พุทธ


ปรับอาบัติพระอานนท์

ปัญหาการปรับอาบัติของพระอานนท์

 

                                                            ดร.แม่ชีกฤษณา  รักษาโฉม

                                                                อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย

๑. บทนำ

                  ในแวดวงวิชาการมีนักวิชาการเขียนบทความและเขียนหนังสือเกี่ยวกับภิกษุณี หลายประเด็นมีประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจ คือประเด็นการปรับอาบัติพระอานนท์ สาเหตุเพราะพระอานนท์ขวยขวายให้สตรี(มาตุคาม)บวชและอนุญาตให้สตรี(มาตุคาม)เข้าถวายบังคมพระบรมศพของพระพุทธเจ้าก่อนใครอื่นทั้งหมด นักวิชาการทั้งบรรพชิตและคฤหัสถ์ได้แสดงทัศนคติหลายมุมมอง บ้างว่าพระอานนท์ท่านคำนึงถึงความปลอดภัยของสตรี บ้างว่าเป็นความพลั้งเผลอของพระอานนท์ ผู้เขียนใคร่จะศึกษาหาเท็จ จริงจากพระไตรปิฎก และอรรถกถา พร้อมทั้งสัมภาษณ์นักวิชาการทั้งบรรพชิตและคฤหัสถ์

 

๒. ปรับอาบัติพระอานนท์

 

                                         การสังคายนาครั้งที่ ๑ เมื่อ พ.ศ. ๑ นั้นในที่ประชุมได้ปรับอาบัติพระอานนท์มีทั้งหมด ๕ ข้อ ในจำนวน ๕ ข้อนั้นมี ๒ ข้อที่เกี่ยวกับสตรี (มาตุคาม)โดยตรง  ในพระวินัยปิฎกเล่มที่ ๗ ได้บันทึกข้อความที่ปรับอาบัติพระอานนท์ความว่า “ ท่านอานนท์ การที่ท่านให้มาตุคาม ถวายอภิวาทพระสรีระของพระผู้มีพระภาคก่อน พระสรีระจึงเปียกเปื้อนน้ำตาของมาตุคามเหล่านั้นผู้ร้องให้   เรื่องนี้ปรับอาบัติทุกกฎแก่ท่าน ท่านจงแสดงอาบัติทุกกฎนั้น”[๑]  และข้อความว่า “ท่านอานนท์ การที่ท่านขวนขวายให้มาตุคามบวชในพระธรรมวินัยอันพระตถาคตประกาศไว้แล้วเรื่องนี้ปรับอาบัติทุกกฎแก่ท่าน”[๒] เนื่องจากในพระไตรปิฎกภาษาไทยทุกฉบับแปลข้อความที่พระสังคีติกาจารย์ตำหนิพระอานนท์เป็นการปรับอาบัติทุกกฎ[๓] จึงเป็นเหตุผลให้มีผู้วิจารณ์เรื่องพระอรหันต์ปรับอาบัติพระอานนท์ในคราวการทำปฐมสังคายนา  ทำให้ดูเหมือนว่าพระอานนท์ไม่รู้เรื่องพระวินัยเลยทั้งที่พระอานนท์อยู่ใกล้ชิดพระพุทธเจ้ามาตลอด ตัวอย่างเช่น พระมโน  เมตฺตานนฺโท ได้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการปรับอาบัติพระอานนท์ในประเด็นที่ขวนขวายให้สตรีบวชในพระพุทธศาสนา[๔]  ในขณะเดียวกัน นิธิ  เอียวศรีวงศ์   ได้ตั้งข้อสงสัยคล้ายกับพระมโน เมตฺตานนฺโทว่า “เป็นข้อน่าสงสัยว่าทำไมจะต้องกล่าวโทษพระอานนท์ ซึ่งก็แสดงว่า เพราะต้องการจะนำเอาความคิดการรังเกียจผู้หญิงเข้ามาในคณะสงฆ์ในพุทธศาสนา”[๕] เพื่อให้เกิดความกระจ่างชัดในเรื่องนี้ ผู้วิจัยจึงคัดข้อความภาษาบาลีในส่วนที่เกี่ยวกับสตรีมาประกอบการอธิบาย ดังนี้

                 อถ  โข  เถรา  ภิกฺขู  อายสฺมนฺตํ  อานนฺทํ  เอตทโวจุ     อิทมฺปิ  เต  อาวุโส  อานนฺท  ทุกฺกฏํ,  ยํ  ตฺวํ  มาตุคาเมหิ  ภควโต  สรีรํ  ปฐมํ  วนฺทาเปสิ,  ตาสํ  โรทนฺตีนํ  ภควโต  สรีรํ  อสฺสุเกน  มกฺขิตํ.  เทเสหิ  ตํ  ทุกฺกฏนฺติ.  อหํ  โข  ภนฺเต  “มายิมา  วิกาเล  อเหสุนฺ”ติ  มาตุคาเมหิ  ภควโต  สรีรํ  ปฐมํ  วนฺทาเปสึ.  นาหํ  ตํ  ทุกฺกฏํ  ปสฺสามิ,  อปิจายสฺมนฺตานํ  สทฺธาย เทเสมิ  ตํ  ทุกฺกฏนฺติ.  อิทมฺปิ  เต  อาวุโส  อานนฺท  ทุกฺกฏํ,  ยํ  ตฺวํ  มาตุคามสฺส  ตถาคตปฺปเวทิเต  ธมฺมวินเย  ปพฺพชฺชํ  อุสฺสุกฺกํ  อกาสิ.  เทเสหิ  ตํ  ทุกฺกฏนฺติ. อหํ  โข  ภนฺเต  “อยํ  มหาปชาปติ  โคตมี  ภควโต  มาตุจฺฉา  อาปาทิกา  โปสิกา   ขีรสฺส ทายิกา  ภควนฺตํ  ชเนตฺติยา  กาลงฺกตาย  ถญฺญํ  ปาเยสี”ติ  มาตุคามสฺส  ตถาคตปฺปเวทิเต  ธมฺมวินเย  ปพฺพชฺชํ  อุสฺสุกฺกํ  อกาสึ.  นาหํ  ตํ  ทุกฺกฏํ  ปสฺสามิ,  อปิจายสฺมนฺตานํ  สทฺธาย  เทเสมิ  ตํ  ทุกฺกฏนฺติ.[๖]

