ปรับอาบัติพระอานนท์


ปรับอาบัติพระอานนท์

ฉบับที่แล้วข้าพเจ้าได้เสนอเรื่องปรับอาบัติพระอานนท์ยังไม่จบบางท่านได้เข้ามาอ่านแล้วยังคาใจอยู่ ฉบับนี้ผู้เขียนจึงนำคำสัมภาษณ์มาลงต่อ

พระมหาบูรณะ  ชาตเมโธ แสดงทัศนะว่า “พระอานนท์อนุญาตให้สตรีเข้าถวายอภิวาทพระบรมศพของพระพุทธเจ้าก่อน สตรีเหล่านั้นร้องไห้นำตากระเด็นเปื้อนพระบรมศพ เป็นการกระทำที่ไม่ดี ปรับอาบัติทุกกฎ ท่านพระอานนท์ท่านให้เหตุผลว่า สตรีจะมาอยู่ในท่างกลางป่า ท่างกลางบุรุษ และท่ามกลางสงฆ์ในเวลากลางคืนคงไม่เหมาะ ท่านจึงจัดให้สตรีเหล่านั้นรีบเข้าไหว้พระบรมศพ จะได้กลับเข้าเมืองโดยเร็วก่อนมืด แต่เมื่อสงฆ์เห็นว่า เป็นการกระทำไม่ดี ท่านก็ยอมรับ และปลงอาบัติ ในเรื่องนี้หากเราจะพิจารณาโดยถ้วนถี่แล้ว เราจะเห็นว่าเป็นการไม่งามโดยประการทั้งปวงที่สรีระของพระพุทธเจ้าจะเปื้อนด้วยน้ำตาของสตรีหรือของใครทั้งหลาย ย่อมเป็นการไม่งามโดยประการทั้งปวง และการที่สตรีทั้งหลายจะมาอยู่ในกลางป่าเวลาค่ำคืนก็ไม่งามเช่นเดียวกัน ท่านได้พยายามรักษาเกียติภูมิของหญิงเหล่านั้นไว้นับว่าน่ายกย่อง แต่การทำให้พระบรมศพมัวหมองก็เป็นสิ่งที่น่าตำหนิเช่นกัน

                 พระอานนท์เป็นธุระขวนขวายให้สตรีได้บวชในพระธรรมวินัย ถือว่าเป็นอาบัติทุกฏ ท่านพระอานนท์ให้เหตุผลว่า ท่านขวนขวยให้พระมหาปชาบดีโคตมีได้บวช เพราะนึกถึงอุปการคุณที่พระนางมีต่อพระพุทธเจ้าตั้งแก่เกิดมา เป็นการตอบแทนบุญคุณท่าน แต่กระนั้นเมื่อสงฆ์ปรับอาบัติท่าน ท่านก็ยอมรับและปลงอาบัติตามที่สงฆ์ลงโทษท่านในการที่ท่านได้พยายามจนให้สตรีได้บวชในพระพุทธศาสนาเพื่อตอบแทนคุณพระพุทธมารดาประการหนึ่ง และเพื่อให้สตรีมีโอกาสได้ปฏิบัติธรรมบรรลุธรรมประการหนึ่ง นับว่าเป็นเรื่องที่น่ายกย่อง เพราะภาวะแห่งการบรรลุธรรมนั้นไม่ขึ้นกับความเป็นหญิงหรือชาย แต่ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติ  แต่การที่ท่านขวนขวายให้สตรีได้บวชนั้น สงฆ์ถือว่าท่านมีส่วนในการทำให้อายุพระพุทธศาสนาสั้นลง เพราะเป็นการส่งเสริมให้ชายหญิงได้มีโอกาสพบเห็นกันเป็นทางเกิดอกุศล มีผลกระทบต่อการพัฒนาปัจเจกบุคคลเลยทีเดียว ท่านจึงถูกปรับโทษ การที่พระอานนท์ถูกปรับอาบัตินี้ล้วนแต่เกิดขึ้นในสมัยที่พระอานนท์ท่านยังเป็นเพียงโสดาบันอยู่ ยังไม่เป็นพระอรหันต์ ดังนั้นจึงเป็นไปได้ว่า ผู้ที่มีสติยังไม่สมบูรณ์นั้นอาจมีการกระทำที่ผิดพลาดเล็กน้อยลงได้ แต่เมื่อถูกทักท้วง ท่านก็ยอมรับตามนั้น เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาต่อไป  และเพื่อเป็นการพัฒนาปรับปรุงตนเองไปสู่ความพ้นทุกข์ไปในที่สุด.[1]

