บันทึกเกี่ยวกับ "ไชยบูลย์สอนผิดอย่างไร" ในบันทึกนี้ ได้นำมาจากหนังสือ "ภาวนาธรรม" ซึ่งน่าจะเขียนโดยพระมหาสุวิทย์ วิชฺเชสโก ป.ธ. ๙  ส่วนที่นำมาวิเคราะห์นี้ อยู่ในหนังสือหน้า 69- 74  ชื่อเรื่องของส่วนนี้ว่า "วิธีฝึกสมาธิเบื้องต้น"

มหาสุวิทย์อ้างว่า หลวงพ่อวัดปากน้ำสอนไว้ดังนี้

นึกกำหนดนิมิต เป็น "ดวงแก้วกลมใส" ขนาดเท่าแก้วตาดำ ใสบริสุทธิ์ ปราศจากราคี หรือรอยตำหนิใดๆ ขาวใส เย็นตา เย็นใจ ดังประกายของดวงดาว ดวงแก้วกลมใสนี้เรียกว่า "บริกรรมนิมิต"

พวกลูกศิษย์ของไชยบูลย์นี่ มักจะหาคำศัพท์ใหม่ๆ มาสร้างสรรค์คำสอน  มันดูดี แต่การกระทำอย่างนี้ ทำให้ผู้เรียนเห็นดวงธรรมได้ยากมาก เพราะ ทำให้ใจหยุดนิ่งได้ยาก

ดวงแก้วที่ใส "ดังประกายของดวงดาว" มันเป็นอย่างไร มหาสุวิทย์เองจะรู้หรือเปล่าก็ไม่รู้ ถ้าสอนใครแล้วให้นึกดวงนิมิตมีประกายแบบดวงดาว ชาตินี้ ชาติหน้า ชาติไหนๆ ก็ไม่ต้องเห็นดวงธรรมกัน

เหลวไหลสิ้นดี............

ข้อความที่ว่านี้ "ดวงแก้วกลมใสนี้เรียกว่า "บริกรรมนิมิต" ก็ผิด แสดงว่าท่านมหาไม่ได้เข้าใจวิชาธรรมกายอย่างแท้จริง ฟังไม่ได้ศัพท์ก็จับมากระเดียด 

ดวงแก้วที่เรานึกในตอนแรกก่อนที่จะเห็นดวงปฐมมรรคนี้ เป็น "นิมิต"  การที่เรานึกให้เห็นนิมิตตลอดเวลา จึงจะเป็น "บริกรรมนิมิต"

นึกสบายๆ เหมือนดวงแก้วนั้น มานิ่งสนิทอยู่ ณ ศูนย์กลางกายฐานที่ 7 นึกไป ภาวนาไปอย่างนุ่มนวล เป็นพุทธานุสติว่า "สัมมาอะระหัง"

ตรงนี้เกือบจะถูกอยู่แล้ว ถ้าไม่มัวไปแต่งเติมเสริมแต่งคำพูด

ดวงนิมิตนั้น เราต้องนึกที่ศูนย์กลางกาย เหนือระดับสะดือ 2 นิ้วมือ ซึ่งก็คือฐานที่ 7 นึกตรงนั้น  ไม่ใช่นึกให้ลอยไปลอยมา แล้วมาตายสนิทอยู่ตรงศูนย์กลางกายฐานที่ 7  

หรือค่อยๆ น้อมนึกดวงแก้วกลมใสให้ค่อยๆ เคลื่อนเขาสู่ศูนย์กลางกายตามแนวฐาน โดยเริ่มตั้งแต่ฐานที่หนึ่งเป็นต้นไป น้อมด้วยการนึกอย่างสบายๆ ใจเย็นๆ ไปพร้อมๆ กับคำภาวนาว่า สัมมาอะระหัง

มหาท่านนี้ ท่านนึกว่า การนำดวงนิมิตเข้าไปตามฐานนั้น เป็นตัวเลือกที่จะทำก็ได้ไม่ทำก็ได้ ซึ่งผิด การนำดวงนิมิตเข้าไปตามฐาน เป็นกฎบังคับ ไม่ทำไม่ได้

การนำดวงนิมิตเข้าไปตามฐานก็ไม่ใช่ว่า นึกให้ลอยเข้าไปตามฐานแบบสุ่มเสี่ยงไปเรื่อย ในแต่ละฐานนั้น เราต้องภาวนา "สัมมาอะระหัง" 3 ครั้ง  ก่อนที่จะเลื่อนไปฐานต่อไป ต้องนึกให้ดวงนิมิตสว่างขึ้นด้วย

อนึ่ง เมื่อนิมิตดวงใส กลมสนิทปรากฎแล้ว ณ กลางกาย ให้วางอารมณ์สบายๆ กับนิมิตนั้น จนเหมือนกับว่าดวงนิมิตเป็นส่วนหนึ่งของอารมณ์

เห็นสาวกไชยบูลย์อธิบายวิชาแล้ว อยากจะไปลาหมาแก่ตาย ดวงนิมิตจะไปเป็นส่วนหนึ่งของอารมณ์ได้อย่างไร และมันเป็นอย่างไรก็ไม่รู้ สอนเรื่อยเฉื่อยกันไป  ไม่นึกถึงความเป็นจริง ว่าทำได้หรือไม่

หากดวงนิมิตนั้น อันตรธานหายไป ก็ไม่ต้องนึกเสียดาย ให้วางอารมณ์สบาย แล้วนึกนิมิตนั้น ขึ้นมาใหม่แทนดวงเก่า หรือเมื่อนิมิตนั้น ไปปรากฏที่อื่น ที่มิใช่ศูนย์กลางกาย ให้ค่อยๆ น้อมนิมิตเข้ามา อย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่มีการบังคับ

แหม......... ใช้ศัพท์แบบลิเกเลย "หากดวงนิมิตนั้น อันตรธานหายไป" ถ้าดวงนิมิตหายไป ก็นึกใหม่ที่ศูนย์กลางกาย แต่ถ้าเห็นอยู่ใกล้ๆ ฐานที่ 7 ก็ต้องบังคับให้อยู่ที่ฐานที่ 7 ให้ได้

การบังคับนั้น ไม่ใช่ว่า จะใช้ปืน M. 16 บังคับดวงนิมิตให้มาอยู่ที่ฐานที่ 7 เป็นการบังคับในทางปฏิบัติธรรม  ถ้าไม่บังคับนี่  จะกราบดวงนิมิตแล้ว พูดว่า "ดวงนิมิตจ๋า มาอยู่ที่ฐานที่ 7 นะจ๊ะ นะจ๊ะ" หรืออย่างไร

และเมื่อนิมิตมาหยุดสนิท ณ ศูนย์กลางกาย ให้วางสติลงไปยังจุดศูนย์กลางของดวงนิมิต ด้วยความรู้สึกกล้ายมีดวงดาวดวงเล็กๆ อีกดวงหนึ่ง ซ้อนอยู่ตรงกลางดวงนิมิตดวงเดิม

ตรงนี้ "สติ" มาเกี่ยวได้อย่างไร แล้วหลวงพ่อวัดปากน้ำไม่เคยสอนเลยว่า ให้นึกว่ามีดวงดาวอยู่ในดวงนิมิต 

ก็ใช้คำว่า "ใจหยุด ใจนิ่ง" ก็พอแล้ว ถูกต้องแล้ว 

พระมหาสุวิทย์ท่านคงเพ้อไป สอนไป..

แล้วสนใจเอาใจใส่แต่ดวงเล็กๆ ตรงกลางนั้นไปเรื่อยๆ ใจจะค่อยๆ ปรับ จนหยุดได้ถูกส่วน  แล้วจากนั้น ทุกอย่างจะค่อยๆ ปรากฎให้เห็นได้ด้วยตนเอง เป็นภาวะของดวงกลมที่ทั้งใส ทั้งสว่าง ผุดซ้อนขึ้นมาจากกึ่งกลางดวงนิมิต ตรงที่เราเอาใจใส่อย่างสม่ำเสม

