ภูมิคุ้มกันสังคม

ผมมองต่าง ว่าภูมิคุ้มกันทางสังคมที่สำคัญที่สุดคือการเรียนรู้ ที่เป็นการเรียนรู้ของคนทุกคน “ตั้งแต่เกิดถึงเชิงตะกอน” หากระบบการเรียนรู้อ่อนแอ สังคมจะอ่อนแอ ต่อสู้ปัญหาและความเปลี่ยนแปลงผันผวนได้ไม่ดี


          เอกสารรายงานการประชุมคณะอนุกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๑๑ ด้านสังคม กระตุ้นให้ผมฉุกคิดเรื่องนี้  ซึ่งไม่ทราบว่าความคิดเช่นนี้ถูกต้องหรือไม่

          ร่างยุทธศาสตร์การสร้างความเป็นธรรมในสังคม วิเคราะห์สถานการณ์ ปัจจัยเสี่ยงและภูมิคุ้มกันสังคมไว้ โดยไม่ได้เอ่ยถึงการเรียนรู้   เอ่ยถึงเพียง “…   จึงจำเป็นต้องมีการสร้างภูมิคุ้มกันที่สำคัญ คือ ทุกคนในสังคมไทยได้รับการคุ้มครองทางสังคมอย่างทั่วถึง   สามารถเข้าถึงบริการและทรัพยากรอย่างเป็นธรรม  กลุ่มผู้ด้อยโอกาสได้รับโอกาสและการพัฒนาศักยภาพอย่างทั่วถึงและเท่าเทียมกัน  ประชาชนมีการเสริมสร้างความเข้มแข็งเป็นพลังร่วมของสังคมไทย   และทุกคนสามารถอยู่ในชุมชนและสังคมที่ยึดโยงเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน”  

          ผมมองต่าง ว่าภูมิคุ้มกันทางสังคมที่สำคัญที่สุดคือการเรียนรู้   ที่เป็นการเรียนรู้ของคนทุกคน “ตั้งแต่เกิดถึงเชิงตะกอน”  หากระบบการเรียนรู้อ่อนแอ สังคมจะอ่อนแอ   ต่อสู้ปัญหาและความเปลี่ยนแปลงผันผวนได้ไม่ดี

          สาเหตุของ “ภูมิคุ้มกันบกพร่องทางสังคม” ในปัจจุบันคือระบบการเรียนรู้ ที่อ่อนแอ   ทั้งการเรียนรู้ในระบบ คือระบบการศึกษา และการเรียนรู้ของคนทำงานแล้วหรือแก่แล้ว

          ระบบการศึกษาที่อ่อนแออย่างยิ่งในปัจจุบัน คือต้นเหตุสำคัญของสภาพ “ภูมิคุ้มกันทางสังคมบกพร่อง” ที่สังคมไทยกำลังเผชิญอยู่   เพราะทำให้ได้พลเมืองที่ความคิดตื้น มองเรื่องที่ซับซ้อนและเลื่อนไหลไม่ออก  ไม่มีทักษะของการเรียนรู้ ไม่มีอิทธิบาทของการเรียนรู้  

          เราจึงต้องช่วยกันแก้ไข คนละไม้คนละมือ  จะมัวรอคนในระบบของกระทรวงศึกษาธิการไม่ได้

 

วิจารณ์ พานิช
๘ มี.ค. ๕๔
 
         
          
         

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน สภามหาวิทยาลัย



ความเห็น (2)

ลำดับแรกผมคิดว่าควรเริ่มต้นที่ครอบครัวครับ เรื่องการให้เวลากับลูกและครอบครัว ผมคิดว่าสำคัญที่สุด เพราะยังหวังพึ่งระบบการศึกษาของเราไม่ค่อยได้ครับ

เขียนเมื่อ 

เรียนท่านอาจารย์หมอที่เคารพ

      การศึกษาในปัจจุบัน ขาดการทำความรู้จักกับตัวเอง การไม่รู้จักศักยภาพตัวเอง ไม่รู้คุณค่าและความหมายของสิ่งที่ตนเองมี และขาดการเชื่อมโยงความเข้าใจไปสู่สรรพสิ่งรายรอบตัว ตลอดทั้งไม่ทราบถึง "Natural design and purpose" จึงไม่เห็นถึงความสัมพันธ์ในเชิงระบบของสรรพสิ่งที่ต่างอยู่ภายใต้ กฏอิทัปปัจจยตา กฏไตรลักษณ์ และกฏแห่งกรรม มันจึงสะสมตัณหาและความบ้า มาเป็นตัวบ่งชี้วัดว่ามันเจริญอยู่เนืองๆ แท้จริงแล้ว ยิ่งมันเจริญเท่าไหร่ มันยิ่งบ้า เท่านั้น เพราะไปถือมั่นเอาตัวเลขในมิติแคบๆมาเป็น มายา หลอกตัวเองอีก ความหลงผิดหลายชั้นในระบบ จึงสับสน มึนงง ต่อความซับซ้อนในกระแสโลกนี้ จึงเกิดขึ้นเป็นปกติธรรมดาในกระแสแห่งโลกาภิวัตน์ของสังคมเรา ปุถุชนเราๆท่านๆ ยิ่งวิ่ง ยิ่งแข่ง ยิ่งแพ้ หรือเสียสมดุลไปทั้งระบบ เพราะอยู่ในลู่วิ่ง "แห่งระบบของมิจฉาทิฐิ" จึงไม่รู้ว่าจะพัฒนาตนได้เช่นไร และบริหารจัดสิ่งที่เข้ามาได้อย่างไร เมื่อภูมิคุ้มกันอ่อนแอ จึงสะสมความหลงผิดขึ้นมามาก สภาวะจิตจึงเต็มไปด้วย "มรสุมหรือสมรภูมิแห่งมิจฉาทิฐิ" จนไม่เคยแตะหรือสัมผัส ความสุขที่ปราณีต ที่ภายจิตใจเบาสบาย เมื่อมีมากเข้า "จิตจึงอยู่ภายใต้กรงขังหรือออนไลน์ด้วยภาวะของตัณหา" เมื่อยิ่งดิ้นกลับยิ่งร้อน การศึกษาควรต้องตระหนักถึงจุดนี้ให้มาก  "ความพยายามที่ถูกต้องและเหมาะสม" จึงจะทำให้ผลพวงจากระบบการศึกษา เป็นของแท้หรือของจริงที่สัมผัสได้ในเชิงประจักษ์ การพัฒนาตนเอง จนเห็น สัมมาทิฐิและมัชฌิมาปฏิปทาจากการปฏิบัตินั้น จะพบเห็นความสุขและสร้างความมีศานติสุขในสังคม หากอยู่ในลู่ทางที่ถูกต้อง นอกจากทราบในหัวใจในระดับปัจเจกแล้ว "สิ่งที่เห็นและเป็นอยู่" ก็เป็นไปในทำนองเดียวกัน เพราะรู้แจ้งประจักษ์ในใจโดยสามารถไม่หลอกตัวเองได้

ด้วยความเคารพครับผม

   นิสิต