                 คำแปลฉบับ ม.จ.ร. ๒๕๓๙ ว่า “ครั้งนั้น ภิกษุผู้เถระทั้งหลายกล่าวกับท่านอานนท์ดังนี้ว่า “ท่านอานนท์  การที่ท่านให้มาตุคามถวายอภิวาทพระสรีระของพระผู้มีพระภาคก่อน พระสรีระจึงเปียกเปื้อนน้ำตาของมาตุคามเหล่านั้นผู้ร้องไห้  เรื่องนี้ปรับอาบัติทุกกฎแก่ท่าน ท่านจงแสดงอาบัติทุกกฎนั้น” ภิกษุผู้เถระทั้งหลายกล่าวต่อไปว่า “ท่านอานนท์ การที่ท่านขวนขวายให้มาตุคามบวชในพระธรรมวินัยอันพระตถาคตประกาศไว้แล้ว   เรื่องนี้ปรับอาบัติทุกกฎแก่ท่าน ท่านจงแสดงอาบัติทุกกฎนั้น”

                 ประเด็นสำคัญคือภาษาบาลีประโยคที่ว่า  “เทเสหิ   ตํ  ทุกฺกฏํ”  ที่แปลว่า   “ท่านจงแสดงอาบัติทุกกฎ”  เมื่อเทียบเคียงลักษณะการต้องอาบัติทุกกฏ ในคัมภีร์วินัยมหาวรรคกับวินัยจูฬวรรค ซึ่งมีจำนวน ๖๐๔ ข้อ แบ่งเป็นของฝ่ายภิกษุ ๕๑๔ ข้อ ของฝ่ายภิกษุณี ๙๐ ข้อ   ข้อความที่ใช้เกี่ยวกับการต้องอาบัติ พระพุทธเจ้าจะทรงใช้คำว่า “อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส” ทุกแห่ง[๗]    เช่น “น จ ภิกฺขเว สพฺพมตฺติกามยา กุฏิกา กาตพฺพา, โย กเรยฺย, อาปตฺติ    ทุกฺกฏสฺส[๘]  ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงทำกุฎีดินล้วน ภิกษุใดทำ ต้องอาบัติทุกกฏ”[๙]       น    ภิกฺขเว    นหายมาเนน   ภิกฺขุนา   รุกฺเข   กาโย   อุคฺฆํเสตพฺโพ,   โย   อุคฺฆํเสยฺย,   อาปตฺติ   ทุกฺกฏสฺส[๑๐]  ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเมื่อจะสรงน้ำ ไม่พึงขัดสีกายกับต้นไม้ รูปใดขัดสี ต้องอาบัติทุกกฏ[๑๑]  น  ภิกฺขเว  ภิกฺขุนิยา  อตฺตโน  ปริโภคตฺถาย  ทินฺนํ  อญฺเญสํ  ทาตพฺพํ,  ยา  ทเทยฺย, อาปตฺติ  ทุกฺกฏสฺส[๑๒] แปลว่า ภิกษุทั้งหลาย อาหารที่ทายกถวายให้ตนฉัน ภิกษุณีไม่พึงให้แก่ผู้อื่น รูปใดให้ ต้องอาบัติทุกกฏ[๑๓] 

                 พึงสังเกตว่าข้อความที่แสดงอาบัติต้องมีคำว่า “อาปตฺติ” ขึ้นก่อน และตามด้วยคำว่า “ทุกฺกฏสฺส” ส่วนประโยคว่า เทเสหิ  ตํ  ทุกฺกฏํ  ไม่มีคำว่า อาปตฺติ   จึงสันนิษฐานว่า พระอานนท์ไม่ได้ถูกปรับอาบัติแต่อย่างใด  และการที่พระอานนท์แสดงโทษ หรือยอมรับผิดนั้น มิใช่เป็นการแสดงอาบัติ แต่เป็นการยอมรับในการกระทำที่ไม่เหมาะสม   เคยมีเรื่องทำนองนี้เกิดขึ้นในสมัยพระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่ เรื่องมีอยู่ว่า  ภิกษุทั้งหลาย ช่วยกันเย็บจีวรถวายพระพุทธเจ้า สำหรับทรงใช้เสด็จเที่ยวจาริก แต่ท่านพระภัททาลิ มิได้ช่วยจึงถูกภิกษุเหล่านั้นตำหนิตักเตือนให้รู้ว่าท่านผิด ท่านจึงเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้ากราบทูลขอรับผิด ข้อความภาษาบาลี ดังนี้

