“มังกรคู่สู้สิบทิศ” วิถีสู่จอมคน

ภาวะลืมเลือนดาบจึงไม่ใช่วิถีของผู้อ่อนแอ หากทว่าต้องผ่านห้วงความเป็นความตายของการต่อสู้ช่วงชิง จวบจนได้รับดาบแล้ว จึงจะสามารถยกระดับไปสู่การปล่อยวางดาบได้

โดย เจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์

 

 

 

นวนิยายเรื่องเล่า ย่อมมอบสีสันและสัจธรรมที่มนุษย์ไม่อาจแสวงหาได้จากห้วงชีวิตประจำวันซ้ำซาก

 

“มังกรคู่สู้สิบทิศ”
ผลงานสร้างสรรค์ของปรมาจารย์หวงอี้
ที่ไม่เพียงหลอมรวมวิถีกระบี่เข้ากับปรัชญาหลักธรรมลึกซึ้ง
ผนวกประวัติศาสตร์จีนนับพันปีเข้ากับกลยุทธ์ช่วงชิงความเป็นใหญ่ หากทว่า
ในท่ามกลางสมรภูมิการต่อสู้ที่แล้งน้ำใจ
มนุษย์ก็ยังไม่อาจตัดรอนสายใยแห่งความรักได้ตลอดกาล

 

 

1. แสวงหาวิถีที่แตกต่าง พลิกแพลงทัพพิสดารเข้าช่วงชิง

 

“โคว่จง” ตัวละครเอกของเรื่องนี้
เริ่มสร้างเนื้อสร้างตัวด้วยเคล็ดวิชาอมตะและพิชัยสงครามของหลู่เมี่ยวจื่อ
ที่ได้รับมาอย่างฟ้าประทาน หลังจากนั้น เส้นทางของโคว่จงก็ไม่เคยเรียบง่าย
เต็มด้วยความเสียเปรียบนานัปการของผู้มาทีหลัง
ความวุ่นวายของประวัติศาสตร์จีนปลายสมัยราชวงศ์สุย (ค.ศ. 581-618)
แม้จะเปิดโอกาสให้ขุมกำลังมากมายได้ผุดขึ้น
หากทว่าโคว่จงเริ่มต้นช้าไปหลายสิบก้าว
จึงแทบไม่เหลือที่ว่างใดให้ยืนหยัดทรงกาย

 

การต่อสู้ของโคว่จง
จึงต้องเริ่มต้นจากการกล้าคิดและกล้าทำให้แตกต่างจากผู้ยิ่งใหญ่ที่ดรอบครอง
พื้นที่อยู่เดิม ในขณะที่ตู้ฝูเว่ยรักใคร่เอ็นดูจะยกกองทัพให้ดูแล
โคว่จงกลับตอบปฏิเสธเพราะปรารถนาจะเสกสร้างขุมกำลังด้วยสองมือตน
ในขณะที่สถานการณ์เมืองจิ้งหลิงปรากฎเค้าลางพ่ายแพ้อเนจอนาถ
โคว่จงกลับตัดสินใจเข้าเสี่ยงสู้
ทั้งที่ตนเองเพียงแค่เดินทางมาสืบข่าวและมีโอกาสหลบรอดได้สบายตัว

 

ความพ่ายแพ้ยับเยินกระทั่งเกือบจะทิ้งชีวิตไป แม้ดูไร้ค่าเปลืองเปล่า
หากสิ่งที่โคว่จงได้รับคือ
ประสบการณ์เคี่ยวกรำที่หาได้ยากยิ่งในภาวะสุขสบาย
ยังไม่นับการช่วยเหลือราษฎรที่ไม่รู้เรื่องราวได้มีเวลาหลบหนีไปสู่สถานที่
ปลอดภัย
ยกระดับชื่อเสียงของโคว่จงให้เป็นที่นับถือจากผู้เก่งกล้าทั่วทุกสารทิศ
ซึ่งย่อมสะสมเป็นทุนรอนในการสร้างสรรค์กิจการใหญ่ต่อไป

 

หากไม่บีบคั้นตัวเองเข้าสู่ห้วงความเป็นตาย ไยจะสามารถยกระดับขึ้นสู่ขีดขั้นแห่งจอมคนได้

 

ในการเผชิญหน้ากับกองทัพของหลี่มี่ผู้เกรียงไกรหรือแม้แต่หลี่ซื่อหมิ
นที่ไร้พ่าย โคว่จงยังคงรักษาแบบฉบับแห่งการค้นหาโอกาส “รุก”
แม้จะมีช่องว่างให้ฉกฉวยเพียงน้อยนิดและไม่คุ้มค่ากับการลงทุนลงแรงก็ตาม
หากทว่าการตัดสินใจของโคว่จงได้ผ่านการไตร่ตรองสถานการณ์มาแล้วอย่างรอบด้าน

การเสี่ยงเดินหมากพิสดารจึงกระทำในสภาพการณ์หรือห้วงเวลาที่ศัตรูคาดคิดไม่
ถึงเท่านั้น

 

หลังจากสร้างชื่อเสียงจนกระทั่งเริ่มมีสถานะทางสังคม
โคว่จงย่อมสามารถถอนตัวจากการช่วงชิงได้ในเมื่อสถานการณ์ไม่เอื้ออำนวยอีก
ต่อไป ท่ามกลางปมขัดแย้งทางความคิดกับฉีจื่อหลิงเพื่อนรักที่ไว้วางใจที่สุด

ความเมินเฉยเย็นชาจากผู้นำฝ่ายธรรมะที่ตัดสินใจสนับสนุนหลี่ซื่อหมินขึ้น
เป็นฮ่องเต้องค์ต่อไป แม้กระทั่งซ่งอี้จื้อหญิงคนรักก็ยังเอ่ยปากตัดรอน
หากทว่า โคว่จงคงยืนหยัดทำสงครามต่อไปด้วยแบบฉบับเหตุผลเฉพาะตัว

 

“โดนเด่นและแตกต่าง” ไม่มีวันสร้างสรรค์ขึ้นได้ในระดับความคิด
ที่แม้จะจินตนาการได้เลิศหรูปานใด
สุดท้ายเมื่อสภาพแวดล้อมไม่เป็นใจก็ย่อมค้นพบเหตุผลดีงามมากมายในการบอกตัว
เองให้ถอนตัวล่าถอย หากทว่าสัญชาติญาณแห่งการดิ้นรนต่อสู้เท่านั้น
จึงจะทำให้ความแตกต่างปรากฏเป็นจริงได้
แม้แต่ผู้ที่อ่อนด้อยจินตนาการที่สุด
ก็จะถูกแรงบีบคั้นแห่งสนามรบที่โหดร้าย
รีดเร้นความคิดสร้างสรรค์ออกมาอย่างไร้ปราณี

 

วิถีสู่จอมคน
จึงเป็นชีวิตที่โหดเหี้ยมตรากตรำแตกต่างจากวิถีแห่งคนธรรมดาทั่วไป
เพราะถึงที่สุดแล้วมนุษย์ย่อมยินดีที่จะเลือกคิดเลือกทำเหมือนเหมือนกัน
เลือกความง่ายละทิ้งความยาก เลือกสงบละทิ้งวุ่นวาย
ในช่วงเวลาหนึ่งเราอาจกล้าบ้าบิ่นที่จะแหวกแนวแหกขนบ
หากทว่าเมื่อเริ่มประสบความสำเร็จและสุขสบายแล้ว
ใครเล่าจะยินดีเสี่ยงชีวิตและคิดทำอย่างแตกต่างอีกต่อไป

 

2. นอกจากดาบแล้ว ไม่มีวัตถุธาตุอื่นใดอีก

 

วิถีของโคว่จงย่อมแตกต่างจากหลี่ซื่อหมินราวฟ้ากับเหวลึก
ฝ่ายหนึ่งยากไร้ไปทุกสิ่ง ฝ่ายหนึ่งสมบูรณ์พร้อมไปทุกอย่าง
หากทว่าโคว่จงยังคงหาญท้าสู้กับหลี่ซื่อหมินได้
เพียงเพราะความกล้าหาญที่จะเดิมพันชีวิตเข้าไปในวิถีที่แตกต่างเท่านั้น

 

ในช่วงเริ่มก่อร่างสร้างกิจการที่ไม่มีสิ่งใดให้สูญเสียมากมายนัก
การรุกรับโดยวิธีพิสดารของโคว่จงย่อมเป็นกลยุทธ์ชั้นเลิศ
ที่แม้จะผิดพลาดล้มเหลวก็ย่อมได้รับประสบการณ์สั่งสมเพิ่มพูน
หากทว่าเมื่อขุมกำลังเริ่มเติบใหญ่ขึ้นแล้ว
โคว่จงกลับติดกับดักนิสัยเดิมที่คุ้นชิน นั่นคือ
การเสี่ยงภัยเข้าช่วยเหลือหวังซื่อชงกอบกู้เมืองลั่วหยาง
แทนที่จะช่วงชิงเวลาในการบำรุงเลี้ยงกองกำลังขุนพลน้อยให้เติบโตกร้าวแกร่ง
เพื่อรับมือศึกใหญ่กับหลื่ซื่อหมินในวันข้างหน้า

 

เหตุผลที่ว่ากองทัพของตนยังเล็กจ้อยเกินไปย่อมฟังไม่ขึ้น
เพราะโคว่จงมีเวลาเตรียมการอีกหลายเดือน หากเป็นคนอื่นก็คงไม่เพียงพอ
สำหรับโคว่จงที่มีความคิดพลิกแพลงไม่สิ้นสุด
มีผู้หลักผู้ใหญ่และเพื่อนฝูงที่เก่งกล้ามากมายหนุนหลัง
ย่อมสร้างโอกาสในการเดิมพันได้ดียิ่งกว่าการเข้าร่วมกับหวังซื่อชงที่
มากระแวง

 

สุดท้ายแล้ว โคว่จงก็เกือบทำให้กองกำลังขุนพลน้อยต้องล่มสลายทั้งกองทัพ
เพราะหลี่ซื่อหมินลงมือได้รวดเร็วกว่าที่คาดหมายนัก
โชคดีที่ดาบสวรรค์ชิงยกทัพมาก่อนกำหนด
โคว่จงจึงรอดชีวิตมาได้อย่างทุลักทุเลยิ่ง
หวุดหวิดต้องสังเวยชีวิตเพราะโดนความพิสดารของหลี่ซื่อหมินทิ่มแทงย้อนคืน

 

บทเรียนที่โคว่จงได้รับชัดเจนยิ่ง นั่นคือ
การทุ่มสมาธิจดจ่อในภารกิจสำคัญเท่านั้น
หากไม่กล้าละทิ้งผลประโยชน์ในบางสมรภูมิรบ
ก็ย่อมไม่มีทางบรรลุวิถีแห่งจอมคนได้

 

นอกจากดาบแล้ว
ไม่มีวัตถุอื่นใดอีก…แม้แต่ข้าพเจ้าเองก็ไม่คงอยู่ มีแต่ดาบเท่านั้น
ดาบคือทุกสรรพสิ่ง ตอนนั้นดาบสวรรค์ยังบอกว่าท่านเข้าใจคือเข้าใจ
ไม่เข้าใจคือไม่เข้าใจ น่าหัวร่อตอนนั้นข้าพเจ้าคิดว่าเข้าใจ
จนบัดนี้ค่อยทราบว่าตัวเองไม่เข้าใจแม้แต่น้อย


(มังกรคู่สู้สิบทิศ เล่มที่ 18)

 

3. ลืมเลือนดาบ

 

