เป็นธรรมดาของคนที่ตั้งใจทำงานคนหนึ่ง ที่บางครั้งก็รู้สึกว่า มีบางสิ่งที่เข้ามามากมายจนเป็นอุปสรรคต่อการทำงานของเรา และสิ่งนั้นที่สำคัญที่สุดก็คือ แรงใจ มีใครบ้างไหมที่รู้สึกไม่อยากทำอะไรเลย มันเป็นเช่นนี้จริงๆ
ทำงานมาก็ตั้ง 12 ปีคิดว่าตัวเองอยู่แต่กับงาน สับสนวุ่นวาย กลับบ้านไปนอนก็ยังคิดแต่งาน ว่าทำยังไงให้มันสำเร็จและออกมาดี คิดแบบนี้มาตลอด แต่มาตอนนี้รู้สึกว่าสิ่งที่ตัวเองคิด และทำมันยิ่งมีค่าน้อยขึ้นๆ ทุกวัน หรือว่าสิ่งแวดล้อมที่เราอยู่มันไม่เหมาะสม หรือว่าคนที่เราเจอล้วนแล้วแต่คอยที่จะเอาเปรียบ หรือว่าหัวหน้างานทุกคนที่เคยเจอ ต้องโยนภาระมาแบกไว้ที่เราทุกคน หรือว่าเราคิดมากไปเอง
บ่นพอแล้ว ก็ต้องกลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริง ที่ว่า "การอยู่ร่วมกันในสังคมมักจะมีปัญหาเกิดขึ้นเสมอ โดยเฉพาะการกระทบกระทั่งกันด้วยวาจา ใจ และการเบียดเบียนกัน สังคมที่มีการเบียดเบียนกัน" มีอยู่ทั่วไปและยิ่งมากขึ้นทุกที โดยเฉพาะในแวดวงราชการ หรือคนทำงานทั่วไป ทุกวันนี้คนทำงานมี มากมายหลายแบบ แต่คนที่ไม่อยากเจอคือ 1.คนที่ทำงานเพื่อเอาใจนาย โดยไม่เหลือไว้ซึ่งความเป็นตัวเองและความถูกต้อง 2.คนที่ทำงานแบบเช้าชามเย็นชาม อะไรก็ได้ 3.คนที่ทำงานแบบคิดว่าข้าเก่งคนเดียว 4.คนที่เห็นแก่ตัว(เกลียดที่สุด) 5.คนไม่ตรงต่อเวลา
เจอมาทุกแบบ แต่ก็ผ่านมาได้ทุกวันนี้ เพราะเราคิดและก็อ่านคำสอนของพระมหาสมปองที่ว่า.....
จงรดน้ำต้นไม้ที่อยู่ในใจ
ก่อนที่ท่านจะเรียกร้องเอาอะไรจากชีวิต ท่านเคยสำรวจตัวเองบ้างใหม่ว่าท่านเคยให้อะไรกับชีวิตของตนเองบ้าง เพราะในโลกนี้มีผู้คนจำนวนมาก ที่เป็นคนเรียกร้องจะเอามากว่าจะเป็นผู้ให้ แม้กับชีวิตตนเองเราก็เรียกร้องต้องการจะได้รับแต่สิ่งดีๆ อยากประสบความสำเร็จในชีวิต หรืออยากมีวัตถุเหมือนกับคนอื่น ๆ ที่อยู่รอบข้าง ต่างเป็นผู้เรียกร้องที่จะเอาจากตนเองและคนอื่น หรืออยากจะเป็นอย่างคนอื่นที่เห็นว่าเขามี เขาเป็น แต่ไม่เคยทำอะไรดีๆ ให้กับชีวิตของตนเองและคนที่อยู่รอบข้างบ้างเลย แล้วชีวิตจะมีจะเป็นได้อย่างไร ?
ครั้งหนึ่งนักวิทยาศาสตร์ต้องการจะทดลอง ความสัมพันธ์ระหว่างคนปลูกดอกไม้กับดอกไม้ ว่าจะมีความสัมพันธ์กันหรือไม่ จึงได้นำต้นดอกไม้ชนิดเดียวกันมาเพาะ โดยแยกเป็นสองกระถ่าง กระถางที่หนึ่งเมื่อต้นไม้เจริญเติบโตขึ้นก็รดน้ำพวนดิน ใส่ปุ๋ย และคนปลูกก็พยายามพูดคุย หรือบางทีก็ร้องเพลงให้ฟังเอาใจใส่ทุกอย่างด้วยดี แต่อีกต้นหนึ่งปลูกและดูแลเอาใจใส่ตามปกติ ต่างแต่ว่าเวลารดน้ำพวนดิน ก็บ่นด่าว่าอย่างหยาบคาย
ผลปรากฏว่า ต้นไม้ทั้งสองต้นนั้นเติบโตและให้ดอกที่ผิดแผกแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ดอกไม้กระถางแรกลำต้นสมบูรณ์ให้ดอกที่สวยงามและใหญ่กว่าปกติ แต่ดอกไม้กระถางที่ที่สองกลับแคะแกรนดอกที่ออกก็เล็กๆ และสีสันก็ดูไม่สวยงามเท่ากับดอกแรก นี่ขนาดดอกไม้ยังรับรู้ได้ถึงสิ่งที่ดีและไม่ดี แล้วชีวิตของเราละ หากว่าในแต่ละวัน ชีวิตมีแต่การดูถูกตนเอง เกลียดชังตนเอง ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะประสบความสุขกับชีวิตได้ แต่ในทางตรงกันข้าม หากเราเรียนรู้และเข้าใจในชีวิตที่เราเป็นอยู่ความสุขที่เราใฝ่หาย่อมอยู่ไม่ไกล
การได้เฝ้ามองดูความคิดและจิตวิญญาณ ที่เติบโตอย่างงดงามและเบิกบานจึงเป็นความสุขอย่างหนึ่งที่เราจะได้รับจากการดำรงอยู่ของชีวิตของเราเอง เพราะความงดงามและความเบิกบานของชีวิตนั้น ขึ้นอยู่กับท่าทีที่เรามีต่อชีวิตของเราเองว่าจะเป็นไปในลักษณะไหน ?
มนุษย์เรามีสองส่วนที่สำคัญและควรที่จะเอาใจใส่ให้ดี คือ ร่างกายและจิตใจ ทั้งสองส่วนนี้ล้วนต้องอาศัยการบำรุงรักษาจึงจะสามารถดำรงอยู่ได้ คุณธรรมและความดีที่อยู่ในจิตใจของคนเรานั้น ก็เหมือนกันกับร่างกายที่จะต้องอาศัยการดูแลรักษา เพื่อให้มีความเจริญงอกงามยิ่งขึ้น
ชีวิตคนเรานั้น จิตใจและร่างกายนับว่ามีความสำคัญเท่ากันแต่คนเราส่วนมากก็มักจะละเลยการเอาใจใส่ทางด้านจิตใจ แต่หันไปให้ความสำคัญกับการดูแลร่างกายมากกว่า และมักจะเข้าใจว่าร่างกายและจิตใจนั้น แยกขาดออกจากกันเป็นส่วนๆ เพราะขาดความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้อง ซึ่งอันที่จริงร่างกายและจิตใจของคนเราก็เหมือนกับปลาและน้ำ ที่จะต้องดำรงอยู่ร่วมกันไม่สามารถขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้
“คุณธรรมความดี” ที่ต้นไม้ที่อยู่ภายในใจของเรานั้น เราเคยเอาใจใส่รดน้ำพวนดินหรือให้ปุ๋ยบ้างหรือเปล่า เพราะถ้าเมื่อใดก็ตามที่เราปล่อยให้มันเหี่ยวเฉา ตัวเราเองนั้นแหละที่จะต้องเป็นผู้รับผลกระทบที่เกิดจากการกระทำต่างๆ ของเราเอง และในทางกลับกันถ้าคุณธรรมความดีเจริญเติบโต ย่อมจะเป็นร่มเงาทั้งแก่เราและคนอื่นที่อยู่รอบข้างได้เป็นอย่างดี
ณ กระท่อมหลังหนึ่งบนภูเขา พระภิกษุชราเป็นผู้อาศัยใช้อย่างสมถะชีวิตเป็นไปอย่างเรียบง่าย ในเวลาเย็นท่านชอบที่จะเดินลงไปเล่นกับเด็ก ๆ ในหมู่บ้านอยู่เป็นประจำ เพราะท่านเห็นว่าเด็กเป็นผู้สัตย์ซื่อและน่ารัก ใจของเด็กไม่มีมายาเข้าใจอะไรก็พูดอย่างที่คิดนั้น ทำให้ท่านชอบและมาเล่นกับเด็กอยู่เสมอ
วันหนึ่งภายหลังออกจากสมาธิ ท่านสังเกตเห็นต้นไผ่งอกขึ้นมาในกระท่อมของท่าน ท่านตื่นเต้นกับเพื่อนใหม่น้อยๆ ของท่านมาก เพราะมองเห็นความน่ารักและความอ่อนโยนของมัน ท่านเฝ้ารักษาด้วยจิตใจที่จดจ่อจนมันเติบโตขึ้นตามลำดับ
เมื่อยอดของต้นไผ่สูงขึ้นจนถึงหลังคากระท่อม ทำให้ท่านต้องคิดหนักว่าจะทำอย่างไรดี จะปล่อยให้ต้นไผ่เติบต่อไปหรือจะรื้นหลังคาออกให้ต้นไผ่ได้ทะลุขึ้นไป เพราะถ้ารื้อหลังคาออกเมื่อฝนตกหรือแดดกล้าตนก็ย่อมจะได้รับความเดือดร้อน
แต่ในขณะเดียวกันนับจากวันที่ท่านเห็นต้นไผ่จากหน่ออ่อนถึงวันที่มันเติบโตขึ้น ก็ทำให้จิตใจของท่านยินดีและมีความสุขใจกับชีวิตใหม่นี้ ซึ่งหลังผ่านการครุ่นคิดและตัดสินใจเรียบร้อย ท่านจึงได้ลงมือรื้อหลังคาออก เพื่อที่จะให้ต้นไผ่สามารถเติบโตขึ้นไปได้อย่างอิสระ
เพราะความงดงามภายในนั้น เป็นสิ่งที่ทำให้ชีวิตเราเป็นอยู่อย่างมีความสุขและไม่ต้องคอยเป็นทุกข์ในการตกแต่ง เพียงแต่ทำจิตให้เข็มแข็งด้วยความมั่นคงรู้เท่าทันในสิ่งทั้งหลาย เราก็สามารถที่จะมีความสุขได้
ทั้งนี้เพราะเขาต่างก็ไม่รู้ว่า ยิ่งเขาเรียกร้องเอามากเท่าไหร่เขาก็ย่อมสูญเสียมากเท่านั้น ปราชญ์ทั้งหลายจึงเป็นผู้ให้มากกว่าที่จะเป็นผู้รับ เพราะเขายิ่งให้เท่าไหร่เขายิ่งได้รับมากกว่านั้นเป็นเท่าทบทวีคูณ
ทั้งนี้เพราะร่างกายของคนเรานั้นเป็นสิ่งที่มองเห็นได้ชัดมากกว่าจิตใจที่เป็นส่วนภายในยากแก่การหยั่งเห็น
ในปัจจุบันคนเรามักจะให้ความสำคัญ ในด้านร่างกายมากกว่าจิตใจ ดังจะเห็นได้จากสถานเสริมสวยหรือสถานให้บริการเกี่ยวกับความงามที่มีอยู่มากมายในบ้านเรา
การดำรงอยู่ของชีวิตคนเราที่ดำรงอยู่ในโลกนี้นั้น เปรียบเหมือนกับการอยู่ในที่แจ้ง ที่ต้องเจอทั้งลมและแดดฝนอยู่เป็นประจำซึ่งเป็นการเคี่ยวกรำของธรรมชาติ เราจึงจำเป็นที่จะต้องแสวงหาร่มเงาให้กับตนเอง เพราะยามใดก็ตามที่มีแสงแดดแผดกล้าความร้อนแผดเผาเรา หรือสายฝนสาดซัดก็พอที่จะมีที่หลับฝนบังแดดได้
แล้วมนุษย์เราละชีวิตที่ดูถูกแต่ตนเอง เหยียดหยามตนเอง และไม่เคยให้อะไรที่ดีๆ กับชีวิตบ้างเลย แล้วชีวิตจะมีความสุขหรือประสบความสำเร็จได้อย่างไร
การเป็นอยู่อย่างเข้าใจกับความเข้าใจในสิ่งที่ทำนั้น จึงถือได้ว่าเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้การดำเนินชีวิตของเรา เป็นไปอย่างปกติสุข
คนรอบข้างเราเขาจะอ่านกันบ้างไหม
ความเข้มแข็งภายในทำให้ท่านอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ ก่ออาจเป็นความบันเทิงของพระผู้รักสงบได้นะครับ
มีข้อคิดดีๆมากมาย ที่น่านำไปปฏิบัติ