                 อายสฺมา  ภทฺทาลิ  ...  เยน  ภควา  เตนุปสงฺกมิ;  อุปสงฺกมิตฺวา  ภควนฺตํ  อภิวาเทตฺวา  เอกมนฺตํ  นิสีทิ.  เอกมนฺตํ  นิสินฺโน  โข  อายสฺมา  ภทฺทาลิ  ภควนฺตํ  เอตทโวจ  “อจฺจโย  มํ  ภนฺเต  อจฺจคมา ยถาพาลํ  ยถามูฬฺหํ  ยถาอกุสลํ,  โยหํ  ภควตา  สิกฺขาปเท  ปญฺญาปิยมาเน  ภิกฺขุสํเฆ    สิกฺขํ  สมาทิยมาเน  อนุสฺสาหํ  ปเวเทสึ.  ตสฺส  เม  ภนฺเต  ภควา  อจฺจยํ  อจฺจยโต  ปฏิคฺคณฺหาตุ  อายตึ  สํวรายา”ติ.[๑๔]

                 ท่านภัททาลิ ได้เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคถวายอภิวาทแล้วนั่ง ณ ที่สมควรด้านหนึ่ง ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาค ดังนี้ว่า    “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ    โทษได้ครอบงำข้าพระองค์ผู้เป็นคนโง่  เป็นคนหลง ไม่ฉลาด ผู้ประกาศความไม่สามารถใน(การรักษา)สิกขาบทที่พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติไว้(และ)ให้ภิกษุสงฆ์สมาทานศึกษาอยู่ ขอพระผู้มีพระภาคทรงรับรู้โทษของข้าพระองค์นั้นโดยความเป็นโทษ    เพื่อความสำรวมระวังต่อไปเถิด”

                 ข้อความในอรรถกถาเป็นหลักฐานที่รับรองอีกชั้นหนึ่งซึ่งแสดงให้เห็นว่าพระอานนท์ไม่ได้ถูกปรับอาบัติ ดังข้อความว่า

                 อิทมฺปิ  เต  อาวุโส  อานนฺท  ทุกฺกฏนฺติ  อิทํ  “ตยา  ทุฏฺฐุ  กตนฺ”ติ  เกวลํ  ครหนฺเตหิ เถเรหิ  วุตฺตํ,  น  อาปตฺตึ  สนฺธาย  วุตฺตํ.  น  หิ  เต  อาปตฺตานาปตฺตึ  น  ชานนฺติ.  อิทาเนว เหตํ   อนุสฺสาวิตํ  “สํโฆ  อปญฺญตฺตํ  น  ปญฺญเปติ  ปญฺญตฺตํ  น  สมุจฺฉนฺทตี”ติ.  เทเสหิ  ตํ  ทุกฺกฏนฺติ  อิทมฺปิ  จ  “อาม  ภนฺเต,  ทุฏฺฐุ  มยา  กตนฺ”ติ  เอวํ  ปฏิชานาหิ  ตํ  ทุกฺกฏนฺติ  อิทํ  สนฺธาย  วุตฺตํ,  น  อาปตฺตเทสนํ.[๑๕]

                 คำว่า อิทมฺปิ เต อาวุโส อานนฺท ทุกฺกฏํ  : ท่านอานนท์เรื่องนี้ท่านทำไม่ดี อันพระเถระทั้งหลาย เพียงแต่จะกล่าวตำหนิว่า เรื่องนี้ท่านทำไม่ดี   มิได้กล่าวหมายถึงอาบัติ   พระเถระเหล่านั้นไม่ใช่จะไม่ทราบว่าอะไรเป็นอาบัติอะไรไม่เป็นอาบัติ  และพระมหากัสสปะก็ได้สวดประกาศให้ทราบแล้วในบัดนี้เองว่า สงฆ์จะไม่บัญญัติสิกขาบทที่พระผู้มีพระภาคไม่บัญญัติไว้   จะไม่เพิกถอนสิกขาบทที่พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติไว้

                 คำว่า เทเสหิ ตํ ทุกฺกฏํ : ท่านจงแสดง(ยอมรับ)เรื่องที่ท่านทำไม่ดีนั้น นี้ พระเถระทั้งหลายกล่าวหมายเอาความนี้ว่า ท่านจงยอมรับการทำไม่ดีนั้นอย่างนี้ว่า  ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ครับ  ข้าพเจ้าทำไม่ดี   มิได้กล่าวหมายถึงการแสดงอาบัติ[๑๖]

                 หลักฐานในคัมภีร์ชั้นอรรถกถา ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า พระอานนท์ไม่ได้ถูกปรับอาบัติ แต่บอกว่าการที่พระอานนท์ทำอย่างนั้นเป็นการกระทำไม่ดีให้พระอานนท์ยอมรับการกระทำไม่ดีนั้นเสีย

                 ส่วนคำว่า  ทุกฺกฏํ  ที่ไม่มีคำว่า อาปตฺติ ปรากฏอยู่ด้วย จึงไม่ได้แปลว่า เป็นอาบัติทุกกฎ  แต่หมายถึงการกระทำไม่ดี  ดังตัวอย่างในคัมภีร์ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค ซึ่งกล่าวถึงเรื่องที่มหาพรหมตำหนิภิกษุมาถามปัญหาตนแทนที่จะกราบทูลถามพระพุทธองค์ ข้อความที่มหาพรหมตำหนิภิกษุ ปรากฏดังนี้

                 อถโข  โส  มหาพฺรหฺมา  ตํ  ภิกฺขุ  พาหาย  คเหตฺวา  เอกมนฺตํ  อปเนตฺวา  ตํ  ภิกฺขุ  เอตทโวจ  “... อหํปิ  โข  ภิกฺขุ  น  ชานามิ,  ยตฺถิเม  จตฺตาโร  มหาภูตา  อปริเสสา  นิรุชฺฌนฺติ,  เสยฺยถีทํ  ปฐวีธาตุ  อาโปธาตุ  เตโชธาตุ  วโยธาตูติ,  ตสฺมาติห  ภิกฺขุ  ตุยฺเหเวตํ  ทุกฺกฏํ  ตุยฺเหเวตํ  อปรทฺธํ,  ยํ  ตฺวํ  ภควนฺตํ  อภิมุญฺจิตฺวา  พหิทฺธา  ปริเยฏฺฐึ  อาปชฺชสิ  อิมสฺส  ปญฺหสฺส  เวยฺยากรณาย,  คจฺฉ  ภิกฺขุ    ตเมว  ภควนฺตํ  อุปสงฺกมิตฺวา  อิมํ  ปญฺหํ  ปุจฺฉ,  ยถา  เต  ภควา    พฺยากโรติ,  ตถา  นํ  ธาเรยฺยาสีติ.[๑๗]

