GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

พ่อผู้เคร่งเครียด

พักเรื่องงานหันมาพูดเรื่องครอบครัว

สวัสดีครับทุกคน

       ผมไม่ได้เข้ามาเขียนบล็อกเสียนานหลายวัน แต่ก็ยังติดตามข่าวสารและอ่านบล็อกของทุกคนอยู่นะครับ วันนี้ผมว่าจะขออยุดเขียนเรื่องงานสักวันมาเขียนประสบการณ์เรื่องใกล้ๆตัวเกี่ยวกับการเลี้ยงลูกซึ่งเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์

        ผมไม่ทราบว่าครอบครัวไหนมีประสบการณ์เหมือนผมไม๊ ถ้ามีก็มาแลกเปลี่ยนกันบ้างนะครับ เรื่องของเรื่องคือ เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาผมไปเดินตลาดและเห็นกบเหลาดินสอเป็นรูปถ้วยชนิดที่มีฝาปิด คือเมื่อเหลาดินสอแล้วเศษของดินสอจะไม่หกเลอะเปรอะเปื้อน ก็ด้วยความหวังว่าลูกคงจะดีใจที่พ่อซื้อกบให้ ซึ่งเค้าก็ดีใจจริงๆครับ ตอนเย็นพอไปรับลูกที่โรงเรียนปรากฏว่า ตัวกบไปทางฝากบไปอีกทางเพราะคุณเพื่อนคุณลูกเอากบไปเตะกระเด็นหายไป คุณพ่อผู้ใจดีเปลี่ยนสวมวิญญาณคุณพ่อผู้ใจร้ายทันที ถามว่าทำไมหนูถึงไม่ดูแลข้าวของของตนเองให้เพื่อเอากบซึ่งพ่อเพิ่งซื้อมาใหม่เมื่อเช้าไปเตะเล่นหนูไปหากลับมาให้ได้นะ เจ้าลูกชายผมก็เดินเซื่องๆ วนรอบๆห้องทำเป็นหากบ แต่รู้อยู่แล้ว่าหาไม่ได้แน่นอน เจ้าลูกชายของผมเวลาไปโรงเรียนเค้าจะเป็นคนที่ไม่ค่อยรับผิดชอบข้าวของของตนเอง หายทุกวัน สีไม้ 12 แท่ง แค่สามวันผ่านไปเหลือไม่ถึง สามแท่ง ยางลบอยู่ได้ไม่เกินสองวัน ดินสอ หายทุกวัน ซื้อกบตัวใหญ่ๆ ให้มาโรงเรียน พังไปสองตัว ผมละจนปัญญาที่จะดัดนิสัยของลูกชาย ถามพักพวกเพื่อนฝูงก็ได้ความว่าลูกเค้าก็เป็นเช่นนี้ ผมก็นึกทบทวนไปในสมัยเมื่อเราวัยเด็ก ก็จำไม่ได้ว่าเราเป็นอย่างนี้หรือปล่าว สงสัยต้องโทรไปถามย่าของลูกชายแล้วว่าพ่อเค้าเป็นอย่างนี้มั้ย

        ภรรยาผมเค้าไปรับลูกอีกสองสามวันต่อมาทราบว่าคุณครูบ่นว่า ดูเหมือนคุณพ่อเค้าค่อนข้างจะเป็นคนเคร่งเครียดจังเลยนะคะ ผมก็เลยมาคิดว่าเอ! นี่เราเป็นคนเคร่งเครียดในเรื่องระเบียบวินัยของลูกมากเกินไปหรือปล่าว แล้วครอบครัวอื่นๆ เค้ามีวิธีการสอนลูกเหมือนกับครอบครัวเรามั้ย จิตวิทยาการศึกษา จิตวิทยาเด็ก ที่อุตส่าเรียนมาจนถึงระดับนี้ เหมือนเราจะสอนกับนิสิต บอกเค้าอย่างเหมือนกับเรารู้จริง แต่พอมาเจอกับลูกเราเองมันไม่เห็นจะเหมือนอย่างในทฤษฎีเลย บางครั้งเสียอีกที่ทฤษฎีการวางเงื่อนไขที่เราเรียนมากับถูกเด็กๆ วางเงื่อนไขกับเราเสียเอง สองสามวันนี้ผมเลยต้องกลับมานั่งทบทวนตัวเองว่า เราเป็น "พ่อผู้เคร่งเครียดหรือปล่าวหนอ"

                                  