             แสวง  อุดมศรี  มองว่า “ การปรับอาบัติพระอานนท์นั้นคงมิใช่ ประเด็นสำคัญอะไรนัก น่าจะมีเป้าหมายที่ลึกซึ้งอย่างอื่นซ่อนเร้นอยู่เบื้องหลัง เพราะพระเถระแต่ละรูปที่ได้รับการพิจารณาคัดเลือกให้เข้าร่วมประชุมทำสังคายนาในครั้งนี้ ล้วนแต่เป็นพระอรหันต์เหมือนกันหมดทุกรูป  ภิกษุที่ได้บรรลุคุณธรรมในชั้นนี้ย่อมไม่เคลือบแคลงหรือสงสัยในพระธรรมวินัยที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงและบัญญัติไว้ เข้าใจสภาวธรรมตลอดจนเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริงทุกประการ  แต่เป้าหมายที่สำคัญที่สุดน่าจะอยู่ตรงที่ว่า เพื่อจะทำการอย่างใดอย่างหนึ่งให้เป็นที่ประจักษ์แก่ภิกษุและพุทธศาสนิกชนโดยทั่วไปว่า พระอานนท์เถระเชื่อฟังและเคารพมติสงฆ์ ทั้งนี้ เพื่อป้องกันมิให้บรรดาภิกษุที่ยังเป็นปุถุชนหรือพุทธศาสนิกชนบางกลุ่มยกพระอานนท์เถระมาเป็นฉากกำบัง เพื่อทำการบางอย่างที่จะเป็นไปในทำนองกระด้างกระเดื่องต่อการปกครองคณะสงฆ์นั่นเอง”[2]

                 จำรูญ  ธรรมดา แสดงทัศนคติว่า “ เนื่องจาก พระสงฆ์ในยุคนั้นล้วนเป็นผู้ที่เลื่อมใสเชิดชูพระอานนท์อยู่แล้ว ดังนั้น ถึงแม้จะตำหนิพระอานนท์ด้วยการยกเอาข้อผิดพลาดหรือข้อบกพร่องเล็กๆ น้อยๆ ที่เรียกว่า อัพโพหาริก(ข้อผิดพลาดเล็กน้อยซึ่งไม่พอที่จะเรียกว่าเป็นข้อผิดพลาด) แต่ก็เป็นเพียงการกล่าวตำหนิไปตามที่เป็นจริง ซึ่งเป็นการเปิดเผยความจริงให้ที่ประชุมได้รับทราบและเพื่อเป็นการอบรมสั่งสอนพระอานนท์ด้วย แต่มิใช่เป็นการตำหนิ เพื่อกลั่นแกล้ง หรือข่มพระอานนท์อย่างแน่นอน ทั้งนี้เพราะว่าคณะสงฆ์ที่ตำหนินั้นล้วนเป็นพระอรหันต์ที่ได้รับคัดเลือกเพื่อการทำปฐมสังคายนาโดยพระมหากัสสปะเถระทั้งสิ้น ในทางตรงกันข้าม การที่คณะสงฆ์กระทำเช่นนั้นยังเผยให้เห็นถึงการยกย่องและยอมรับพระอานนท์โดยทางอ้อมเป็นนัยๆว่า“ในตัวท่านพระอานนท์นี้ นอกจากโทษเล็กๆน้อยๆ ๕ ประการเหล่านี้แล้วท่านไม่มีโทษความผิดพลาดใดๆ ปรากฏให้เห็นเลย”  การตำหนิในเช่นนั้นหากมองให้ลึกซึ้ง จะเห็นว่า มีความหมายตรงกับความหมายแฝงพันกันอยู่ ความหมายตรงคือ ตำหนิ ส่วนความหมายแฝงก็คือยกย่อง  กล่าวได้ว่า นี่เป็นกุสโลบายที่ชาญฉลาดในการใช้คำพูดเพื่อการอบรมและยกย่องโดยมิให้บุคคลที่ถูกกระทำให้ลืมตัว”[3]

มหาจุฬาฯ

                      

คำสำคัญ (Tags): #พุทธ
หมายเลขบันทึก: 436598เขียนเมื่อ 23 เมษายน 2011 09:49 น. ()แก้ไขเมื่อ 11 ธันวาคม 2012 13:41 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน


ความเห็น (2)