                 ทันใดนั้น ท้าวมหาพรหมนั้น ได้จับแขนภิกษุนั้นพาไปยังสถานที่ด้านหนึ่งแล้วกล่าวกับภิกษุนั้นว่า ... แม้เราก็ไม่ทราบที่มหาภูตรูป ๔ คือ ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ และวาโยธาตุ ดับสนิทเหมือนกัน เพราะฉะนั้น ภิกษุ ในเรื่องนี้ การที่ท่านละเลยพระผู้มีพระภาคแล้วมาหาคำตอบเรื่องนี้ภายนอก นับว่าท่านทำผิด (ตุยฺเหเวตํ  ทุกฺกฏํ) นับว่าท่านทำพลาด ไปเถิด ภิกษุ ท่านจงไปเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคกราบทูลถามปัญหาข้อนี้ และท่านพึงจำไว้ตามที่พระผู้มีพระภาคตรัสตอบ[๑๘]

                 ข้อความว่า “ตุยฺเหเวตํ ทุกฺกฏํ : ข้อนั้นท่านทำผิด” คือที่ไม่ถามพระพุทธเจ้าแต่มา
เที่ยวถามผู้อื่นก็ตรงกับความเป็นจริงในเรื่องราวต่างๆ ที่ปรากฏในพระไตรปิฎก ไม่มีการปรับอาบัติทุกกฏภิกษุที่ไม่ทูลถามพระพุทธเจ้าถึงปัญหาที่ตนสงสัย

                 ในคัมภีร์สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค ได้เล่าเรื่องที่พระพุทธองค์ตอบปัญหาของอดีตนักรบซึ่งมาทูลถามว่า เขาได้ฟังอาจารย์ที่สอนการศึกสงครามซึ่งสอนต่อๆ กันมาว่า นักรบที่อุตสาห์พยายามต่อสู้ในสงคราม ถ้าถูกฆ่าตาย เขาจะได้ไปเกิดอยู่กับพวกเทวดาสรชิต ข้อความที่พระพุทธองค์ตรัสตอบเขาตอนหนึ่ง ดังนี้

                 อปิจ  ตฺยาหํ  พฺยากริสฺสามิ.  โย  โส  คามณิ  โยธาชีโว  สงฺคาเม  อุสฺสหติ  วายมติ,  ตสฺส  ตํ  จิตฺตํ  ปุพฺเพ  คหิตํ  ทุกฺกฏํ  ทุปฺปณิหิตํ  “อิเม  สตฺตา  หญฺญนฺตุ  วา  พชฺฌนฺตุ  วา  อุจฺฉชฺชนฺตุ  วา  วินสฺสนฺตุ  ว  มา  วา  อเหสุ  อิติ  วา”ติ,  ตเมนํ  อุสฺสหนฺตํ  วายมนฺตํ  ปเร  หนนฺติ  ปริยาปาเทนฺติ,  โส  กายสฺส  เภทา  ปรํ  มรณา  สรชิโต  นาม  นิรโย,  ตตฺถ  อุปปชฺชตี”ติ.[๑๙] เอาละ เราจะตอบท่าน ท่านนายบ้าน นักรบอาชีพคนใดอุตสาห์พยายามในการสงคราม เขายึดจิตไว้ ทำจิตไว้ ผิด (ทุกฺกฏํ) ตั้งจิตไว้ไม่ดี ในเบื้องต้นว่า สัตว์เหล่านี้จงถูกฆ่า จงถูกแทง จงขาดสูญ จงพินาศ หรืออย่าได้มีชีวิตอยู่เลย พวกนักรบฝ่ายข้าศึก สังหารเขาผู้อุตสาห์พยายามนั้นจนถึงแก่ความตาย หลังจากเขาตายไป เขาจะไปเกิดในนรกสรชิต[๒๐]

                 ข้อความว่า  ตสฺส  ตํ  จิตฺตํ  ปุพฺเพ  คหิตํ  ทุกฺกฏํ  ทุปฺปณิหิตํ : นักรบนั้นยึดจิต คือ ความคิดนั้นในเบื้องต้น นับว่าทำจิตไม่ดี (ทุกฺกฏํ) นับว่าตั้งจิตไว้ผิด คำว่า ทุกฺกฏํ ในที่นี้แปลว่า อาบัติทุกกฏ ไม่ได้แน่นอน เพราะชาวบ้านไม่มีการต้องอาบัติทุกกฎ และอรรถกถาที่อธิบายข้อความของคำว่า ทุกฺกฏํ ได้อธิบายว่า ทุกฺกฏนฺติ  ทุฏฺฐุ  กตํ.[๒๑] แปลว่า คำว่า ทุกฺกฏํ ได้แก่นักรบนั้นทำไม่ดี

                 ในคัมภีร์ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ได้เล่าเรื่องที่พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงเรื่องภิกษุที่มีศีลมีธรรมมีปัญญางาม ทรงถือว่าเป็นพระอรหันต์จริง แล้วพระองค์ได้ทรงอธิบายขยายความลักษณะของภิกษุผู้มีศีลมีธรรมมีปัญญางามนั้นว่าเป็นอย่างไร แล้วทรงสรุปความเป็นพระคาถา ใจความว่า ภิกษุผู้มีศีลมีธรรมมีปัญญางาม จะไม่มีการทำชั่วทางกาย วาจาและใจ ข้อความภาษาบาลี ดังนี้

                 ยสฺส  กาเยน  วาจาย มนสา  นตฺถิ  ทุกฺกฏํ

                 ตํ  เว  “กลฺยาณสีโล”ติ          อาหุ  ภิกฺขุ  หิรีมนํ[๒๒]

     พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์  ตรัสเรียกภิกษุที่ไม่ทำชั่วทางกาย วาจา ใจ มีหิริครองใจนั้นว่า เป็นผู้มีศีลงาม[๒๓]

                 คำว่า ทุกฺกฏํ ในคาถานี้ แม้จะเป็นการกระทำของภิกษุ ก็ไม่ใช่อาบัติทุกกฏ เพราะอาบัติทางใจไม่มี ซึ่งอรรถกถา ถือคำอธิบายที่จัดเป็นหลักการอาจริยวาท ได้อธิบายว่า ทุกฺกฏนฺติ ทุฏฺฐุ กตํ,  ทุจฺจริตนฺติ  อตฺโถ[๒๔]   “คำว่า ทุกฺกฏํ ได้แก่ ที่เขากระทำไม่ดี อธิบายว่า ที่เขาประพฤติผิด” 

                 จึงพอจะเห็นแล้วว่า คำว่า ทุกฺกฏํ ถ้าอยู่โดดๆ โดยที่ไม่มีคำว่า อาปตฺติ ปรากฏอยู่ด้วย จะไม่หมายถึงอาบัติ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือไม่ใช่ชื่ออาบัติ แต่หมายถึงการกระทำที่ไม่ดี ซึ่งคัมภีร์ที่อธิบายกรณีพระอานนท์   ท่านก็ได้อธิบายลงกันสมกันกับสุตตานุโลมและอาจริยวาทในคัมภีร์อื่นๆ คือ

                 นอกจากคำอธิบายในอรรถกถา ที่จัดอยู่ในลำดับอาจริยวาทนี้แล้ว ยังมีอรรถกถาที่มิได้อธิบายคำว่า ทุกฺกฏํ แต่ได้ใช้ศัพท์ว่า ทุกฺกฏํ ที่หมายถึงการกระทำไม่ดี เช่นในคัมภีร์สุมังคลวิลาสินี ที่เล่าประวัติของปูรณกัสสปะ มีข้อความที่ใช้คำว่า ทุกฺกฏํ ดังนี้

                 ปูรโณติ  ตสฺส  สตฺถุปฏิญฺญสฺส  นามํ. กสฺสโปติ  โคตฺตํ. โส  กิร  อญฺญตรสฺส 
กุลสฺส เอกูนทาสสตํ  ปูรยมาโน  ชาโต, เตนสฺส  “ปูรโณ”ติ  นามํ  อกํสุ. มงฺคลทาสตฺตา  จสฺส
“ทุกฺกฏนฺ”ติ  วตฺตา  นตฺถิ.[๒๕]

                 คำว่า ปูรโณ เป็นชื่อของเขาที่ปฏิญาณตนเป็นศาสดา คำว่า กสฺสโป เป็นโคตร (วงศ์ตระกูล) เล่ากันมาว่า กัสสปะนั้น เป็นทาสที่เต็มจำนวน ๑๐๐ คนของตระกูลหนึ่ง ดังนั้น เขาจึงได้รับการตั้งชื่อว่า ปูรณะ ไม่มีใครพูดถึงเขาว่า ทำไม่ดี (ทุกฺกฏํ) เพราะเขาเป็นทาสที่เป็นมงคล

                 ข้อความจากคัมภีร์สุมังคลวิลาสินีที่ผู้เขียนยกมาเป็นอุทาหรณ์สุดท้ายนี้ เป็นหลักฐานชั้นอาจริยวาท ทุกฺกฏํ แปลเป็นอาบัติทุกกฏไม่ได้ เพราะปูรณกัสสปะมิได้เป็นภิกษุในพระพุทธศาสนา[๒๖]

                 จากหลักฐานที่เทียบเคียงมาแล้วนี้ รังษี  สุทนต์แสดงความคิดเห็นว่า “ การแปลให้พระถูกปรับอาบัติจึงเป็นการทิ้งประเด็นให้ประชาชนสงสัยในพฤติกรรมของพระอรหันต์ในคราวสังคายนา  แท้ที่จริงแล้วพระอานนท์ไม่ได้ถูกปรับอาบัติ  แต่เป็นเรื่องของการแปลที่กรรมการผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับพระไตรปิฎกแปลไว้ และคงจะเป็นการแปลเทียบเคียงกันสืบๆมา  การแปลปรับอาบัติพระอานนท์ ปรากฏว่าตรงกันทุกฉบับ เริ่มตั้งแต่ฉบับ พ.ศ. ๒๕๐๐ ถึง ฉบับ พ.ศ. ๒๕๓๐ แม้แต่ฉบับมหาจุฬาฯ ก็แปลเหมือนกัน  ถ้าแปลใหม่ คำว่า เทเสหิ ตํ ทุกฺกฏํ แปลว่า “ท่านจงแสดง(ยอมรับ)เรื่องที่ท่านทำไม่ดีนั้น”  ก็จะไม่มีปัญหาข้อสงสัย ในเรื่องการปรับอาบัติพระอานนท์ ข้อความที่แปลใหม่ดังนี้ “ครั้งนั้น ภิกษุผู้เถระทั้งหลายกล่าวกับท่านอานนท์ดังนี้ว่า “ท่านอานนท์  การที่ท่านให้มาตุคามถวายอภิวาทพระสรีระของพระผู้มีพระภาคก่อน พระสรีระจึงเปียกเปื้อนน้ำตาของมาตุคามเหล่านั้นผู้ร้องไห้  เรื่องนี้ท่านทำไม่ดี    ท่านจงแสดง(ยอมรับ)เรื่องที่ท่านทำไม่ดีนั้น”ภิกษุผู้เถระทั้งหลายกล่าวต่อไปว่า “ท่านอานนท์ การที่ท่านขวนขวายให้มาตุคามบวชในพระธรรมวินัยอันพระตถาคตประกาศไว้แล้ว   เรื่องนี้ท่านทำไม่ดี    ท่านจงแสดง(ยอมรับ)เรื่องที่ท่านทำไม่ดีนั้น”