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

คำสำคัญ (keywords): การจัดการความรู้
หมายเลขบันทึก: 4620
เขียน:
แก้ไข:
ความเห็น: 16
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น(16)

เด็กซนมักจะเป็นเด็กฉลาดครับ ต้องหาวิธีที่จะส่งเสริมศักยภาพเขา ให้ถูกจริตกับแต่ละคน คงแนะนำได้เท่านี้ เพราะประสบการณ์น้อย มีลูกแค่คนเดียว ตอนนี้โต อายุ 23 ปี จึงลืมหมดแล้ว ถึงจำได้ก็ไม่ทันสมัย ขอให้โชคดี ความจริงผมก็เห็นว่าอาจารย์มีความสุขดี ไม่ได้เคร่งเครียดอย่างที่เค้าพูดสักหน่อย

ลองวิธีนี้มั้ยคะอาจารย์  บางครั้งอะไรที่ได้มาง่ายๆลูกอาจจะลืมนึกถึงคุณค่า เมื่อลูกมีความจำเป็นหรืออยากได้อะไรใหม่ๆ ให้เอาเงินจากที่เขาเก็บได้หรือหาจากน้ำพักน้ำแรงของตัวเองมาซื้อ อาจจะทำให้ลูกมีความรู้สึกถึงความเป็นเจ้าของและก็ทั้งรักและเสียดายถ้ามีใครคิดจะทำลายของของเขา (และแล้วอาจารย์อาจจะถูกคุณครูเชิญไปพบ และบอกว่าลูกคุณต่อยเพื่อนที่เอายางลบเขาไปแล้วไม่คืน  ฮิ..ฮิ...พูดเล่นคะ)

โชคดีนะคะ ..............อย่าลืมว่าการเลี้ยงลูกเป็นศิลปชั้นสุดยอดเลยหละคะ  ต้องใช้ยิ่งกว่า 100 เล่มเกวียนอีกนะคะ

จากประสบการณ์ของคนที่ยังไม่มีลูก --->  เห็นด้วยกับคุณแอ๋มนะคะ  ว่าของที่ได้มาง่ายเด็กอาจลืมนึกถึงคุณค่า  บางครอบครัวใช้วิธีถ้าลูกต้องการอะไรก็จะออกเงินให้ครึ่งนึง  อีกครึ่งจะให้ลูกเก็บสะสมเพื่อนำมารวมแล้วซื้อของที่เค้าอยากได้  และที่สำคัญอาจเป็นเพราะเค้าเป็นเด็กผู้ชายนะคะจึงทำให้มีความรับผิดชอบในการรักษาของน้อยกว่าเด็กผู้หญิงไปนิด  งั้นขอแอบแนะนำอาจารย์ว่าลองมี "ลูกสาว" อีกซักคนเผื่อพี่พี่จะได้ซึมซับความเรียบร้อยของน้องสาวบ้างนะคะ

อาจารย์ค่ะลูกของดิฉันก็เหมือนกันกับลูกอาจาย์เลยค่ะ  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสี เรื่องดินสอ ยางลบ เด็กช่วงวัยนี้จะเชื่อฟังครูมากดิฉันจะใช้วิธีการไปแอบกระซิบ หรือคุยกับคุณครูที่โรงเรียนว่าอยู่ที่บ้าน มีลักษณะไม่พึงประสงค์อย่างไร เช่น เก็บของไม่เป็นที่ ไม่เป็นระเบียบ ฯลฯ แล้วคุณครูจะเรียกไปคุยด้วยโดยคุณครูจะมีวิธีการของเค้า ที่สามารถทำให้เด็กเชื่อและปฏิบัติตามได้เป็นอย่างดี แต่ต้องให้คุณครูคอยกระตุ้นบ่อย ๆ แล้วจะดีขึ้น โดยผู้ปกครองกับคุณครูต้องร่วมมือซึ่งกันและกัน

ผมยังไม่มีลูกอะครับ แต่ถ้ามีทำหายแบบนี้พ่อตบคว่ำ เจอเบิ้ดกะดโหลกทันที เอ้อ ของยิ่งแพงๆ ขออนุญาติแนะนำให้ อ.หักดินสอ 1 แท่ง ออกเป็น 2 ส่วน เหลาหัว-ท้าย เท่านี้ก็มีดินสอเพิ่มแล้ว อุปกรณ์การเรียนทุกอย่าง หาร 2 ไปเลยครับ เพิ่มมูลค่าไปเลย 

คุณพ่อผู้น่ารักตะหาก

คุณพ่อผู้เรียนรู้จากการปฏิบัติจริง กับคุณครูตัวน้อย

 

