GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

เรื่องของยางพารา

โลกเพิ่งจะมีโอกาสรู้จักและใช้ประโยชน์จากยางเมื่อประมาณปลายคริสต์ศตวรรษที่ 15 นี้ เอง ในขณะที่ คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส ผู้ค้นพบโลกใหม่เดินทางไปอเมริกาในครั้งที่ 2 ในปี พ.ศ.. 2036 (1493) ก็ได้พบว่า มีชาวพื้นเมืองบางเผ่าทั้งในอเมริกากลางและอเมริกาใต้ ได้รู้จักและใช้ประโยชน์จากยางกันบ้างแล้ว เช่น ชาวพื้นเมืองในอเมริกากลางที่ทำรองเท้า
          จากยางโดยการใช้มีดฟันต้นยาง แล้วรองน้ำยางใส่ภาชนะ หลังจากนั้น จึงเอาเท้าจุ่มลง ไปในน้ำยางนั้น หรือเอาเท้าวางไว้บนภาชนะแล้วเทน้ำยางราดลงบนเท้า ก็จะได้รองเท้า ที่เข้ากับเท้าพอดี หรือบางเผ่าในอเมริกาใต้ทำเสื้อกันฝนและผ้ากันน้ำจากยาง หรือเผ่ามา ยันในอเมริกาใต้ ที่ทำลูกบอลด้วยยาง แล้วนำมาเล่นโดยการให้กระเด้งขึ้นลงเพื่อเป็นการ สักการะเทพเจ้า จึงทำให้โคลัมบัสและคณะมีความแปลกใจเป็นอันมาก และคิดกันไปว่า ในลูกกลมๆที่เด้งได้นั้น ต้องมีตัวอะไรอยู่ข้างในเป็นแน่ หลังจากนั้นเมื่อโคลัมบัสเดินทาง กลับยุโรป ก็ได้นำวัตถุประหลาดนั้นกลับไปด้วย โคลัมบัสจึงเป็นชาวยุโรปคนแรกที่ได้มีโอกาสสัมผัสยาง และนำยางเข้าไปเผยแพร่ในยุโรป
          การส่งยางเข้ามาในยุโรปในระยะแรกนั้นต้องใช้เวลานานมาก กว่าที่ยางจะเดินทางจาก แหล่งกำเนิดจนมาถึงยุโรป ยางก็จะจับตัวกันเป็นก้อนเสียก่อน ดังนั้น ยางที่เข้ามาในยุโรปสมัยแรกๆ นั้น จึงเป็นยางที่ผลิตเป็นสินค้าแล้วเนื่องจากมนุษย์ยังไม่รู้จักวิธีที่จะทำ ให้ยางที่จับตัวกันเป็นก้อน ให้ละลายและทำเป็นรูปทรงที่ต้องการได้อย่างไร การผลิต ยางจึงต้องทำทันทีหลังจากได้น้ำยางมาก่อนที่ยางจะจับตัวกันเป็นก้อน ในอเมริกากลางและอเมริกาใต้เช่น ในประเทศเม็กซิโก ก็มีหลักฐานว่าได้มีการใช้ประโยชน์จากยางกันบ้างแล้ว แต่เป็นการผลิตอย่างง่ายๆเช่น ทำผ้า ยางกันน้ำ ลูกบอล และ เสื้อกันฝน เป็นต้น

          ปัจจุบันโลกมีการผลิตยางเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมอยู่ 2 ชนิด คือยางธรรมชาติ ( Natural Rubber) และยางสังเคราะห์ ( Synthetic Rubber) จากการศึกษาการผลิตของโลก ทั้งยางธรรมชาติและยางสังเคราะห์ในช่วง 5 ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2539 ถึงปี พ.ศ. 2543 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ในปี 2543 โลกผลิตยางทั้งสองชนิดได้ 17.600 ล้านตัน ประกอบด้วยยางธรรมชาติ 6.810 ล้านตัน และยางสังเคราะห์ 10.790 ล้านตัน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.74 และ 10.55 ตามลำดับ ประเทศที่ผลิตยางธรรมชาติในโลกมีมากกว่า 20 ประเทศ โดยมีประเทศไทยเป็นประเทศผู้ผลิตรายใหญ่อันดับหนึ่งของโลก รองลงมาคือ อินโดนีเซียและมาเลเซีย ส่วนประเทศที่ผลิตยางสังเคราะห์มีประมาณ 30 ประเทศ ส่วนใหญ่เป็นประเทศที่เจริญทางอุตสาหกรรม โดยมีสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศผู้ผลิตรายใหญ่อันดับหนึ่งของโลก

ที่มา

http://www.reothai.co.th/Para1.htm

http://www.rubberthai.com/  

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

หมายเลขบันทึก: 45219
เขียน:
แก้ไข:
ความเห็น: 4
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (4)

พืช ที่สร้างเงิน สร้างรายได้ (พืชเศรษฐกิจ)

มันก็เป็นสิ่งที่น่าภาคถภูมิใจอยู่หรอกที่เราสามารถเป็นอันดับหนึ่งในการผลิตยางธรรมชาติส่งออกไปทั่วโลก  แต่หากคิดให้ดีแล้วผลิตภัณฑ์ที่ทำจากยางไม่ได้จำกัดวงว่ามาจากยางธรรมชาติเท่านั้น  โลกอุตสาหกรรมก้าวหน้าไปถึงการผลิตยางสังเคราะห์ออกมาใช้แล้ว  ซึ่งแน่นอนว่าต้องมีราคาถูกกว่า

การที่เศรษฐกิจของเราอยู่ในรูปของผลผลิตทางการเกษตรเป็นส่วนใหญ่นั้นก็อาจถือได้ว่ามีความได้เปรียบอยู่ในที  แต่หากพืชเศรษฐกิจของเรานั้นมีตัวแปรที่เป็นลบเข้ามาเกี่ยวข้องมากขึ้นก็อาจทำให้ระบบเศรษฐกิจของเราสั่นคลอนได้

ยางพาราจัดได้ว่าเป็นพืชที่มีความอ่อนไหว  ทั้งยังผูกพันกับวิถีชีวิตของเกษตรกรด้วย  การที่ต้องพึ่งพาลมฝนในการเพาะปลูกและต้องกังวลว่าประเทศคู่แข่งที่ผลิตยางได้เหมือนๆกันจะกดราคาลงต่ำเพียงใด  หรือกลุ่มประเทศผู้ซื้อจะรวมตัวกันต่อรองได้อีกเท่าไรนั้น  เหล่านี้ล้วนเป็นตัวแปรที่ไม่สู้จะดีกับระบบการจัดการการปลูกยางโดยรวมของไทย  เพราะเงื่อนไขที่มากขึ้นย่อมทำให้ราคายางสูงขึ้ตามไปด้วย  ในขณะที่ยางสำเร็จรูปสามารถอาศัยระบบการผลิตที่แน่นอน  มีสายพานการผลิตที่อิงกับเงินทุนเพียงอย่างเดียว  สะดวกสะบายในการจัดหา  ไม่มีปัญหายางค้างตลาดเพราะสามารถคำนวนความต้องการและผลิตออกมาตอบสนองได้ดีเท่าที่ต้องการ

ดังนั้นความภาคภูมิใจของไทยที่สามารถส่งออกยางพาราเข้าสู่ตลาดโลกได้มากเป็นอันดับหนึ่งนั้น  เมื่อชื่นชมกันเสร็จแล้วก็ขอให้หันกลับมาสู่โลกความเป็นจริงโดยเร็วว่าขณะนี้ยางธรรมชาติกำลังลดบทบาทตัวเองลง  แต่ยางสังเคราะห์กลับทวีบทบาทมากขึ้น  และเสนอตัวเข้ามาแทนที่ยางธรรมชาติอยู่ตลอดเวลา  ภาคเกษตรกรผู้ปลูกยางจึงต้องตระหนักถึงปัญหาและตระเตรียมแนวทางรองรับการเปลี่ยนแปลง

นอกจากนี้การที่ภาครัฐจะยื่นมือเข้าไปอุ้มชูหรือประกันราคาก็ถูกจำกัดไม่ให้สามารถทำได้อย่างอำเภอใจเพราะจะมีลักษณะเป็นการอุดหนุนที่ไม่ชอบได้ซึ่งผิดหลักการของ WTO ได้

นอต

เก่งมาก น้องรัก นี่แหละที่ เขา เรียกว่า น้อง หิน ตัวจริง ของ เจ้ ไม่เคย ลืม บ้านเกิด ไม่เคยลืม สวนยาง เรา โตมากับ สวน ยาง เจ้ขอให้ น้อง เก่ง และมี ความสุข น่ะ.......รักมาก เจ้ ค่ะ.......

เจ้ ว่า ที่ คุณ น็อต พูด ก็ ถูก ต้อง น่ะค่ะ แต่ จาก การ ประชุม ล่าสุด ที่ เชียงไฮ ประเทศจีน นั้น ทั่วโลก ยังคงเห็นความสำคัญ ของยางธรรมชาติมาก ค่ะ สาระสำคัญ อยู่ที่ คุณลักษณะ พิเศษ บางอย่างที่ มีใน ยางธรรมชาติ แต่ยาง สังเคราะห์ไม่มี น่ะ ค่ะ...ด้วยคุณสมบัติ ด้านกายภาพ เหล่านี้ ยัง คงทำให้ยางธรรมชาติ เป็น สิ่ง ที่น่าลงทุน ไป อีก กว่า ยี่สิบปี น่ะ ค่ะ....

เห็นด้วย ที่รัฐ น่าจะมีการ สนับสนุนมากกว่านี้...แต่ กฎของ WTO นั้น มีรายละเอียดปลีกย่อยมากมายนัก เราจึงต้องศึกษา ให้รอบคอบจึงเอามาอ้างอิงได้ ฉะนั้นยางธรรมชาติ ยังคงเป็นสิ่ง ที่น่าสนับสนุน ต่อไปค่ะ......

เจ้ น่ะ ค่ะ น้อง หิน ขาาาาา......