                 ท่านพระอานนท์ได้ชี้แจงเหตุผลในที่ประชุมถึงข้อที่ถูกตำหนิเกี่ยวกับสตรี ๒ ข้อ  ดังนี้ท่านพระอานนท์ชี้แจงว่า “ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าตระหนักว่า มาตุคามเหล่านี้อย่ารออยู่จนถึงเวลาวิกาล    จึงให้พวกเธอถวายอภิวาทพระสรีระของพระผู้มีพระภาคก่อน    ข้าพเจ้าไม่เห็นเรื่องที่ให้มาตุคามถวายอภิวาทพระสรีระของพระผู้มีพระภาคก่อนนั้นว่าเป็นสิ่งที่ทำไม่ดี    แต่เพราะเชื่อฟังท่านทั้งหลาย    ข้าพเจ้าขอยอมแสดงสิ่งที่ทำไม่ดีนั้น”

                 ท่านพระอานนท์ชี้แจงว่า “ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าขวนขวายให้มาตุคามบวชในพระธรรมวินัยอันพระตถาคตประกาศไว้แล้ว เพราะคิดว่า ‘พระนางมหาปชาบดีโคตมีผู้นี้เป็นพระมาตุฉาของพระผู้มีพระภาค เคยประคับประคองดูแล ถวายเกษียรธารเมื่อพระชนนีสวรรคต’ ข้าพเจ้าไม่เห็นเรื่องการขวนขวายให้มาตุคามบวชในพระธรรมวินัยอันพระตถาคตประกาศไว้แล้วนั้นว่าเป็นสิ่งที่ทำไม่ดี    แต่เพราะเชื่อฟังท่านทั้งหลาย    ข้าพเจ้าขอยอมแสดงสิ่งที่ทำไม่ดีนั้น”[๒๗]

                 การที่พระอรหันต์ได้ตำหนิพระอานนท์ในท่ามกลางที่ประชุมสังคายนาในกรณีที่ท่านให้มาตุคาม ถวายอภิวาทพระสรีระศพของพระผู้มีพระภาคก่อน พระสรีระจึงเปียกเปื้อนน้ำตาของมาตุคามผู้ร้องให้   พระพรหมคุณาภรณ์(ป.อ. ปยุตฺโต)  แสดงข้อคิดเห็นในประเด็นนี้ว่า “ เป็นการดีสำหรับ ๒ ฝ่าย คล้ายๆ ว่าพระอรหันต์ช่วยป้องกันพระอานนท์ คือให้พระอานนท์ได้ชี้แจง เพราะมิฉะนั้น คนจะไปมองในแง่ไม่ดี เพราะคนสมัยนั้นเขาถืออยู่ เพราะมีพระอรหันต์เถระผู้ใหญ่มาร่วมงาน  แต่ไม่ได้ให้เข้าไปก่อน กลับไปปล่อยให้ผู้หญิงเข้าไปก่อน และไม่ใช่เข้าไปเฉยๆ แต่ไปร้องไห้ทำให้พระบรมสรีระศพเปียกปอน พระเถระผู้ใหญ่เข้ามากราบก็ไม่สะดวก มีน้ำตานองอยู่ ถ้าว่าตามหลักการทั่วไป ก็ควรให้พุทธบริษัทเข้าเคารพกันตามลำดับ คือภิกษุบริษัท  ภิกษุณีบริษัท  อุบาสกบริษัท และอุบาสิกาบริษัท ผู้ใหญ่ผู้น้อยก็เข้าไปตามลำดับ อันนี้หมายความว่าตามระเบียบปกติ พระอรหันต์ก็เอาหลักการมาพูด   และพระอานนท์ท่านปฏิบัติไปแล้วท่านมีเหตุผลของท่าน  เมื่อพระอรหันต์ได้มาพูดอย่างนี้แล้ว  พระอานนท์ก็จะได้มีโอกาสชี้แจงเหตุผลให้รู้ว่าที่ทำอย่างนี้มันมีเหตุจำเป็น  พระอานนท์ก็ได้โอกาสก็แสดงเหตุผลไปแล้วก็จบกันไป  และพระอรหันต์ก็ไม่ได้ปล่อยเรื่องทิ้งไว้ เพราะคนจะว่าได้ว่า งานพระศพของพระพุทธเจ้าไม่มีระเบียบเลยปล่อยกันเปรอะหมด    แสดงว่าพระเถระผู้ใหญ่ท่านไม่ได้ปล่อยปละละเลย จึงได้ยกมาถามพระอานนท์ และพระอานนท์ได้ชี้แจงเหตุผลให้เห็นว่า มีเหตุจำเป็นในเรื่องนี้   ถ้าหากพระอรหันต์ไม่พูดขึ้นมา คนก็จะไปพูดกันว่างานพระศพของพระพุทธเจ้านี้ไม่เป็นเรื่องเลยปล่อยเลอะเทอะไม่มีระเบียบ  พระเถระผู้ใหญ่ก็ได้แสดงออกให้เห็นว่า เรานี้มีระเบียบ  พระอานนท์ก็บอกว่ามีเหตุผลอย่างนี้”[๒๘]

