู้สึกก็จะแสดงออกมาทางบุคลิก สีหน้า แววตา และคำพูดที่สั้นแต่กินใจและให้คติ ซึ่งยอมรับว่าดาราแต่ละคนแสดงได้เก่งมาก
           ต่างจากละครน้ำเน่าทั่วๆไปที่นางเอกต้องเป็นคนดี คนซื่อ แต่โง่สุดๆ เมื่อถูกเขาเอาเปรียบข่มเหงรังแกก็เอาแต่ร้องไห้ฟูมฟาย และยอมจำนนโดยไม่ลุกขึ้นสู้ ส่วนตัวร้ายก็ร้ายสุดๆแสดงออกทั้งกำลังทางกาย ตบตี กรี๊ดสนั่นจอ และใช้วาจาที่รุนแรง  ดูกี่เรื่องๆก็เป็นเช่นนั้น  
           จุดเด่นอีกประการหนึ่งของเรื่องนี้คือ การสร้างให้พระราชา(พระเจ้าซุกจง) เป็นกษัตริย์ที่ฉลาด มีจิตใจที่ดีงาม ไม่ถือเนื้อถือตัว รักและห่วงใยประชาชน การแสดงออกทั้งบุคลิกและหน้าตาดูน่ารักน่าเอ็นดูไปหมด  ยิ่งตอนแสดงบทเจ้าชู้กรุ้มกริ่มดูมีเสน่ห์มาก  ต่างจากหลายๆเรื่องที่เคยดูมา จะเห็นแต่พระราชาโง่และไม่ได้เรื่องแทบทั้งนั้น
         เกริ่นมาเช่นนี้ คนที่ยังไม่เคยดูก็คงนึกอยากดูขึ้นมาแล้วใช่ไหม  ก็ขอเท้าความเล่าเรื่องย่อๆพอสังเขปว่า  เรื่อง ทงอี จอมนางคู่บัลลังก์ เป็นเรื่องราวในสมัย ของ พระเจ้าซุกจง(พระเอก) ซึ่งเป็นพระราชาองค์ที่ 19 ที่มีความรักความผูกพันกับ ทงอี หรือพระสนมซุกบิน(นางเอก) ซึ่งเกิดมาในครอบครัวที่เป็นชนชั้นต่ำของสังคมโดยครอบครัวได้รับความไม่ยุติธรรมจากขุนนางฝ่ายใต้ที่ฉ้อฉล
บิดาของทงอีเลยจัดตั้งกลุ่มคอมเกและได้เป็นหัวหน้ากลุ่มเพื่อปกป้องตนเองจากการทำร้ายของกลุ่มขุนนางฝ่ายใต้  แต่ในที่สุดทั้งบิดาและพี่ชายก็ถูกขุนนางฝ่ายใต้สังหาร ทำให้กลุ่มคองเกล่มสลาย 
ทงอีจึงต้องหนีเอาชีวิตรอด จนได้เข้าไปเป็นนางรับใช้ในวัง และได้รู้จักกับพระราชา (พระเจ้าซุกจง) โดยที่ไม่รู้ว่านั่นคือพระราชา จนเกิดความรักกันขึ้น เมื่อมาเป็นนางรับใช้ ทงอีก็พยายามที่จะสืบคดีเพื่อคืนความยุติธรรมให้แก่บิดาและพี่ชายที่ถูกสังหารอย่างไม่เป็นธรรมและถูกโยนความผิดว่าเป็นผู้ก่อการร้าย
         จนกระทั่งเมื่อทงอีฉายแววความฉลาด แสดงความสามารถเป็นที่ประจักษ์จึงได้เข้าไปเป็นนางในฝ่ายตรวจการซึ่งมีหน้าที่ดูแลคดีในวังหลวง ภายหลังทงอีได้เลื่อนขั้นเป็นพระสนมซุกบิน แต่ก็ถูกพระสนมฮีบิน (อ๊กจอง) ที่มาจากชนชั้นต่ำเหมือนกัน แต่มีจิตใจใฝ่สูง ทะเยอทะยาน  มีความอิจฉาริษยาและวางแผนให้ร้ายทงอีมาตลอด  ทงอีจึงต้องอาศัยความดี และความสามารถในการคลี่คลายคดีเพื่อช่วยเหลือ ปกป้องทั้งพระมหากษัตริย์และคนดีให้รอดพ้นจากวิกฤติครั้งแล้วครั้งเล่า   ตอนจบของเรื่องจะเป็นเช่นไร  ธรรมะจะชนะอธรรมหรือไม่ โปรดติดตามกันต่อไป
         ละครเรื่องนี้ให้ข้อคิดที่ดีหลายอย่างจากตัวละครหลายๆตัว  แต่จุดเด่นของเรื่องเห็นจะเป็นการชิงเหลี่ยมชิงไหวพริบระหว่างฝ่ายอธรรม คือ พระสนมฮีบิน (อ๊กจอง)กับฝ่ายธรรมะคือ พระสนมซุกบิน(ทงอี) มีข้อคิดที่สามารถเปรียบเทียบได้บางตอน เช่น  พระสนมฮีบิน (อ๊กจอง) เมื่อถึงคราวอับจนจะเอาลูกซึ่งเป็นรัชทายาทมาปกป้องตนเอง  แต่พระสนมซุกบิน(ทงอี)เมื่อถึงคราวอับจนกลับเสียสละตนเองเพื่อปกป้องลูก ปกป้องพระมหากษัตริย์และพวกพ้อง
          พระสนมฮีบิน (อ๊กจอง)เคยกล่าวประโยคหนึ่งว่า “คนซื่อตรงจะประสบผลสำเร็จยาก  แต่คนแสร้งทำซื่อตรงจะประสบผลสำเร็จได้ไวกว่า”  ทำให้คิดถึงคนในยุคปัจจุบันที่ยังมีความคิดเช่นเดียวกับพระสนมฮีบิน (อ๊กจอง)อยู่เป็นจำนวนไม่น้อย
            พระสนมฮีบิน (อ๊กจอง)ที่มาจากชนชั้นต่ำเหมือนกัน แต่เมื่ออยู่ในตำแหน่งที่สูงกลับทำทุกอย่างเพื่อตนเอง และทำร้ายคนที่ขัดขวาง ขณะที่พระสนมซุกบิน(ทงอี)กลับพยายามสร้างโอกาสเพื่อปกป้องช่วยเหลือคนจน  แม้เคยถูกทำร้ายแต่ก็ให้อภัยทุกคน และเมื่อมีลูกจึงเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่ลูก  ทำให้ลูกได้ซึมซับความเก่งและความดี ซึ่งเป็นบทพิสูจน์ให้เห็นว่า คนที่รู้จักคำว่า “พอ” ไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง คิดแต่จะให้ความสุขแก่ผู้อื่น ก็จะได้รับความรักความจริงใจและพบแต่ความสุขอย่างแท้จริง
           ผมหวังลึกๆว่าทงอีในละครเรื่องนี้น่าจะเป็นเป็นแบบอย่างหรือเป็นไอดอล(Idol)ให้แก่สตรีในยุคใหม่ ที่จะต้องเป็นทั้งคนเก่งและคนดีที่มีคุณค่าและเป็นผู้นำในสังคมประเทศชาติของเราสืบไป