GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

“เฟรช” อริศรา วงษ์ชาลี กับครอบครัวเลี้ยงเดี่ยว ที่ “ใจลูก” “ใจแม่” ส่งถึงกัน

หนูรู้สึกถึงคำว่า “ใจถึงใจ” ไม่ว่าหนูจะอยู่ตรงไหนก็ตาม จะทำดีอยู่หรือทำไม่ดีอยู่ หนูก็จะคิดถึงแม่อยู่ตลอดเวลา ถ้าเราต้องเจอกับเรื่องไม่ดี สิ่งนี้จะเป็นเครื่องหยุดเรา

“เฟรช” อริศรา วงษ์ชาลี กับครอบครัวเลี้ยงเดี่ยว ที่ “ใจลูก” “ใจแม่” ส่งถึงกัน


เรียบเรียงจากเวทีเสวนา “รวมพลัง.... สร้างสรรค์... สานฝัน Single Parent”
จัดโดย มูลนิธิเครือข่ายครอบครัว
วันที่ 18 ก.ค. 2547 ณ พิพิธภัณฑ์เด็ก


ฟังเรื่องเล่าจากอีกมุมหนึ่งของชีวิต “เฟรช” อริศรา วงษ์ชาลี ดาราสาวเจ้าบทบาทที่มีรางวัลสุพรรณหงษ์ประกันคุณภาพ กับ 14 ปีในชีวิตครอบครัวลี้ยงเดี่ยว ที่เธอและแม่ กานตนา วงษ์ชาลี กอดคอร่วมทุกข์สุขมาด้วยกัน สัมภาษณ์โดย ศศิธร ฤทธิ์มหันต์ อาสาสมัครมูลนิธิเครือข่ายครอบครัว บรรณาธิการบริหารนิตยสาร Real Parenting


ศศิธร :        อยากให้เฟรชเล่าให้ฟังว่า หลังจากที่คุณพ่อเสียชีวิตเมื่อ 14 ปีที่แล้ว ขีวิตที่อยู่ในครอบครัวเลี้ยงเดี่ยวเป็นอย่างไรบ้าง
เฟรช :         จริง ๆ แล้วครอบครัวเฟรชค่อนข้างอบอุ่น ฐานะปานกลาง ไม่ค่อยฟุ่มเฟือย แต่จะประสบปัญหาในช่วงที่คุณพ่อเสียชีวิต ตอนนั้นอายุ 13 ปี เป็นช่วงที่แม่ต้องทำงานหนัก เพราะว่าต้องมีค่ารักษาพยาบาล แล้วเฟรชต้องเรียนหนังสือ ช่วงนั้นแม่ทำงานหลายอย่างมาก หนักมากๆ ขายของ ซักผ้า ขายข้าวต้มกุ๊ย รู้สึกว่าทำไมแม่เหนื่อยขนาดนี้ เขาพูดไม่กี่คำน้ำตาก็จะไหล เขาจะเงยหน้า พยายามไม่ให้เราเห็น


ศศิธร :        ช่วงที่คุณพ่ออยู่ด้วยกับที่ไม่มีคุณพ่ออยู่ สภาพฐานะครอบครัวต่างกันไหม
เฟรช :         ต่างค่ะ ตอนคุณพ่ออยู่จะสบายกว่า ปกติคุณพ่อจะพาไปเที่ยว ไปกินข้าว แต่พอคุณพ่อเสียแล้วก็งงเหมือนกัน


ศศิธร :        กระทันหันไหมกับการที่ต้องเสียคุณพ่อไป
เฟรช :         เรารู้ล่วงหน้ามาก่อน คุณพ่อดื่มเหล้าหนักจนแอลกอฮอล์กัดกระเพาะ และเป็นตับแข็งด้วย เพราะคุณหมอบอกว่าใกล้แล้วนะ ให้ทำใจได้แล้ว ก็พยายามทำใจตลอด แต่คุณแม่ก็ยังทำใจไม่ได้