หลังจากรอดตายอย่างหวุดหวิด
ฝังเป็นความเจ็บแค้นล้ำลึกกับหลี่ซื่อหมินไม่ลืมเลือน
โคว่จงได้สมทบทัพกับดาบสวรรค์เพื่อทำสงครามช่วงชิงแผ่นดินในขั้นสุดท้าย
หากทว่า การแทรกแซงของเรือนฌานเมตไตรยที่หวุดหวิดหวาดเสียว
ได้สร้างผลสะเทือนทางจิตใจทำให้โคว่จงและดาบสวรรค์ต้องเปลี่ยนแปลงปณิธาน
เดิมที่เคยหนักแน่นประดุจขุนเขา
หันกลับมาช่วยเหลือหลี่ซื่อหมินในการเป็นเจ้าปกครองแผ่นดิน

 

การรบพุ่งล้มตายเมื่อวานนี้ ล้วนเป็นเพียงแค่สายหมอกควันที่ผ่านเลย

 

โคว่จงย่อมไม่ปรารถนาการเป็นเจ้าเป็นใหญ่เหนือคนทั่วหล้า
หากต้องแลกมาด้วยหัวใจที่โดดเดี่ยวเปลี่ยวเหงา
เขาเพียงโหยหาการพิสูจน์คุณค่าในตัวเอง
ยืดถือสนามรบเป็นเครื่องมือเคี่ยวกรำไต่ระดับชั้นขึ้นไป
หากแม้นได้รับชื่อเสียงเกียรติภูมิระบือลือลั่น
แต่เมื่อยังก้าวเดินไปไม่สุดเส้นทางฝัน
วีรบุรุษย่อมไม่ยินดีละทิ้งปณิธานแต่กลางคัน
เพียงเพราะหญิงคนรักและเพื่อนสนิทที่ตายแทนกันได้ไม่เห็นพ้องและขัดขวางใน
การกระทำเท่านั้น

 

หากทว่า เมื่อได้รับการสนับสนุนจากดาบสวรรค์
โอกาสสำเร็จกิจการใหญ่ย่อมเพิ่มพูนขึ้นมากมาย
เหตุใดโคว่จงจึงตัดสินใจละทิ้งไป ?
เหตุใดไม่ยอมถอนตัวตั้งแต่ตอนที่ถูกล้อมปราบ
หรือในห้วงยามที่เต็มไปด้วยอุปสรรคขัดขวางโถมทับกว่านี้ ?

 

จุดเปลี่ยนสำคัญเริ่มที่การประลองยุทธ์ระหว่างผู้วิเศษกำจายและดาบสวรรค์
โคว่จงค้นพบว่าแม้ดาบสวรรค์จะฝึกฝนตนเองจนกระทั่ง
“หัวใจมีเพียงดาบเท่านั้น”
หากทว่าสุดท้ายก็ไม่อาจปฏิเสธความรักที่เก็บงำซ่อนเร้นมานานได้
ยิ่งกว่านั้นความรักและเพลงดาบกลับหลอมรวมเข้าด้วยกัน
เพื่อเดินทางไปสู่ภาวะลืมเลือนดาบที่เหนือล้ำยิ่งกว่าเดิม

 

การหยุดยั้งไว้ในดาบที่แปด ไม่ทำร้ายผู้วิเศษกำจายในดาบที่เก้า
ย่อมเป็นเพราะความรักลึกล้ำที่ดาบสวรรค์มีให้ฟั่นชิงฮุ่ย
และความรักเมตตาที่ผู้วิเศษกำจายมีให้มวลสัตว์โลก
ความรักไม่ได้ทำให้ศักดิ์ศรีและวิชาฝีมือของดาบสวรรค์อ่อนด้อยลงแม้แต่น้อย
ในทางตรงข้าม เคล็ดวิชาลืมเลือนดาบ
ไม่เพียงปลดปล่อยความรักเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต
หากยังเปลี่ยนวิถีแห่งการต่อสู้ไปสู่ทิศทางใหม่
ที่สร้างความเป็นเลิศยิ่งใหญ่ได้โดยไม่จำเป็นต้องทำร้ายตนเองและผู้อื่นอีก
ต่อไป

 

“ลืมเลือนดาบ” เป็นวิถีแห่งการเอาชนะจิตใจตนเอง
จึงไม่ใช่เรื่องง่ายดายที่บุรุษหนุ่มเลือดร้อนแรงอย่างโคว่จงจะเข้าถึงได้ใน
เร็ววัน หากทว่าด้วยการเกลี้ยกล่อมของฉีจื่อหลิงและปาฟงหัน
เพื่อนรักที่ร่วมเป็นร่วมตายกันมาหลายสมรภูมิ
โคว่จงจึงสามารถสละละทิ้งวิถีแห่งการช่วงชิงความเป็นใหญ่ทั้งมวล
เพื่อจะได้กระทำในสิ่งที่รักอย่างสาสมใจ

 

วิถีชีวิตของโคว่จงก็คงไม่แตกต่างจากชายหนุ่มยากไร้ทั่วไป
ที่ไม่มีวันได้รับการเหลือบแลจากหญิงงาม
หากไม่มุมานะสร้างเนื้อสร้างตัวขึ้นมา อย่างไรก็ตาม
เมื่อได้ลิ้มลองอำนาจและความร่ำรวยแล้ว ก็ยากที่จะเข้าสู่ภาวะลืมเลือนดาบ
สละทิ้งเปลือกนอกที่ฉาบฉวย เพื่อค้นพบคุณค่าความหมายที่แท้จริงของชีวิต

 

ภาวะลืมเลือนดาบจึงไม่ใช่วิถีของผู้อ่อนแอ
หากทว่าต้องผ่านห้วงความเป็นความตายของการต่อสู้ช่วงชิง จวบจนได้รับดาบแล้ว
จึงจะสามารถยกระดับไปสู่การปล่อยวางดาบได้

 

3 ผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุคสมัยตั้งแต่โคว่จง ดาบสวรรค์ และเทพอาถรรพ์
ล้วนต้องต่อสู้ระหว่างความทะเยอทะยานแห่งอำนาจไม่สิ้นสุดกับความรักล้ำลึกใน
หัวใจที่เปราะบาง โดยมีผลสรุปสุดท้ายก็คือ
การค้นพบวิถีแห่งฟ้าที่ไม่จำเป็นต้องครอบครอบทั้งอำนาจและความรัก
หากทว่าปลดเปลื้องลืมเลือนดาบ
เพื่อปลดปล่อยหัวใจได้เดินทางกลับบ้านอย่างแท้จริง

 

คนทั้งสองเดินทอดน่องรอบตึกฝนดาบเที่ยวหนึ่ง จากนั้นท่านอาจารย์พลิ้วกายจากไป พอกลับถึงเรือนฌานเมตไตรย ไม่กล่าวกระไรแม้สักคำเดียว


…พวกเขาบันดาลให้เฟยเซวียนนึกถึงภาพปริศนาเซ็นรูปคีบบุปผาแย้มยิ้ม ชี้ไปที่ใจตัวเอง ไม่ต้องกำกับอักษรใด ?


(มังกรคู่สู้สิบทิศ เล่มที่ 19)

 

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน Creative Friends

คำสำคัญ (Tags)#ศิลปะ#ปรัชญา#ประวัติศาสตร์#ชีวิต#จีน#ความตาย#ความสร้างสรรค์#มังกรคู่สู้สิบทิศ#หวงอี้

หมายเลขบันทึก: 455084, เขียน: 20 Aug 2011 @ 15:48 (), แก้ไข: 16 Jun 2012 @ 19:07 (), สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน, ดอกไม้: 2, ความเห็น: 2, อ่าน: คลิก


ความเห็น (2)

เขียนเมื่อ 

เขียนอีกนะครับ

ผมชอบลีลา และข้อมูลในการเขียน

มีความสุขมาก ๆ นะครับ

จะกลับไปอ่านบันทึกของอาจารย์ให้ครบนะครับ

ชอบจังเลยค่ะ หลายๆ ท่านใน GotoKnow ชอบนวนิยายจีนค่ะ :)