      ผมได้อ่านข้อความข้อเสนอแนะแล้วครับ ต้องขอขอบคุณทุกท่านเลยนะครับ เมื่อวันก่อนหลังจากเลิกงานผมแวะไปรับลูกที่ห้องเรียน คุณครูประจำชั้นเค้ารีบทักว่าวันนี้จาว่าไม่มียางลบมา ผมก็จำได้ว่าคุณครูเค้าบอกว่าจะช่วยดูแลให้ว่าจาว่ามีของใช้อะไรมาบ้าง ก็เลยนึกว่าคุณครูเค้าคงช่วยตรวจดูข้าวของของลูกชายผมแต่ปรากฎว่าคุณครูเค้าชี้ให้ดูที่กระดานดำบอกว่าต้องใช้วิธีนี้ คือตอนเช้ามาให้ลูกชายผมเอาสิ่งของที่มีในกระเป๋ามาแสดง และตอนเย็นก่อนกลับบ้านให้ตรวจว่าครบไหม ผมไม่รู้ว่าคุณครูเค้าเขียนไว้บนกระดานดำตั้งแต่เมื่อไร แต่นึกในใจว่า เอ! หรือว่าคุณครูเค้าทำประชดเรานะ แต่ผมก็เห็นว่าน่ารักดี เลยถ่ายรูปเอาไว้ นอกจากพ่อแม่ผู้ปกครอง แล้วคุณครูเค้าก็ช่วยอีกแรงในการที่จะช่วยปรับปรุงนิสัยของเด็กๆ ให้ดีขึ้น ผมไม่รู้ว่าพ่อแม่ผู้ปกครองท่านอื่นๆ เคยมีประสบการณ์แปลกๆ แบบนี้เกิดขึ้นกับครอบครัวท่านบ้างไหม มาเล่าสูกันฟังบ้างนะครับ ผมว่าเป็นประสบการณ์ที่น่ารักดี

 

  คุณย่าเล่าความ     : ย้อนหลังเมื่อ 30 ปีที่ผ่านมา  อ. หนึ่งเองก็เป็นลูกของครูประชาบาล  ณ ท้องทุ่งหนองซ้ำซาก  ซึ่งแม่และพ่อนั้น ก็เป็นเพียงข้าราชการชั้นผู้น้อยในท้องถิ่นชายทะเล  ซึ่งจะต้องมีภาระเลี้ยงดู อ.หนึ่งและน้อง ๆ  จึงมิได้มีกำลังทรัพย์มากพอที่จะซื้อกบเหลาดินสอตัวใหญ่ ๆ เหมือนที่จาว่าเอาไปเตะเล่นกับเพื่อนได้  อาจจะมีเพียงบางครั้งที่พ่อแอบซุกซ่อนนำกบเหลาดินสอตัวใหญ่ มาจากที่ทำงานเพื่อนำกลับมาเหลาดินสอให้ลูก ๆ และเพื่อสร้างความตื่นเต้น ตื่นตาให้กับลูก ๆเพียงชัวคืนและก็นำกลับคืนที่ทำงานไป   แม่จึงขอทบทวนความจำของ อ. หนึ่ง ว่ากบเหลาดินสอประจำบ้าน  ก็คือมีดที่อยู่ในครัวซึ่งบางคร้งก็ใช้หั่นหมูด้วยเช่นกัน

ข้อแนะนำจากคุณย่า :  สร้างสำนึกรัก ขอให้ใช้วิธีเดียวกับตอนเด็ก ๆ ที่ อ. หนึ่ง ทำอยากได้รถยนต์เด็กเล่นคันแรก (สีฟ้า) ก็เก็บออมเงินค่าขนมเอง 

ขอบคุณครับแม่ หรือคุณย่าของหลานจาว่า จาเป่า ยังจำได้ว่ารถคันนั้นเป็นรถหวอตำรวจ มีไซเลนสีฟ้า ใช้รีโมทแบบมีสาย ราคา 80 บาทซึ่งกว่าจะซื้อได้เก็บเงินอยู่นานมาก แล้วตอนที่ไปซื้อก็ต้องรอให้มีงานประจำปีของจังหวัดชลบุรีซึ่งหนึ่งปีจะมีหนเดียวสมัยก่อนไม่มีห้างสรรพสินค้าให้เดินเลือกซื้อสินค้าของเล่นได้เหมือนสมัยนี้ จำได้ว่ากว่าจะควักเงินจากกระเป๋าซื้อของเล่นชิ้นนี้ได้มันแสนจะเสียดาย เมื่อได้ของเล่นมาก็จาเห่อนำมาเล่น พอเล่นเสร็จก็จะแพ็คเข้ากล่องเหมือนเดิมแล้วก็เก็บเข้าตู้โชว์ (ตู้ไม้โบราณ)ค่อยๆ ถนุถนอมกลัวพัง

อ้อลืมไป อยากจะบอกว่ารักแม่มากครับ

ขอบคุณครับแม่ หรือคุณย่าของหลานจาว่า จาเป่า ยังจำได้ว่ารถคันนั้นเป็นรถหวอตำรวจ มีไซเลนสีฟ้า ใช้รีโมทแบบมีสาย ราคา 80 บาทซึ่งกว่าจะซื้อได้เก็บเงินอยู่นานมาก แล้วตอนที่ไปซื้อก็ต้องรอให้มีงานประจำปีของจังหวัดชลบุรีซึ่งหนึ่งปีจะมีหนเดียวสมัยก่อนไม่มีห้างสรรพสินค้าให้เดินเลือกซื้อสินค้าของเล่นได้เหมือนสมัยนี้ จำได้ว่ากว่าจะควักเงินจากกระเป๋าซื้อของเล่นชิ้นนี้ได้มันแสนจะเสียดาย เมื่อได้ของเล่นมาก็จาเห่อนำมาเล่น พอเล่นเสร็จก็จะแพ็คเข้ากล่องเหมือนเดิมแล้วก็เก็บเข้าตู้โชว์ (ตู้ไม้โบราณ)ค่อยๆ ถนุถนอมกลัวพัง

อ้อลืมไป อยากจะบอกว่ารักแม่มากครับ

 

ไม่มีประสบการณ์ค่ะ..ยังมิได้แต่งงานและยังมิมีลูกค่ะ...อิอิ...แต่จะอ่านเอาไว้เป็นประสบการณ์ เผื่ออนาคต(รอให้ 30 ก่อนจ๊ะ) ไม่แน่อาจมีลูกก็ได้ อิอิ....แล้วจะลองนำวิธีที่พี่ ๆ บอกไปลองใช้จ้า...

จาก..คนสวย ป.โท เทคโน (ภาคปกติ)

ไม่ได้มาร่วมแสดงความคิดเห็นนะคะเพราะว่าเขายังไม่โตพอขนาดนั้น  แต่อยากถามอาจารย์กลับค่ะว่า  ทำอย่างไรให้ลูกรักการอ่านหนังสือค่ะ ตอนนี้11 เดือนค่ะ แต่ก่อนตอนพึ่งนั่งได้ก็จะเอาหนังสือการ์ตูนแล้วเล่าเรื่องให้เขา เดี๋ยวนี้ไม่เอาเลยไม่นิ่งไม่ดูแล้วค่ะ

ตอบคำถามคุณ Nayong 
     เป็นคำถามที่น่าคิดมากครับทำยังไงให้ลูกรักการอ่านหนังสือได้ ลูกผมคนโตน้องจาว่า อายุ 8 ขวบ อยู่ ป.2 ผมไม่ห่วงเค้าเรื่องการอ่านหนังสือแล้วครับเพราะเค้ารักการอ่านแล้วครับ ส่วนคนเล็กน้องจาเป่า 5 ขวบ อยู่อนุบาล 3 เมื่อก่อนก็เป็นกังวลครับว่าเค้าไม่สนใจอะไรเลยเหมือนจะขี้เกียจ และไม่สนใจการอ่าน แต่ตอนนี้ก็เปลี่ยนไปแล้วครับ เค้าเริ่มจะสนใจการอ่าน และเค้ามีความภูมิใจที่เค้าอ่านได้แล้วครับ