ประชัน ชะชิกุล มองว่า "การปรับอาบัติพระอานนท์ ในการทำปฐมสังคายนานี้ เพื่อชำระคดีความ หรือที่เรียกว่า อาบัติที่ยังค้างอยู่ ที่ยังค้างคาใจอยู่ 5 ข้อ ดังที่ทราบกัน เนื่องจากอาบัติทั้ง 5 ข้อนี้ เป็นอาบัติที่เกิดจากการตำหนิ ติเตียน ในข้อผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ เฉพาะตน (เฉพาะพระอานนท์) อาจจะเกิดการตำหนิติเตียนในคราวหลังได้อีก ทางคณะสงฆ์ซึ่งมีพระมหากัสสปะเป็นประธาน จึงได้ดำเนินการเพื่อเป็นแบบอย่าง (ดังหลายๆ ทรรศนะที่ได้แสดงไว้ก่อนหน้านี้แล้ว) ของการชำระพระธรรมวินัยให้แก่สงฆ์ เพราะการสังคายนาครั้งนี้เป็นการสังคายนาครั้งแรก ซึ่งทางสงฆ์ประกอบด้วยพระอรหันต์ทั้งหมด ย่อมรู้ชัดว่าพระธรรมวินัยอาจจะคลาดเคลื่อนได้ในภายหลัง และจะมีครั้งสอง สาม ต่อๆ ไป และเพื่อตัดความสงสัยในตัวพระอานนท์เถระเองด้วย

เหตุผลประการสำคัญต่อไป คือ พระอานนท์เถระ จะเป็นพระผู้ตอบข้อซักถาม ข้อสงสัย ในพระธรรม ซึ่งจะร้อยเรียงเรียกเป็นชื่อพระสูตรต่างๆ เพียงองค์เดียว ต่อหน้าคณะสงฆ์ เพื่อร้อยเรียงพระธรรมวินัยให้เข้าหมวดหมู่ เมื่อพระอานนท์ยอมรับในสิ่งผิดพลาดที่ตนเองมี (ซึ่งมีเพียงเท่านี้ มีเพียง 5 ข้อนี้) เมื่อท่านรับสารภาพแล้ว ยอมรับผิดเองแล้ว ท่านก็เป็นผู้หมดจด ไม่มีความผิดอื่นๆ ใดๆ ติดค้างอีก ท่านจะเป็นผู้บริสุทธิ์จากการอาบัติ จากคดีความที่คนอื่นๆ จะพึงตำหนิได้ ดังนั้น การร้อยเรียงพระธรรมวินัยต่อไป ก็จะเป็นการร้อยเรียงที่เกิดจากความบริสุทธิ์ และวิธีการนี้ ทางสงฆ์ก็คือปฏิบัติสืบต่อกันมาเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ เช่น อ้างอิงจากก่อนสวดพระปาฏิโมกข์ ก็ปลงอาบัติ แสดงอาบัติของตนก่อน

ส่วนระเบียบวิธีที่จะทำการสังคายนา ซึ่งเป็นระเบียบวิธีที่ใหญ่กว่า สำคัญกว่า มีขั้นตอนละเอียด ประณีตกว่า เช่นการคัดเลือกพระอรหันต์ผู้ทรงภูมิรู้ภูมิธรรมทรงอภิญญา การแสดงความบริสุทธิ์ในพระธรรมวินัย เป็นต้น เพราะเป็นกิจการใหญ่ของคณะสงฆ์ ระเบียบวิธีดังกล่าว จึงเป็นระเบียบวิธีที่จะแสดงให้เห็นความบริสุทธิ์เป็นเบื้องต้น ฉะนั้น การจะชำระพระธรรมวินัยครั้งใดก็ตาม ทางคณะสงฆ์ ก็ต้องมีระเบียบวิธีดังกล่าวนี้ในการปฏิบัติต่อไป

การที่จะถามหาความผิดเพื่อเอาผิด เพื่อเอาโทษ หรือเพื่อตำหนิให้ร้ายนั้น ในทางพุทธศาสนาไม่นิยม แต่จะตำหนิ กล่าวโทษ เพื่อให้เกิดการปรับปรุง แก้ไข เข้าใจ แล้วเกิดความบริสุทธิ์ยุติธรรมขึ้นในพระศาสนาแม้เมื่อพระศาสดาไม่อยู่แล้วก็ตาม อันนี้เห็นได้ในหลายกรณี เห็นได้ในพระสูตรต่างๆ ในพระพุทธศาสนา ฉะนั้น กรณีการตำหนิพระอานนท์เถระ จึงเป็นการตำหนิเพื่อให้เกิดความบริสุทธิ์ในพระธรรมวินัยในพระศาสนาในภายหลัง จะเป็นแบบอย่างให้พุทธศาสนิกชนต่อไป"

ความเห็นเพิ่มเติมเมื่ออ่านงานวิจัยเรื่อง "ปัญหาการปรับอาบัติพระอานนท์"