                 และในกรณีพระอรหันต์ตำหนิพระอานนท์ที่เป็นผู้ขวนขวายให้มาตุคามบวชในพระธรรมวินัยนี้ พระพรหมคุณาภรณ์(ป.อ.ปยุตฺโต)ได้แสดงทัศนะว่า “สังคมก็อยู่ในภาวะอย่างนั้น เมื่อผู้หญิงบวชเข้ามาแล้วก็ทำให้อ่อนแอ อันนี้ก็เป็นข้อเท็จจริงเพราะว่าในวินัยก็ชัดอยู่แล้ว พอผู้หญิงเข้ามาบวช ก็เหมือนกับว่าสภาพสังคมไม่เอื้อ พระพุทธเจ้าก็เหมือนกับว่า ทำให้เขาสำนึกว่า โดยสภาพสังคมนี้มันไม่เอื้อ แต่ที่อนุญาตให้เพราะว่าผู้หญิงสามารถบรรลุธรรมได้ พระพุทธเจ้าไม่ได้ละทิ้งผู้หญิง แต่ไม่ใช่ว่าจะทำให้โดยประมาทหรือปล่อยปละละเลย เพราะต้องให้เขาสำนึกในความสำคัญนี้ เพราะว่าเมื่อผู้หญิงบวชนี้ พระภิกษุก็มีภาระเพิ่มขึ้นในการที่จะต้องดูแลเอาใจใส่ และต้องคอยระวังระแวง เพราะว่ามีหลายสิกขาบทที่เกิดขึ้น ภิกษุณีเดินทางไปตามลำพังก็ถูกประทุษร้ายต่างๆ พระพุทธเจ้าต้องบัญญัติว่าไม่ให้ภิกษุณีเดินทางไกลตามลำพัง ต้องไปกับภิกษุด้วย ที่นี้ภิกษุไปกับภิกษุณีนี่ ชาวบ้านในสมัยนั้นรับไม่ได้ เพราะว่านักบวชไม่มีที่ไหนที่มีนักบวชหญิงติดตามอย่างนี้ ชาวบ้านเขาก็ร้องกันว่า  พระพวกนี้มีภรรยาเดินติดตามกันไป พระพุทธเจ้าต้องบัญญัติสิกขาบทเพื่อป้องกันเพื่อจะให้รักษาทั้ง ๒ ฝ่าย เพราะภิกษุณีก็มีภัยอันตราย  ภิกษุก็ต้องไปด้วย ภิกษุไปด้วยก็โดนติเตียน ทำอย่างไรให้สังคมนี้ยอมรับได้ ให้มันเป็นไปด้วยดี หรือว่าภิกษุณีไปจำพรรษาอยู่ในป่าก็ถูกประทุษร้าย ก็ต้องให้ภิกษุณีอยู่ในวัดที่มีภิกษุ  แล้วกลายเป็นว่า ภิกษุเองก็ต้องระวังตัว และพร้อมกันนั้นพระภิกษุเองก็ต้องเป็นภาระที่จะต้องเอาใจใส่ เพราะว่าถ้าระวังไม่ดีความสัมพันธ์ระหว่างเพศ ๒ ฝ่ายก็เสียอีก และอีกอย่างหนึ่งพระภิกษุจะทำอะไรก็ไม่เป็นอิสระ ต้องระวังห่วงกังวลทางฝ่ายผู้หญิงนี้ด้วย คือมันเป็นเรื่องของสภาพสังคม แม้แต่ยุคสมัยต่อมาในเมืองไทย  ต่อมามันเปลี่ยนแปลงไปแล้ว แต่สมัยก่อนนี้ภาระมันหนักมาก เพราะฉะนั้น การที่ผู้หญิงมาบวชนี้ ในแง่หนึ่งก็ทำให้การปฏิบัติงานของพระภิกษุนี้ต้องเชื่องช้าหย่อนลงไปเลยอ่อนกำลังลงก็หมายความว่าในแง่หนึ่งก็ได้ข้างหนึ่ง เสียข้างหนึ่ง  ภิกษุณีผู้หญิงก็ได้มีการศึกษาได้บวช แต่ก็ทำให้การพระศาสนาอ่อนกำลังไป ได้อย่างเสียอย่าง เมื่อจะได้อย่างเสียอย่างก็ต้องมีการกระทำอะไรเพื่อที่จะให้มาพยุงได้  พระพุทธเจ้าก็ต้องวางสิกขาบทบัญญัติโน่นบัญญัตินี่  พระอรหันต์ตำหนิพระอานนท์ในแง่ที่ว่าไปขอร้องให้พระพุทธเจ้าอนุญาตให้ผู้หญิงได้บวช เพราะว่าเมื่อบวชมาแล้วก็จะเกิดปัญหาขึ้นแก่การคณะสงฆ์การพระศาสนาในการทำงานที่ต้องอ่อนกำลังลง ที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า เมื่อมีภิกษุณีขึ้นก็เหมือนกับว่านาที่มีศัตรูพืชลงและก็ทำให้เสียผลลงไป ได้ผลไม่เต็มที่ ในแง่นี้คือต้องยอมรับว่าได้อย่างเสียอย่าง”[๒๙]