ตรงนี้ก็มั่วนิ่มกันไป  เมื่อใจเราหยุดถูกส่วน ถึงแม้จะไม่ได้นึกให้เห็นดวงนิมิต (คำว่าใจหยุดถูกส่วนต้องอธิบายกันยาว เลยขอละไว้ก่อน)  เราก็จะเห็นดวงธรรม ยกตัวอย่างเช่น หลวงพ่อวัดปากน้ำ ตอนที่ท่านเห็นดวงนิมิต ท่านก็ใช้ "พุทโธ"

โดยปกติท่านที่ฝึกใหม่ๆ จะไม่รู้สึกเลยว่า ดวงนิมิตเปลี่ยนไปเป็นดวงปฐมมรรคตั้งแต่เมื่อไหร่  แต่ไม่ใช่ "ผุดซ้อนขึ้นมาจากกึ่งกลางดวงนิมิต" อย่างมหาสุวิทย์สอนแน่ๆ

ดวงนี้เรียกว่า "ดวงธรรม" หรือ "ดวงปฐมมรรค" อันเป็นประตูเบื้องต้นที่จะเปิดไปสู่หนทางแห่งมรรคผลนิพพาน การระลึกนึกถึงนิมิต หรือดวงปฐมมรรคสามารถทำได้ในทุกแห่งทุกที่ ทุกอิริยาบถ เพราะ ดวงธรรมนี้คือ ที่พึ่งที่ระลึกอันประเสริฐของมนุษย์

ตรงนี้ถูก  มีถูกเหมือนกันแฮะ..

ข้อแนะนำ คือ ต้องทำให้สม่ำเสมอเป็นประจำ ทำเรื่อยๆ อย่างสบายๆ ไม่เร่ง ไม่บังคับ ทำได้แค่ไหนให้พอใจแค่นั้น อันจะเป็นเครื่องกัดกั้นมิให้เกิดความอยากจนเกินไป ถึงกับทำให้ใจต้องสูญเสียความเป็นกลาง

ตรงนี้ถูกแต่ไม่ทั้งหมด  แต่ศัพท์เดิมของไชยบูลย์คือ "ทำให้ใจต้องสูญเสียความเป็นกลาง" มันเป็นอย่างไร ผมยังงงๆ อยู่  ทำใจให้ไปเข้าข้างฮุนเซ็นหรือไง

และเมื่อการปฏิบัติบังเกิดผลแล้ว ให้หมั่นตรึกระลึกนึกถึงอยู่เสมอ จนกระทั่งดวงปฐมมรรคกลายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับลมหายใจ หรือนึกเมื่อใดเป็นเห็นได้ทุกที

ตรงนี้ผิดแน่ๆ มั่วแน่ๆ ดวงปฐมมรรคนั้น เมื่อเราตรึกนึกถึง เราก็จะเห็น แต่ไม่นึก เราก็ไม่เห็น แต่การเห็นอย่างนี้ ไม่ใช่ว่าดวงปฐมมรรคกลายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับลมหายใจ

มั่วนิ่มไปได้ ท่านมหา..

อย่างนี้แล้ว ผลแห่งสมาธิจะทำให้ชีวิตดำรงอยู่บนเส้นทางแห่งความสุข ความสำเร็จ และความไม่ประมาทได้ตลอดไป ทั้งยังจะทำให้สมาธิละเอียดอ่อนก้าวหน้าไปเรื่อยๆ ได้อีกด้วย

จะสังเกตได้ว่า กลุ่มพวกวัดพระธรรมกายนี่ ไม่เคยพูดถึงเนื้อหาวิชาที่สูงกว่าการเห็นดวงปฐมมรรคเลย

มหาสุวิทย์รู้จักหนังสือคู่มือสมภารเป็นอย่างดี เป็นหนังสือคู่มือสมภารที่วัดพระธรรมกายพิมพ์แจกในงานศพคุณยายจันทร์

แต่มหาสุวิทย์ไม่เคยนำมาสอนเลย..........

โดยสรุป แม้กระทั่งการสอนให้เห็นดวงธรรม สานุศิษย์และไชยบูลย์ก็สอนมั่วไป มั่วมา  แล้วจะมาโอ้อวดว่าเป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อวัดปากน้ำได้อย่างไร  เอาชื่อหลวงพ่อมาหากินเท่านั้น

ตายไปจะรู้สึกมากกว่านี้..