       ตอนเล็กๆ น้องจาว่าเค้าเขียนหนังสือไม่สวยครับ จำได้ตอนเข้าอนุบาล 1 คุณครูเค้าพยายามจะสอนให้เขียนหนังสือ แต่มือเค้ายังจับดินสอไม่ถนัดเลยครับ ผมก็เลยให้เค้าเขียนตามความสามารถเค้าครับโดยเขียนเย้ เกอย่างไรก็ปล่อยเค้าไปให้คุณครูได้เห็นความจริง แต่ผมก็ใช้วิธีไปซื้อสมุดวาดเขียนมาระบายสี ตอนแรกก็ให้ระบายไปเรื่อยเปื่อยไม่ได้สนใจ พ่อช่วยบ้าง แม่ช่วยบ้าง ยายช่วยบ้าง มันกันไปทั้งครอบครัว ส่วนใหญ่สมุดระบายสีจะเป็นอุลตร้าแมนครับ เพราะเค้าชอบดูเป็นชีวิตจิตใจ แล้วพอต่อมาเค้าจะชอบวาดรูป ตอนแรกๆ เค้าวาดไม่ได้เค้าก็จะเคี่ยวเข็ญให้พ่อวาด พ่อก็ใช้วิธีเอากระดาษมาทาบแล้ววาดตามรูปที่เห็นลางๆ ที่บ้านผมจะมีบอร์ดสำหรับติดรูปครับ พอเค้าวาดรูปเสร็จเราก็เอาไปติดที่บอร์ดครับ 

     ผมก็ไม่แน่ใจครับว่าลูกผมเริ่มรักการอ่านตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่ที่สำคัญครับพ่อแม่ต้องเป็นตัวอย่างให้ ตอนที่เค้ายังอ่านไม่ได้ผมก็จะใช้วิธีอ่านให้เค้าฟัง แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะบ่อยมาก คงหลายๆ สาเหตุด้วยครับ แต่ผมจะพาเค้าไปร้านหนังสือครับ ร้านประจำที่ไปก็คือร้านหนังสือที่โลตัส บ่อยที่สุด รองลงไปคือเสียงทิพย์ พอเค้าเข้าไปที่มุมหนังสือของเด็ก แล้วเค้าจะจมอยู่ตรงนั้นเลยครับ ทิ้งไว้เป็นชั่วโมงๆ ก็ได้ ส่วนพ่อก็จะไปมุมคอมพวิเตอร์ต่างคนต่างไป พอได้เวลาจ่ายตังค์เค้าก็จะมาตามครับ เราก็ดูหน่อยว่าเค้าเลือกอะไรมา ส่วนใหญ่ก็ไม่พ้นอุลตร้าแมนกับไดโนเสาร์ครับ ตอนนี้เค้าเปลี่ยนมาอ่านหนังสือผีเล่มละ 5 บาท อ่านได้ทั้งวี่ทั้งวัน ตอนแรกผมก็กลัวครับว่าเค้าจะมีอะไรที่แปลกๆ กลัวเค้าอ่านแล้วเค้าจะกลัวผี ปกติเค้าจะเป็นคนกลัวผีครับ เข้าห้องน้ำก็ไม่ได้กลัว แต่กลัวก็ยังอ่าน ที่บ้านนี้ฝ่ายภรรยาผม เค้ากลัวผีกันทั้งบ้าน ยกเว้นพ่อ แต่ปรากฎว่าการอ่านหนังสือผีกลับกลายเป็นการพัฒนาการใช้ภาษาไทยของลูกผมได้อย่างดีมาก คำยากๆ ที่น่าจะสะกดผิด เช่น คำว่า "ฆาตรกรรม " "มหันตภัย" น้องจาว่าเค้าเขียนได้สบายมากเลยครับ ผมก็เลยนึกถึงคำพูดเพื่อนที่บอกว่า หนังสืออะไรก็ได้ที่เค้าชอบอ่าน เหมาะสมกันวัยของเค้า ให้เค้าอ่านเถอะครับ ผมรู้ว่าลูกผมชอบเรื่องผจญภัย ผีๆ สางๆ ผมก็เลยซื้อหนังสือเพชรพระอุมามาให้เค้าครับ

   เรื่องรักการอ่านนี่ผมว่าหัดกันได้ครับ ผมเคยไปประเมินภายนอก โรงเรียนแถวพิจิตร มีโรงเรียนที่มีสภาพแวดล้อมคล้ายๆกันอยู่สองโรงเรียน คืออยู่ห่างไกล ครูขาดแคลน เวลาหน้าน้ำ ทางขาดเข้าโรงเรียนไม่ได้ ครอบครัวชุมชนยากจน อาชีพทำนาเป็นส่วนใหญ่ แต่โรงเรียนหนึ่ง ผอ.เป็นคนหนุ่มไฟแรง จบปริญญาโท เค้าเห็นความสำคัญของห้องสมุดกับไอที ส่วนอีกโรงเรียนหนึ่ง ผอ.มีปัญหาถูกจับย้ายมาดองเค็มที่โรงเรียนนี้ เห็นได้เลยครับว่าการที่มีผู้นำต่างกัน นี่ส่งผลต่อนักเรียนอย่างมาก โรงเรียที่มี ผอ.เห็นความสำคัญของการอ่าน น่าแปลกมาก คือไม่ว่าจะว่าง หรือ เมื่อมีเวลา พักกลางวัน ก่อนกลับบ้าน เด็กโรงเรียนนี้จะหยิบหนังสือมาอ่าน และเด็กอ่านหนังสือได้ดี และไม่ใช่ว่าเด็กเสแสร้งทำเพื่อให้คณะกรรมการเห็น แต่เมื่อสอบถามชาวบ้าน ชาวบ้านก็พูดตรงกันว่าเป็นเช่นนั้น ส่วนอีกโรงเรียนหนึ่งนี่เด็กไม่สนใจเลย ผมไปดูห้องสมุดก็พบว่าห้องสมุดไม่มีบรรยากาศที่จะทำให้นักเรียนอยากเข้ามาอ่านหนังสือเลยครับ ตอนก่อนผมจะกลับ จำได้ว่าโรงเรียนที่ ผอ.หนุ่มไฟแรง ร่วมกับชาวบ้านร่วมกันหารายได้เพื่อจะทำห้องสมุดไอที ผมว่า ผอ.คนนี้เค้ามองการไกลมากครับ ดังนั้นผมว่าการพัฒนาให้เด็กรักการอ่านนี่สามารถทำได้ครับ ถ้าเรามีความตั้งใจจริง

แอบเข้ามาอ่าน บล็อคของ อ.หนึ่งค่ะ มาจากถิ่นดินแดนที่ราบสูงแต่บังเอิญได้มาเจอบล็อคที่มีประโยชน์และความรู้มากมาย รู้สึกชื่นชอบและชื่นชมชาวมน.จริงๆที่มีการ แลกเปลี่ยนเรียนรู้กันอย่างแท้จริง แล้วจะเข้ามาอ่านบ่อยๆค่ะ

เป็นเรื่องปกติของ "เด็ก" ค่ะ ลูกสาวทั้งสองของดิฉันก็เป็นอย่างนี้  แต่ดิฉันใช้วิธีลดความรุนแรงของปัญหาดังนี้ค่ะ
1. ให้ลูกไปเลือกหา(ซื้อ)อุปกรณ์การเรียนด้วยกันค่ะ ให้ลูกตัดสินใจเลือกด้วยตนเอง แต่คุณแม่เป็นคนจ่ายเงินให้
2. เวลาช่วยกันเลือกซื้อ เราก็สอนไปพลางค่ะ ให้คิดให้ครบทุกด้าน เช่น อันนี้ดีที่สุด ดีจริงๆ แต่แพงเนาะ ถ้าลูกอยากได้อันนี้ก็ต้องรักษาให้ดีสมกับราคาที่ซื้อมานะ แต่ถ้าลูกไม่แน่ใจว่าจะรักษาได้ ก็เลือกอันที่พอสมควรแก่การใช้งานก่อน แล้วหัดรักษาของให้ได้ คราวหน้าเราค่อยมาซื้อของดีๆก็แล้วกัน แล้วปล่อยให้ลูกเป็นคนตัดสินใจค่ะ
3. ถ้าของลูกหาย เพราะรักษาไว้ไม่ดี ไม่เป็นไรค่ะ พาไปซื้อใหม่ทำเหมือนข้อ 1 และ 2 ซ้ำไปเรื่อยๆ แล้ว อ.หนึ่ง จะพบว่าเหตุการณ์เหล่านี้ ค่อยๆลดลง ลดลง ดิฉันเคยถามลูกสาวว่า ทำไมของไม่ค่อยหายแล้วล่ะ ลูกตอบว่า เขารักของของเขา และเสียดายตังค์ของคุณแม่ค่ะ
   ดิฉันอาจจะคิดไม่เหมือนคนอื่น ว่าลูกดูแลรักษาของได้ดีขึ้น เพราะ ของนั้นได้มาด้วยความรัก ไม่ใช่ได้มาด้วยความยากลำบาก(เช่นต้องเก็บเงินซื้อเอง) เดี๋ยวนี้ลูกคนโตอายุ 13 คนเล็กอายุ 11 ทั้งสองคนรับผิดชอบตัวเองและทรัพย์สินได้ดีพอสมควร เท่าที่เด็กในวัยของเขาพึงจะทำได้ค่ะ
   เป็นการ ลปรร.นะคะ
  • ขอบคุณ พี่เม่ยมากนะครับ สำหรับคำแนะนำ ผมจะลองไปปฏิบัติดูนะครับ