                 พระธรรมกิตติวงศ์ (ทองดี  สุรเตโช)  แสดงทัศนะเกี่ยวกับเรื่องปรับอาบัติพระอานนท์ว่า “การกระทำของพระอานนท์ที่อนุญาตให้สตรีเข้าถวายบังคมพระบรมศพก่อน และการขวนขวายให้สตรีได้บวชนั้นเป็นอาบัติทุกกฎ พระอรหันต์ในสมัยนั้นตำหนิพระอานนท์และมองว่าเป็นความพลั้งเผลอความประมาท เป็นการกระทำที่ไม่เหมาะไม่ควรเป็นการทำไม่ถูกของพระอานนท์  กรณีที่ให้ผู้หญิงเข้าไปถวายพระบรมศพก่อนนั้นเป็นความเผลอความประมาทลืมนึก  กรณีที่ขวนขวายให้ผู้หญิงบวชนั้น พระอรหันต์ปรับอาบัติทุกกฏพระอานนท์  พระอานนท์ไม่ควรเซ้าซี้พระพุทธเจ้าให้รับผู้หญิงบวช ส่วนใหญ่พระอานนท์ถูกปรับอาบัติเพราะความเผลอ   คนปัจจุบันสันนิษฐานว่าการที่พระอานนท์ให้สตรีเข้าไปถวายพระบรมศพก่อนเพราะค่ำมืดนั้นเป็นข้อสันนิษฐานในภายหลัง  การที่พระพุทธเจ้าไม่ต้องการให้ผู้หญิงบวชนั้นก็ไม่สามารถคาดเดาได้ว่าเป็นเพราะเหตุใด เพราะเป็นพุทธญาณ แต่ในที่สุดก็ทรงอนุญาตให้บวชพร้อมตั้งเงื่อนไขด้วยครุธรรม ๘ ต้องการให้ภิกษุณีหมดไปโดยปริยาย  การที่เราจะสันนิษฐานเกี่ยวกับพระอรหันต์ปรับอาบัติพระอานนท์ที่เป็นเรื่องเมื่อสองพันกว่าปีมาแล้วนั้น เป็นเรื่องยากเพราะเกินวิสัยที่จะไปคาดเดา วินิจฉัยตัดสิน และก็ไม่ได้มีอะไรดีขึ้นมา หรือทำให้ตัวเองมีความรู้เพิ่มขึ้น จะบอกว่าเป็นเรื่องของวิชาการ แท้จริงแล้วเรื่องของวิชาการก็เป็นเรื่องของคนในยุคปัจจุบัน ถามว่า  รู้ไปทำไมและถูกหรือเปล่าที่รู้และใครจะวินิจฉัยได้ว่าจริงหรือเป็นอย่างนั้น  ไม่มีคนตัดสิน  การวินิจฉัยในเชิงวิชาการทำได้ทั้งนั้น แต่ว่าไม่มีคนตัดสิน  เกี่ยวกับเรื่องพระพุทธเจ้าและพระอริยสาวกนั้น โดยที่สุดแม้แต่ตำราเรียนที่ชาวพุทธศึกษากัน ก็มีข้อบกพร่องแต่เราก็ไม่ได้วิจารณ์  การทำสังคายนาก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ แต่ก็ไม่ได้รับสนใจ  กรณีที่พระพุทธเจ้าไม่รับสตรีบวชทันทีนั้นไม่ใช่วิสัยที่จะมาวิพากษ์วิจารณ์  ไม่เชื่อ          เครดิดของคนที่จะมาตัดสิน ไม่ใช่ฐานะที่จะมาตัดสินได้ คนที่จะมาตัดสินวิสัยของพระพุทธเจ้าได้นั้นต้องเป็นพระพุทธเจ้า  คนที่จะมาตัดสินวิสัยของพระอรหันต์ได้นั้นต้องเป็นพระอรหันต์เท่านั้น ส่วนมากจะมองเป็นเรื่องอจินไตย  อาบัติทุกกฏเป็นเรื่องหยุมหยิม เมื่อถูกตำหนิเมื่อไหร่ นั่นแหละคือทุกกฏ  การแบ่งชั้นของความผิด(อาบัติ) ไม่ใช่วิสัยของพวกเราแต่เป็นวิสัยของพุทธญาณ”[๓๐] 

พระมหาบูรณะ  ชาตเมโธ แสดงทัศนะว่า “พระอานนท์อนุญาตให้สตรีเข้าถวายอภิวาทพระบรมศพของพระพุทธเจ้าก่อน สตรีเหล่านั้นร้องไห้นำตากระเด็นเปื้อนพระบรมศพ เป็นการกระทำที่ไม่ดี ปรับอาบัติทุกกฎ ท่านพระอานนท์ท่านให้เหตุผลว่า สตรีจะมาอยู่ในท่างกลางป่า ท่างกลางบุรุษ และท่ามกลางสงฆ์ในเวลากลางคืนคงไม่เหมาะ ท่านจึงจัดให้สตรีเหล่านั้นรีบเข้าไหว้พระบรมศพ จะได้กลับเข้าเมืองโดยเร็วก่อนมืด แต่เมื่อสงฆ์เห็นว่า เป็นการกระทำไม่ดี ท่านก็ยอมรับ และปลงอาบัติ ในเรื่องนี้หากเราจะพิจารณาโดยถ้วนถี่แล้ว เราจะเห็นว่าเป็นการไม่งามโดยประการทั้งปวงที่สรีระของพระพุทธเจ้า

คำสำคัญ (Tags): #พุทธ
หมายเลขบันทึก: 436584เขียนเมื่อ 23 เมษายน 2011 09:33 น. ()แก้ไขเมื่อ 11 ธันวาคม 2012 13:42 น. ()สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ


ความเห็น (1)

ตัวเล็กจังจ้องซะปวดตา เยี่ยมเลยครับหามานำเสนอจนได้ สาธุ

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี