การมีอาชีพที่ต้องรับผิดชอบสร้างเด็กให้เป็นคนที่มีความพร้อมในการเรียนในชั้นที่สูงขึ้นเป็นเรื่องที่ยุ่งยากมากด้วยว่าเด็กที่ต้องจากอกพ่อแม่มาเข้าเรียนวันแรกนั้นมีความแตกต่างกันเด็กบางคนดีใจที่ได้มาโรงเรียนมาถึงจัดเก็บกระเป๋า และสัมภาระแล้วไปเล่นที่สนามเด็กเล่นเลย บางคนต้องให้ครูไปจูงมือและพูดทักทายด้วยคำไพเราะเสนาะหู ยิ้มแย้มจูงมือพาเข้าห้องเรียนแล้วพูดจ้อๆกับคุณครู และบางคนเกาะติดแม่แจไม่ยอมปล่อยมือจากแม่พอครูเอื้อมมือจะไปรับมาก็กอดแม่แน่นร้องไห้ไม่ยอมปล่อยแม่แม่พยายามแกะมืออกและให้ครูรับไปครูต้องออกแรงอุ้มและแม่ต้องรีบกลับไปเด็กร้องหาแม่เสียงดังครูต้องอุ้มชี้ให้ดูของเล่นตามมุมต่างพร้อมกับเล่าเรื่องหรือนิทานเท่าที่จะคิดได้ขณะนั้นจนกระทั่งเขาสะอื้นเบาลงค่อยๆวางเขาลงและจับมือไว้ให้นั่งใกล้ๆครูเพราะกลัวเด็กวิ่งกลับบ้าน บางวันเมื่อมีเพื่อนคนหนึ่งร้องไห้เด็กบางคนจะร้องไห้ตามเพื่อนก็มีครูต้องมีของเล่นมาไว้ในห้องให้เด็กๆดูและเล่น มีวิดิโอเพลงต่างๆให้เด็กได้ดูในช่วงมาถึงโรงเรียนใหม่ๆ มีขนมมาล่อบ้างในบางวัน  เหตุการณ์เช่นนี้จะเกิดขึ้นแทบทุกวันในสองสัปดาห์แรกของการเปิดภาคเรียนที่ 1 ดังนั้นช่วงเปิดภาคเรียนที่ 1 อาคารเด็กปฐมวัยแทบจะไม่มีครูคนใดมาแวะเวียนเยี่ยมเลยล่ะ ครูปฐมวัยต้องอดทนและเป็นนางฟ้าให้เด็กรักและไว้วางใจให้ได้เพราะเมื่อเด็กรักและไว้วางใจเห็นครูเป็นนางฟ้าแล้วการจัดกิจกรรมก็ประสบผลสำเร็จในวันข้างหน้า

              วันแรกในการจัดกิจกรรมเด็กจะสื่อสารกับครูยังไม่เข้าใจนักเพราะในเขตบริการของโรงเรียนเป็นภาษาภูไท คำที่ครูมักจะได้ยินและสัมผัสในช่วงหนึ่งเดือนแรกในการเปิดภาคเรียนที่ 1 นอกจากเสียงร้องไห้แล้วคือ "เยอะเมอเฮอ" (อยากกลับบ้าน)   "เอ๊ดมิได๊"  (ทำไม่ได้)  "เยอะเยว"(ปวดปัสสาวะ)  "เยอะคี"(ปวดอุจจาระ) ดังนั้นสิ่งที่ครูต้องทำก็คือพยายามฝึกให้เด็กพูดภาษาไทยตามครูและช่วยเหลือเด็กในทุกเรื่องจนกว่าเขาจะช่วยเหลือตัวเองได้