ศศิธร :        ตอนนั้นชีวิตคุณแม่เป็นอย่างไรบ้าง
คุณแม่ :       ตอนแรกก็งงค่ะ สิ่งแรกก็คือต้องตั้งสติ เพราะว่าเราต้องเช่าบ้าน ข้าวก็ต้องซื้อ ถึงจะมีเงินก้อนเราก็ต้องรักษาพ่อไปจนไม่มีเหลืออะไรเลย ตอนนั้นลูกเรียน ม.3 ต้องวางแผนล่วงหน้าว่าหลังจากนั้นเขาต้องเรียนอะไรบ้าง ต้องคิดไปล่วงหน้าว่าเราต้องทำอะไรต่อไป ตอนแรกขายของชำ ช่วงนั้นแฟนป่วย ก็เข็นรถไปขายข้าวต้มตอนเย็น เลิกประมาณตีหนึ่ง พอตีสามก็ตื่นขึ้นมารีดผ้า รับจ้างซักรีดเสื้อผ้านักเรียนทั้งหมด 11 ราย
เฟรช :         ตอนเช้าหนูก็ไปส่งผ้า หรือถ้าเช้าๆ แม่ไปธุระก็ทิ้งไว้ให้เรารีด แล้วเขียนว่าให้เราส่งรายไหน เราก็ต้องช่วยกัน ก็งง เพราะต้องวิ่งไปโน่นไปนี่ วันเวลามันผ่านไปเร็ว เพราะเราต้องทำแข่งกับเวลา ก็ไม่ได้เครียดค่ะ สนุก แต่ก็ต้องทำ
คุณแม่ :       ต้องตั้งสติค่ะ ตอนนั้นลูกอายุสิบสาม เริ่มรู้เรื่องแล้ว ปรึกษาเรื่องเรียนว่า ถ้าหนูเรียนอย่างนี้ จะเป็นอย่างไร
เฟรช  :        เพราะว่าจริงๆ แล้วเฟรชอยากต่อ ม. 4 แบบเพื่อน อยากเรียนพิเศษ อยากเรียนภาษา แต่เราก็รู้ว่าพ่อเราไม่มีนะ แม่เราต้องทำงาน เฟรชก็เลยเลือกเรียนสายอาชีพ เรียน ปวช. แต่ก็ทำให้ดีที่สุด ช่วงที่ไม่ได้เรียนก็ทำงาน พอตอนเช้าก็รีบตื่นไปเรียน ไม่ได้เสียใจที่ไม่ได้เรียนแบบเพื่อน รู้สึกว่าเราได้เปรียบที่ได้ประสบการณ์ชีวิตมากกว่าเขา แล้วก็คิดอะไรที่โตเร็ว จะมีการวางแผน เพราะว่าทุกครั้งที่ทำอะไรจะคุยกับแม่ตลอด
 
ศศิธร :        แล้วเรื่องการเลี้ยงดูลูก มีอะไรที่คุณแม่กังวลบ้างไหม
คุณแม่ :       ลูกเป็นวัยรุ่นก็กลัวเรื่องยาเสพติด เรื่องรักกันในวัยเรียน แต่ก็คิดป้องกันไว้แล้ว เราคิดว่าตอนเราอายุเท่านี้ เราคิดอะไรอยู่ ลูกเราก็คงคิดคล้ายกัน เราไม่ชอบดุด่า ไม่ชอบบังคับ อย่างตอนคุณแม่เลี้ยงเรามา เขาจะพูดว่า รักดีหามจั่ว รักชั่วหามเสา เราก็คิดไว้ว่าต้องทำตัวให้ดี แม้ตอนนั้นจะยากจน เราก็คิดว่าต่อไปลูกเราต้องไม่ลำบาก เราคิดมาตลอดว่าสิ่งที่ไม่ทำให้ลำบากก็คือการศึกษา เพราะคนสมัยก่อนจะไม่ให้ผู้หญิงเรียน ถ้าไม่ให้ผู้หญิงเรียน ถ้าสามีตายแล้วจะอยู่อย่างไร การศึกษาสามารถทำให้เราก้าวขึ้นไปได้ ทำให้เราสบายขึ้น
                  ถ้าเรื่องเด็กผู้ชายที่มาชอบ ก็จะบอกน้องเฟรชว่า ถ้าใครชอบหนูให้มาหาแม่ก่อน แม่ไม่ดุหรอก แม่จะพิจารณาอีกทีหนึ่งว่าเขาเป็นอย่างไร จริงๆ แล้วที่ให้เขาพามาก็คือ ให้ผู้ชายเกรงใจเราไว้ก่อนครึ่งหนึ่ง คือว่าเราไม่สามารถตามเขาไปได้ทุกที่ เราต้องคิดว่าเลี้ยงลูกด้วยใจ คือดึงใจเขาให้อยู่ มีอะไรเขาจะบอกเราหมด เราก็จะให้คำแนะนำ ไม่พยายามใช้อารมณ์ ต้องหอมกันทุกวัน
เฟรช:          เพื่อนก็ชอบถาม ชอบแซว เพราะว่าเฟรชจะโทรหาแม่ทุกวันตั้งแต่เด็กๆ เลย จะไปไหนต้องบอก เป็นความเคยชิน แล้วปกติจะเห็นแม่ลูกชอบทะเลาะกัน โดยเฉพาะลูกคนเดียว ลูกก็จะเอาแต่ใจตัวเอง แต่เฟรชกับแม่ถ้ารู้สึกว่าจะมีอะไรไม่ต่อกันปั๊ป ต่างคนต่างหยุดอารมณ์ เราจะต้องไม่ทะเลาะกัน เพราะว่าเรามีกันแค่สองคน มีอะไรแม่ต้องฟังหนู หนูก็ต้องฟังแม่ สลับกัน


ศศิธร :        การคุยกันแบบนี้เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่
เฟรช :         ตั้งแต่เด็กแล้ว อาจเป็นเพราะแม่เป็นตัวอย่างก่อน แล้วเราซึมซับมาโดยไม่รู้ตัว คือจะมีเหตุมีผลเยอะ เฟรชเป็นคนคิดมากเหมือนกัน แม่บอกอะไรเฟรชก็คิด หรือเวลาที่เฟรชเห็นแม่คิดมากปั๊ป แม่ก็ไม่รู้หรอกว่าเฟรชคิดอะไรอยู่ เฟรชก็คิดหนักมากเหมือนกับแม่ เพราะเรามีกันอยู่สองคน เพราะฉะนั้นเฟรชจะรู้ปัญหาของแม่หมดทุกเรื่อง แต่เราต้องเข้มแข็ง หนักแน่น ต้องไม่ท้อ ต้องสู้ จะคิดแบบนี้เสมอ
คุณแม่ :       เราให้กำลังใจกัน
เฟรช :         หนูว่าแม่ลูกทุกคนมีความผูกพัน ใจถึงใจ หนูไม่รู้ว่าคนอื่นจะรู้สึกหรือเปล่า แต่ว่าหนูรู้สึกถึงคำว่า “ใจถึงใจ” ไม่ว่าหนูจะอยู่ตรงไหนก็ตาม จะทำดีอยู่หรือทำไม่ดีอยู่ หนูก็จะคิดถึงแม่อยู่ตลอดเวลา ถ้าเราต้องเจอกับเรื่องไม่ดี สิ่งนี้จะเป็นเครื่องหยุดเรา หนูขอบอกไว้เลยว่า เด็กทุกคนจะต้องเจอทั้งเรื่องดีและไม่ดี ต้องอยู่ที่คุณแม่แล้วว่า จะเข้าใจเขามั้ย อย่างคุณแม่หนูเขาไม่ดุไม่ด่า เขาจะใช้วิธีสอนแบบอ้อมๆ หลอกล่อให้เราปล่อยความลับออกมาให้หมด แล้วเขาก็ไม่ดุเรา ทั้งที่เรารู้สึกว่าเราก็ผิดเหมือนกัน


ศศิธร :        ตอนที่คุณพ่อเสียชีวิต เป็นช่วงรอยต่อระหว่างวัยของเฟรชพอดี เฟรชอยู่กับภาวะนั้นได้อย่างไร ผ่านตรงจุดนั้นได้อย่างไร และมีวิธีดูแลตัวเองและดูแลคุณแม่อย่างไร
เฟรช :         ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ปัญหาทุกอย่างรุมเร้าหมด แม่มีปัญหาคือไม่มีพ่อเป็นเสาหลัก ต้องดูลูก ลูกก็มีปัญหา คือทุกข์ที่เห็นแม่เหนื่อย ทุกข์ว่าจะเรียนอย่างไรต่อ แล้วก็ทุกข์เรื่องที่คนโน้นคนนี้มาจีบ คือใจวัยรุ่นมันจะกระหนุงกระหนิง มันสับสนมากๆ มีอะไรมาล่อเยอะมาก มีสิ่งไม่ดีด้วย เราต้องมีสติ ต้องตั้งสติ ตอนเช้าเราไปโรงเรียน ช่วงระหว่างเรียนเรามีคุณครู มีเพื่อน ที่สำคัญคือหลังเลิกเรียน รีบกลับบ้านดีที่สุด รีบกลับบ้ายไปทำงานซักผ้ารีดผ้า หนูชวนเพื่อนไปบ้านจะไม่ค่อยมีใครไป เพราะกลัวโดนใช้ส่งผ้า
                   เฟรชผ่านช่วงนั้นมาได้โดยที่ต้องหนักแน่นพอสมควร เฟรชจะเป็นคนที่แต่งตัวถูกระเบียบ ต่างจากเพื่อนๆ ที่ใส่แฟชั่นกระโปรงสอบ เฟรชจะใส่หูกระต่ายอันเบ้อเร่อ ใส่โปรงยาวแล้วก็บาน ตัดผมครึ่งหูตามระเบียบ เฟรชก็รู้สึกว่าตัวเองแปลกจากเขา จะดูโก๊ะๆ แล้วก็ดูน่ารักดี นี่คือความภูมิใจ แต่เพื่อนๆจะมองว่ายัยเปิ่น
                   ก็มีกลับบ้านผิดเวลาบ้าง ไปกับเพื่อนเพราะอยากรู้ว่าเขาไปไหนกัน ก็มีบ้างที่เกือบจะเจอสิ่งที่ไม่ดี แต่เราก็หนีมาได้ ปัญหาก็คือ ผู้หญิงมักจะไปกับเพื่อนธรรมดา เราไม่รู้เลยว่าจะเจออะไร แล้วก็เจอเรื่องไม่ดี ขึ้นอยู่กับแต่ละคนว่าจะใช้วิธีแก้ไขปัหาเฉพาะหน้าอย่างไร ตอนนั้นเราใช้วิธีหนีออกมาเลย สถานการณ์นั้นมันเหมือนมีไฟอยู่รอบตัว นั่งสูบบุหรี่กันควันขโมง มีเพื่อนผู้หญิงห้องอื่นเดินอยู่ด้วย สักพักก็หาวิธีหนีออกมา ทั้งๆ ที่จริงแล้วเขาก็ไม่ทำอะไรหรอก แต่ก็ดีแล้วที่เรากลัวก่อน เพราะเรารู้สึกขยะแขยงกับสิ่งที่เห็น บางทีก็ไม่ได้บอกแม่ กลัวว่าเขาจะโกรธ แต่เขาก็ไม่โกรธ แต่บางทีก็รู้ว่าโตแล้ว เอาตัวเองรอดได้ ก็จะไม่เล่าให้เขาฟัง กลัวว่าเขาจะเป็นทุกข์ ที่สำคัญเขาไว้ใจเรา เราก็สบายใจที่จะตัดสินใจด้วยตัวเอง
 
ศศิธร :        รู้สึกภูมิใจแทนคุณแม่ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะตัวเราที่รู้จักคิด รู้จักกันตัวเองออกจากปัญหา และอีกส่วนก็เป็นเพราะการดูแลของคุณแม่ คุณแม่ดูแลเฟรชอย่างไรบ้าง
เฟรช :         คุณแม่จะอยู่ใกล้เฟรชตั้งแต่เด็ก ที่สำคัญคือความอบอุ่น เช้าๆ แม่จะปลุกเราไปโรงเรียน พาเราไปส่งโรงเรียน ไม่ว่าจะขี้เกียจแค่ไหนก็จะเคี่ยวเข็ญให้ไป เขาสอนเราหลายๆ อย่าง สอนให้รู้จักความลำบาก ให้เห็นความลำบากนั้นเป็นความเคยชิน เวลาไปไหนเฟรชไม่ค่อยอยากได้อะไร มันติดมาตั้งแต่เด็ก แค่อยากให้แม่มีความสุข หรือคนใกล้ชิดมีความสุข มันอาจจะเป็นปมด้อย เพราะตอนเด็กๆหนูไม่มีพ่อ แล้วต้องทำงานหนักมาตลอด ความอบอุ่นที่แม่ให้และสิ่งที่แม่สอนเลยทำให้เราคิดอะไรได้หลายอย่าง

คุณแม่ :       สิ่งที่เราเป็นอยู่ทุกวันนี้คือความอดทน และความรักลูก ได้ทำบุญทุกวันพระ นำเอาคำพระมาคิดเสมอว่า พระพุทธองค์ให้ทำอย่างนี้ คือเป็นกลาง เรารักลูกมาก เพราะเป็นลูกคนเดียว แต่เราก็ไม่สามารถอยู่กับเขาได้ตลอดเวลา เราต้องหาวิธีที่ให้เขายืนอยู่ได้ ถ้าเราตายไปเขาก็ต้องพึ่งตัวเอง สอนให้เขารู้จักลำบาก ต้องขยัน เขาก็มีความเป็นตัวเราอยู่ เลยสอนง่าย
                   บางครั้งถ้าเราผิด เราก็ต้องยอมรับ ถ้าลูกอธิบายว่า หนูไม่ได้ดื้อนะ ก็จะ อ๋อ คุณแม่คิดไปเอง เราต้องมีการยอมรับว่าเราผิด ไม่ใช่ว่าฉันเป็นแม่ ฉันจะถูกเสมอ แต่ก็ไม่ใช่ว่าให้ลูกมาว่าแม่ได้ เราต้องมั่นใจในตัวลูก และต้องทำให้เขารู้ด้วย เขาจะรู้ว่าแม่เชื่อใจเขา เพราะจะไม่ระแวงว่าเขาจะไปไหน อะไรอย่างนี้ เขาจะมีความมั่นใจ


ศศิธร :        แล้วเรื่องการมีคู่ชีวิตคนใหม่เคยผุดขึ้นมาในความคิดบ้างไหม
คุณแม่ :       ตอนนั้นอายุสามสิบสี่ มีคนมาจีบเยอะ แต่ว่าไม่อยากคิดมีใหม่ อีกอย่างหนึ่งลูกเราเป็นผู้หญิง ลูกต้องมาเหนือสิ่งอื่น แล้วยังมีปัญหาที่ลงหนังสือพิมพ์ พ่อเลี้ยงกับลูกเลี้ยง ปัญหาเรื่องชู้สาวมีค่อนข้างเยอะ เราเองก็อายุมากแล้ว ไม่ควรมีครอบครัวใหม่แล้ว เราคิดว่าถึงเวลานี้แล้วเราต้องทำได้ สู้ได้ พี่น้องก็ไม่มีใครมีฐานะ แม่เองก็เรียนสูงกว่าใคร แล้วก็เรียนดี ได้ทุน เราก็ใช้ความรู้ ความคิดที่เราเรียนมาดัดแปลง ดัดแปลงในการสอนลูก แล้วก็ดัดแปลงกับตัวเองในการทำงาน ค้าขาย ทุกวิถีทาง ก็ไม่ใช่ว่าจะประสบความสำเร็จจนสูงสุด แต่เราก็อยู่รอดโดยที่ไม่ต้องไปเป็นหนี้สินใคร ไม่เป็นภาระของใคร


ศศิธร :        อยากให้เฟรชสรุปนิดหนึ่งว่า การที่เราโตมาในครอบครัวที่มีคุณแม่เลี้ยงดูแลเราคนเดียว ส่งผลกระทบอะไรกับชีวิตบ้าง ทั้งในมุมบวกและมุมลบ
เฟรช :         ประสบการณ์ในชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ไม่ว่าคุณพ่อหรือคุณแม่เสียชีวิต หรือคุณพ่อกับคุณแม่แยกทางกัน ที่อยู่มาได้ทุกวันนี้คือความอบอุ่นในครอบครัว นี่คือผลบวกที่ได้รับ ต่างคนต่างมีใจให้กัน แล้วก็ความอดทนที่ทำให้ยืนอยู่ แล้วก็สู้ได้ แล้วก็ไม่ท้อไม่ว่าจะเจอปัญหาอะไร มาถึงตอนนี้แล้วเราผ่านมาได้หลายอย่างมาก เหนื่อยมากหนักมาก บางคนอาจไม่เคยเจออย่างเฟรช เฟรชใช้ความอดทนมาก แล้วก็เก็บอารมณ์ตัวเอง การที่เป็นนักแสดงก็ต้องใช้ความอดทนสูงจริงๆ จริงๆ แล้วไม่มีความใฝ่ฝันว่าจะเป็นนักแสดง เฟรชอยากทำงานมีเงินเดือนประจำ เพื่อเลี้ยงดูแม่ หลานๆ อยกทำให้ทุกคนมีความสุข ซึ่งตัวเองก็มีความสุขไปด้วย
                   อยากบอกว่าการอยู่ร่วมกับคนอื่นก็ลำบาก ทำให้เฟรชใช้ความอดทนอยู่ร่วมกับคนอื่นๆ ได้ ทั้งที่คนเหล่านั้นไม่ได้ทำอะไรให้เรามีความสุขเลย และอาจสร้างความทุกข์ให้เราด้วยซ้ำ แต่เราต้องประคับประคองคนอื่นซึ่งไม่ใช่พ่อแม่เรา ที่ทำได้ก็เพราะว่าเรารู้ว่าเราต้องอดทน ต้องใช้ชีวิตวันข้างหน้าอีกไกล แล้วยังมีคนที่ดีบ้างไม่ดีบ้างอีกเยอะ ทำให้เรารู้สึกว่าการอดทนมันทำให้เราดำเนินชีวิตไปอย่างดี แล้วก็มีความสุข แล้วก็มั่นคง
                   ส่วนในเรื่องของผลลบที่เฟรชได้รับคือ เฟรชจะรู้สึกสับสนในตัวเองมากๆ แล้วก็รู้สึกเหนื่อย ท้อ จน ไม่รู้ว่าบางทีจะแก้ปัญหาตรงนี้อย่างไร เพราะว่าแม่จะแบกคนเดียวไม่ได้ ภาระทุกสิ่งทุกอย่างเฟรชจะแบ่งเขามา เขารู้อะไร เฟรชก็จะรู้เท่านั้นเหมือนกัน ทุกข์ก็ทุกข์เหมือนกัน จนมาวันที่เรามีความสุข เราก็ต้องมีความสุขเหมือนกัน ผลลบก็คือ เฟรชอาจเป็นเด็กที่คิดมากกว่าคนอื่น เพื่อนๆ จะคิดกันคนละเรื่องกับเฟรช เลย เวลาคุยกัน เพื่อนจะชอบคุยมาก แต่เฟรชไม่ชอบพูดมาก อาจจะเป็นช่วงเวลาที่ทำให้เราไม่ชีวิตส่วนตัวแบบคนอื่นเขา อาจจะขาดช่วงนี้ไป อาจจะเกิดภาวะเครียดบ้าง มีฝัน ละเมอร้องไห้ อะไรอย่างนี้ ถ้าจะหลับก็คือต้องให้ทุกคนเงียบสนิท จะรู้สึกว่าเหนื่อยหนักกว่าคนอื่น แต่เฟรชก็มีวิธีแก้ไขปัญหาของตัวเองได้ เพราะว่าเฟรชจะไม่ยอมให้ตัวเองล้มเหมือนกัน


ศศิธร :        ทุกวันนี้คุณแม่ได้รับรางวัลชีวิตของการเป็นคุณแม่ที่ต้องเลี้ยงลูกคนเดียวหรือยังคะ
คุณแม่ :       รางวัลที่ได้คือ ลูกเป็นคนดี สิ่งที่มุ่งหวังก็คือเลี้ยงลูกให้เป็นคนดี จะรวยหรือจนก็ช่าง ขอให้เป็นคนดีแล้วก็มีความสำเร็จ น้องเฟรชเขาก็จบวิศวะ


ศศิธร :        ถ้าคุณเฟรชไม่ได้เป็นนักแสดง ตอนนี้อาจจะเป็นวิศวกรหญิง
เฟรช :         จริงๆ แล้วไม่ได้ใฝ่ฝันอยากเป็นนักแสดง ไม่อยากดัง แล้วก็อยากบอกคุณพ่อคุณแม่ทุกคนด้วยว่า การที่ได้เป็นดารา เป็นดวงจริงๆ ถ้าลูกถนัดทางไหน ตามใจเขาดีกว่า ให้ความรักความอบอุ่นเขาเยอะๆ ดีกว่า เพราะเดี๋ยวนี้บางคนพยายาดันลูก เฟรชก็เป็นห่วงเหมือนกัน เพราะว่าตรงนี้เป็นมายา เป็นความหลอกลวง บางทีการเข้าวงการตั้งแต่เด็ก เด็กเขาจะยังไม่รู้จักคิด เขาอาจซึมซับกินกลืนการเป็นนักแสดง จะกลืนความเป็นตัวเอง
                    อย่างเฟรชเอง ช่วงแรกๆก็เกือบจะไปในทางที่ไม่ดีเหมือนกัน เริ่มมีเที่ยว มีอะไร ก็กลับมานั่งดูตัวเองว่า ทำอย่างนี้ไม่ได้นะ ต่อไปวันข้างหน้าถ้าใครมาเห็นเราไปเที่ยวจะเป็นอย่างไร คือรู้จักคิดเองก่อน ตัดใจตัวเอง ไม่เอา เราต้องทำงาน แม่เราก็อย่างนี้ๆ เราต้องไม่เที่ยวแบบนี้ ก็เลยกลายเป็นผลดีในปัจจุบัน คือเฟรชสามารถยืนได้ด้วยตัวเองโดยไม่มีเจ๊ดันที่ไหน มีเจ๊ดันคนเดียวคือแม่ แม่เป็นกำลังใจ มีแม่นี่แหละคอยดูแลเราตลอด เพราะฉะนั้นเฟรชคิดว่าอยู่ใกล้กันเยอะๆ นั่นแหละค่ะดี

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

คำสำคัญ (keywords): uncategorized
หมายเลขบันทึก: 4440
เขียน:
แก้ไข:
ความเห็น: 5
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (5)

ลูกเกดขอให้พี่เฟรชอดทนและสู้ชีวิตต่อไปนะคะลูกเกดจะขอเป็นกำลังใจให้พี่เฟรชเสมอเลยคะและก็จะทำตัวเป็นลูกที่ดีของคุณพ่อคุณแม่แบบพี่เฟรชด้วยคะ ลูกเกดขอให้พี่เฟรชรักษาสุขภาพตัวเองด้วยนะคะ ลูกเกดชื่นชอบพี่เฟรชมากเละคะ  รักพี่เฟรชมากเลยนะคะ
คุณพ่อคุณแม่ชื่นชอบพี่เฟรชมากเลยคะบอกว่าพี่เฟรชเป็นผู้หญิงที่ทั้งเก่งทั้งน่ารักทั้งสวยและลูกเกดอยากเห็นพี่เฟรชตัวจริงๆจังเลยคะ(ขอให้พี่เฟรชมาช่วยคุณแม่พี่ขายของที่หนองจอกทุกๆอาทิตย์เลยนะคะ ลูกเกดไปซื้อของที่ไรไม่เคยเจอพี่เฟรชเลยคะ)รักพี่เฟรชมากเลยคะ

ได้ติดตามผลงาน และได้อ่านแล้วรู้สึกว่าน้องเฟรชเป็นผู้ที่มีความกตัญญูมาก จะเป็นคนที่ประสบความสำเร็จในทุกด้าน ขอจงอย่าท้อถอย มีอะไรให้ปรึกษาบอกมาครับ

ร้านของคุณแม่อยู่ที่ไหนครับ ?

คนนี้ขวัญใจผมเลย

ฉลาด และ จริงใจ (คนฉลาดมักไม่จริงใจแต่เฟรชก็มีทั้2อย่างได้)

นอกจากฉลาดและจริงใจแล้วเฟรชก็สามารถควบคุมตัวเองได้

และการควบคุมตัวเองได้ทำให้เฟรชควบคุมทุกอย่างได้

และชีวิตของผู้หญิงคนนี้ เค้ากำหนดเอง สิ่งต่างๆรอบข้างทำอะไรเค้าไม่ได้

ไดมอนด์ ฟาร์เวอร์

ผมชื่นชมในตัวคุณเฟรชมาก ต้องต่อสู้เพื่อครอบครัว ยินดีมากครับที่เห็นคุณบนจอทีวี ล่าสุดชมจากช่อง11 ปลูกผักที่น้ำหนาว น่ารัก และเก่งมากครับ