โดย ดร.แม่ชีกฤษณา รักษาโฉม (2554) อบ.(อภิธรรมบัณฑิต), บ.ศ.๙ บาลีศึกษา ๙ ประโยค ศศ.บ. (ภาษาอังกฤษ), ศษ.บ. (ภาษาไทย), พธ.ม. (พระพุทธศาสนา), พธ.ด. (พระพุทธศาสนา), อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

.....จากการสัมภาษณ์พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) ซึ่งอ่านข้อวินิจฉัยแล้ว ให้เห็นแบบอย่างของการทำงานที่สร้างสรรค์ผลงานวิชาการ เห็นความสะอาดของทรรศนะ ทั้งฝ่ายทำงานวิชาการ และฝ่ายให้ข้อวินิจฉัยในพระธรรมวินัย ซึ่งเป็นแบบอย่างที่งดงามของการทำงานวิชาการ งานตำรา งานวิจัย เชิงพุทธ จึงขออนุญาตหยิบยกมาเป็นแบบอย่าง

คำสัมภาษณ์พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต)

การที่พระอรหันต์ได้ตำหนิพระอานนท์ในท่ามกลางที่ประชุมสังคายนาในกรณีที่ท่านให้มาตุคาม ถวายอภิวาทพระสรีระศพของพระผู้มีพระภาคก่อน พระสรีระจึงเปียกเปื้อนน้ำตาของมาตุคามผู้ร้องไห้ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) แสดงข้อคิดเห็นว่า “เป็นการดีสำหรับ ๒ ฝ่าย คล้ายๆ ว่าพระอรหันต์ช่วยป้องกันพระอานนท์ คือให้พระอานนท์ได้ชี้แจง เพราะมิฉะนั้น คนจะไปมองในแง่ไม่ดี เพราะคนสมัยนั้นเขาถืออยู่ และมีพระอรหันต์เถระผู้ใหญ่มาร่วมงาน แต่ไม่ได้ให้เข้าไปก่อน กลับไปปล่อยให้ผู้หญิงเข้าไปก่อน และไม่ใช่เข้าไปเฉยๆ แต่ไปร้องไห้ทำให้พระบรมสรีระศพเปียกปอน พระเถระผู้ใหญ่เข้ามากราบก็ไม่สะดวก มีน้ำตานองอยู่ ถ้าว่าตามหลักการทั่วไป ก็ควรให้พุทธบริษัทเข้าเคารพกันตามลำดับ คือภิกษุบริษัท ภิกษุณีบริษัท อุบาสกบริษัท และอุบาสิกาบริษัท ผู้ใหญ่ผู้น้อยก็เข้าไปตามลำดับ นี้หมายความว่าตามระเบียบปกติ พระอรหันต์ก็เอาหลักการมาพูด และพระอานนท์ท่านปฏิบัติไปแล้วท่านมีเหตุผลของท่าน เมื่อพระอรหันต์ได้มาพูดอย่างนี้แล้ว พระอานนท์ก็จะได้มีโอกาสชี้แจงเหตุผลให้รู้ว่าที่ทำอย่างนี้มันมีเหตุจำเป็น พระอานนท์ก็ได้โอกาสก็แสดงเหตุผลไปแล้วก็จบกันไป และพระอรหันต์ก็ไม่ได้ปล่อยเรื่องทิ้งไว้ เพราะคนจะว่าได้ว่า งานพระศพของพระพุทธเจ้าไม่มีระเบียบเลย ปล่อยกันเปรอะหมด แสดงว่าพระเถระผู้ใหญ่ท่านไม่ได้ปล่อยปละละเลย จึงได้ยกมาถามพระอานนท์ และพระอานนท์ได้ชี้แจงเหตุผลให้เห็นว่า มีเหตุจำเป็นในเรื่องนี้ ถ้าหากพระอรหันต์ไม่พูดขึ้นมา คนก็จะไปพูดกันว่างานพระศพของพระพุทธเจ้านี้ไม่เป็นเรื่องเลยปล่อยเลอะเทอะไม่มีระเบียบ พระเถระผู้ใหญ่ก็ได้แสดงออกให้เห็นว่า เรานี้มีระเบียบ พระอานนท์ก็บอกว่ามีเหตุผลอย่างนี้”[๒๘]

.....จากการสัมภาษณ์พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) ซึ่งอ่านข้อวินิจฉัยแล้วทำให้เกิดความเข้าใจที่ลึกซึ้่ง เป็นภาพบรรยากาศของการจัดพระบรมศพพุทธสรีระได้ชัดขึ้น เป็นการให้ความสว่างทางปัญญาและแก้ข้อสงสัยได้หมดจด จึงยกมาเพื่อเป็นกุศลทุกส่วน..... อ่านต่อได้ที่: https://www.gotoknow.org/posts/436598

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี