4 อินเดีย-เนปาล: กุสินารา

Ka-Poom
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ

4 อินเดีย: กุสินารา

ข้าพเจ้าตื่นเช้าเช่นเดิมรู้สึกตัวได้ประมาณตีหนึ่งครึ่ง ใช้การนอนภาวนาพิจารณาลมหายใจ ตีสี่ลุกขึ้นมาทำดีท๊อค เตรียมตัวเก็บกระเป๋า ถ่ายภาพในบริเวณวัดไทยไวสาลีเพื่อรออาหารเช้า ชะโงกหน้าไปดูที่ครัวพบว่าเป็นสามเณรช่วยทำครัวและเตรียมเสบียงให้แก่คณะพวกเรา

นึกถึงเมื่อคืนที่ถวายผ้าป่าแด่วัดไทยไวสาลี มีสามเณรกว่าสิบรูปมานั่งร่วมในพิธีกรรมนี้ด้วยสามเณรเหล่านี้ได้รับการฝึกเป็นอย่างดีในอากัปกิริยาการสำรวจเหมาะสมตามควรแห่งการเป็นสามเณร เดิมทีก่อนออกบวชทุกท่านคือเด็กเล็กๆ ที่วิ่งเล่นในหมู่บ้านตัวเปื้อนเปรอะเลอะเทอะมอมแมม และอาจไปวิ่งหาขอทานดั่งเช่นภาพที่เห็นอย่างเป็นปกติทั่วไปในอินเดีย แต่เมื่อได้เข้่าสู่ร่มกาสาวพักตร์ สามเณเหล่านี้ได้บวช เรียน บ่มเพาะจิตใจด้านงดงามแห่งการตื่นรู้และเบิกบาน

ภาพของสามเณรที่ช่วยแม่ครัวและร่วมกันทำอาหาร ทำให้นึกถึงพระเวียดนามสายมหายานที่ท่านก็ทำครัวและเผื่อแผ่ไปถึงญาติโยมที่มาพักค้างอยู่ที่วัด การที่สามเณรได้รับการบ่มเพาะเรื่องนี้นั่นเรียกว่า คือวิถีแห่งความตื่นรู้ในเรื่องการมีเมตตา-กรุณา

นี่คือเหล่าอนาคตของโลก

ขณะนั่งรถมาบางครั้งในจิตใจข้าพเจ้าก็วนไปหาความปรารถนาที่ว่า หากมีวาสนาทำงานใช้ทุนใช้หนี้หมด ที่นี่คือที่แรกๆ ที่ข้าพเจ้าจะมาร่วมเป็นอาสาสมัครถวายความรู้แก่สามเณรและทำงานใช้หนี้สงฆ์

วันนี้เราจะไปเมืองกุสินารา เมืองแห่งการเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ทัศนียภาพเช้านี้เฉกเช่นเดิม ภาพข้างทางกลางท้องทุ่งก็ยังมีคนนั่งทำกิจหนัก(เบ่อร่า/ขับถ่ายอุจจาระ) ข้าพเจ้านั้นเริ่มคุ้นตาคุ้นใจบ้างแล้วและสำหรับข้าพเจ้าเองก็เริ่มที่จะคุ้นเคยกับการใช้ห้องน้ำแบบนี้แต่ในภาระกิจหนักนั้นยังไม่เคย

ในแต่ละวันมักจะมีอะไรเกิดขึ้นไม่ซ้ำเดิมคล้ายกับใจเราที่ไม่เคยหยุดต่อการเสพสิ่งต่างๆที่ผ่านเคลื่อนมากระทบผัสสะของเรา ใจเรายังอยู่ไม่เคลื่อนคล้อยตามก็จะไม่ทำให้เราทุกข์ไปพร้อมกับสิ่งที่มากระทำนั้น นำพาตนกลับมาที่ลมหายใจ ดำรงอยู่ ณ ปัจจุบันขณะ

รถยังวิ่งไปเรื่อยๆ เสียงบีบแตรยังดังเป็นระยะๆ คนอินเดียชอบขับรถไปด้วยบีบแตรไปด้วย
ระหว่างทางเรายังใช้รูปแบบการทานข้าวเช่นเดิมคือ เป็นข้าวกล่องวันนี้อาหารที่ทานได้รับการอนุเคราะห์จากเหล่าสามเณรที่วัดไทยไวสาลีรสชาติอร่อยทานได้ในสภาวะการเดินทางเช่นนี้ นี่คือวิญญาณหารเป็นการประกอบอาหารด้วยจิตแห่งเปี่ยมด้วยความกรุณา

ระหว่างทางข้าพเจ้าหลับไปได้สักพักตื่นอีกทีถึงก็ถึงเมืองกุสินารา
เริ่มต้นข้าพเจ้าใช้เวลานั่งหลับตาภาวนาสักพักเมื่อลมหายใจเข้าสู่จังหวะที่เนิบช้าก็เข้าสู่การหลับเลย การฝึกเช่นนี้ทำให้ร่างกายได้พักอย่างเต็มที่เพราะเมื่อเวลาตื่นขึ้นมาจะรู้สึกสดชื่นไม่อ่อนเพลีย คล้ายกับการนั่งภาวนาไม่ว่าจะนานเพียงใดก็ไม่มีคำว่าอ่อนล้าอ่อนเพลีย

ที่ิเมืองกุสินารามีความสำคัญคือ มีพระพุทธรูปปางปรินิพพาน บรรยากาศที่นี่ร่มรื่นมีชาวอินเดียที่นับถือพุทธศาสนามาสักการะด้วยเช่นกัน ข้าพเจ้านั่งปฏิบัติบูชาทำสมาธิภาวนาต่อพระพุทธรูปใหญ่อนุฏฐานไสยา (ปางทรงพระบรรทมครั้งสุดท้ายไม่เสด็จลุกอีก) นำมาซึ่งความปิติซาบซึ้งในจิตใจยิ่งนัก ความยิ่งใหญ่ของพระพุทธองค์ประมาณมิได้ต่อการเมตตาโปรดสัตว์สรรพสิ่งต่างๆต่อการค้นพบมรรควิถีแห่งการพ้นทุกข์

หลังจากกราบสักการะเสร็จแล้ว เราไปนั่งรวมกันสวดบทธรรมจักรกัปปวัฒนสูตรพร้อมนั่งสมาธิภาวนาร่วมกันแล้วแยกย้ายไปเดินชมตามอัธยาศัย แต่พวกเราห้าคนพี่น้องย้อนกลับไปนั่งปฏิบัติบูชาในสถูปกัน ชาวอินเดียที่นับถือพุทธเขานิยมเดินจงกลมรอบพระพุทธรูป แต่เรากลับนั่งอยู่แทบเบื้องพระบาทของพระพุทธองค์

ลืมตาอีกครั้งเรากลายเป็นโมเดลถ่ายภาพของชาวอินเดียไปเสียนี่
ข้าพเจ้าตั้งข้อสังเกตว่าคนดูแลสถานที่ค่อนข้างให้ความสำคัญต่อชาวต่างประเทศค่่อนข้างเห็นได้ชัด การดูแลอำนวยความสะดวกตลอดจนดูในเรื่องความปลอดภัยนั้นถือว่าใช้ได้ดีทีเดียว

เมื่อได้เวลาที่จะเดินทางกันต่อระหว่างมีเด็กน้อยเดินพนมมือตามข้าพเจ้ามาได้ยินเสียงท่อง "พุทธังสรณังคฉามิ...." หน้าตาน่ารักตัวเล็กข้าพเจ้าก็เลยล้อด้วยการสวดไปด้วย สวดไปสวดมาพอจะถึงรถก็ขอตังค์แต่ข้าพเจ้าไม่ได้ แต่กลับฝึกสอนให้เขาพูดภาษาไทยและภาษาอิสาน ซึ่งก็พูดตามได้น่ารักมากแต่ก็คงจะไม่ทราบความหมายเท่าไรนักว่าคืออะไร คงจะคล้ายๆ การฝึกนกแก้วพูดยังไงอย่างนั้นแหละ

ไม่ไกลจากกันมากนักมีสถูปที่เชื่อกันว่าเป็นสถานที่ที่พระราชทางเพลิงสรีระสังขารขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ไม่เย็นมากรถมาถึงวัดไทยกุสาวดี(วัดไทยกุสินาราเฉลิมราช) จัดว่าเป็นวัดที่ใหญ่แห่งหนึ่ง ในความรู้สึกข้าพเจ้านั้นคิดว่านี่คือวัดหลวงไทยในอินเดีย สถาปัตยกรรมที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุนั้นสร้างได้อย่างงดงาม ที่นี่มีบุคคลสำคัญมาเข้าพักอยู่เนืองๆ ที่นี่เราได้มีโอกาสทำงานใช้หนี้วัดหนี้สงฆ์งานนี้ต้องอนุโมทนาบุญกับน้องหนุ่ยที่ไปรับงานนี้มาจากพระอาจารย์

ที่นี่ข้าพเจ้าได้หนังสือหลายเล่มนำไปฝากบุคคลผู้รักใคร่ในเมืองไทย

สองวันแรกคือการเตรียมตัว
สองวันถัดมางดมื้อเย็นเพื่อปฏิบัติบูชา ช่วงวันที่เหลือคือรับมื้อเดียว ข้าพเจ้าอยากทดลองดูปกติการทานมื้อเดียวก็พอปฏิบัติมาได้หลายปีแต่คราวนี้ปรารถนาที่จะน้อมนำปฏิบัติบูชาที่ดินแดนแห่งนี้

หลังจากทำวัตรเย็น ทอดผ้าป่าก็เข้าห้องพักตามอัธยาศัย ที่พักที่นี่สะดวกสบายแต่ระบบห้องน้ำยังใช้การได้ไม่ดีนัก

...

๒๗ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๕๔

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน In Mind



ความเห็น (1)

อนุโมทนาด้วยนะคะ