หลังจากที่ผมเริ่ม “ศึกษา” พระสมเด็จวัดระฆังมานาน จนตกผลึกทางความคิด จนเกิดความรู้ ก็ทำให้ผมได้เริ่มเข้าใจวิธีการ และเทคนิคการแยกพระสมเด็จ ออกจากพระโรงงาน

ที่จากการศึกษามาระยะหนึ่ง พบว่า

  • ในปัจจุบันช่างโรงงานทำพระเก๊ได้พัฒนาฝีมือของตัวเองอย่างต่อเนื่อง ที่เข้าใจว่า
    • นอกจากจะได้วิศวกรมวลสาร (Material Engineer หรือ Chemical Engineer)ชั้นฝีมือดีแล้ว
    • ยังต้องผสมผสานกันกับช่างศิลป์ฝีมือเยี่ยม และ
    • ที่ปรึกษาระดับ “เซียน”
    • จึงสามารถพัฒนาฝีมือผลิตพระโรงงานได้ใกล้เคียงกับของจริงทั้งเนื้อ ทั้งพิมพ์ได้ดีขนาดนั้น
  • แต่....เมื่อศึกษาจนเริ่มเข้าใจกระบวนการผลิตพระโรงงานแล้ว
    • ก็ทำให้ผมเริ่มเข้าใจขีดจำกัดของ “ช่างฝีมือ” ที่เก่งที่สุดว่า
      • ต้องทำทั้งพิมพ์สุดท้ายหลังแต่งกลบเกลื่อน ให้เหมือนพิมพ์มาตรฐาน 
      • ทำทั้งเนื้อ มวลสาร ให้ "ดูเหมือน" กับเนื้อพระจริงๆ 
      • การฝังตัวอยู่และลอยตัวของมวลสารต่างๆในเนื้อพระ
      • ขนาด น้ำหนัก และความหนาขององค์พระเมื่อเสร็จสิ้น ใกล้เคียงกับมาตรฐานมากที่สุด
      • และ...ตำหนิแบบมาตรฐาน ที่กลมกลืน "เนียน" กันไปทั้งองค์
      • จากการ
        • อัดเนื้อและมวลสารใหม่ๆ ให้ดูเหมือนเก่า โดยใช้มวลสารที่หดตัวง่ายๆ เร็วๆ (จะได้ดูเก่าเร็วๆ)
        • โปะ ให้ดูเก่าๆ เขรอะขระ เลอะเทอะ
        • ชุบฝุ่นและสารเคมีสีมอๆ ให้มีคราบ เลียนแบบ "ผิวเก่า"
        • ทารัก ทาสี ปิดทองบังความใหม่ของผิว
        • บิด (ขณะยังไม่แห้ง) ให้มีรอยร้าว
        • อบให้แห้งเร็ว และมีลักษณะรอยปริ (แต่มักจะปริทั้งหน้าและหลัง ไม่เป็นที่เป็นทาง)
        • ชุบกาว ทอดน้ำมันให้ผิวดูเก่า เกรียม (แต่มักออกสีน้ำตาลไหม้) เลียนแบบสีน้ำมันตังอิ้ว
    • ที่จะทำได้ยาก
      • โดยเฉพาะต้องทำให้มีเนื้อหลายอายุ
      • การแต่งเติมในซอกเล็กซอกน้อยที่เป็นรอยปริแยกยุ่ยของมวลสารเก่าแบบธรรมชาติ
      • การทำให้เกิดรูเข็มที่ผิว เลียนแบบ "รูน้ำตา"
      • การทำให้มีรอยการไหลของคราบน้ำตาของพระสมเด็จ
    • ที่ทำให้เมื่อมองพระสมเด็จโดยรอบทั้งองค์แล้ว ดูเก่า “อย่างกลมกลืน สบายตา” กันนั้น น่าจะทำได้ยากมากๆ

 

 
ด้านหน้าแสดงเนื้อแกร่ง ผิวยุ่ย ผงพุทธคุณยุ่ยกร่อน มีร่องแยกทุกเม็ด มีก้านธูป เกสรดอกไม้ลอยที่ผิวยุ่ย ไม่มีคราบโปะใดๆ
ศิลปะคมชัดทุกมิติ
หลังลายไม้กระดาน หลุมเข็มปากหลุมกว้างพร้อมขุยยุ่ยขาวนวล
 
องค์นี้ผิวกร่อนสวย มีผงพุทธคุณแทรกห่างๆ ผิวเป็นหลุมเข็มทั้งด้านหน้าและด้านหลังที่เป็นร่องไม้ลึก กร่อนและมีฟองเต้าหู้งอกแบบธรรมชาติทุกมิติ

พระสมเด็จวัดระฆัง

ที่เป็นต้นแบบในการเรียนแบบ พระแท้ดูง่าย ในทุกมิติ

โดยเฉพาะจุดสำคัญๆ เช่น

  • ขอบด้านข้างที่ต้องปริ ที่แยกเป็นเกล็ดๆ รอบองค์ จากการถอดพิมพ์ ที่ต้องมีคราบเก่า และ/หรือเนื้อปูดใหม่แทรกอยู่อย่าง “กลมกลืน” ทุกจุดทั้งองค์
  • ด้านหลังที่เป็นร่องไม้กระดาน หรือร่องลึก และมีลักษณะเป็นหลุมเข็ม ปากหลุมกว้าง ขอบหลุมมน ผิวในหลุมดูนุ่ม มีผิวนวลทั้งหลุม
  • ผงพุทธคุณขาวนวล ที่ยุ่ยและฝังตัวในเนื้อแบบ "เก่า" อย่างเป็นธรรมชาติ ที่มีช่องว่างรอบเม็ดสม่ำเสมอ ทุกเม็ด
  • ผิวยุ่ยสม่ำเสมอทั้งองค์ อาจมีคราบน้ำตาหรือฟองเต้าหู้คลุม ไม่มีร่องรอยคราบโปะเละๆ มั่วๆ ใดๆ อย่างมากก็มีคราบฝุ่นละอองเล็กน้อย
  • รอยปริแยก และหลุมในเนื้อ ตามจุดต่างๆ อย่างเป็นธรรมชาติ ไม่มีรอยบิด หรือรอยขีดข่วนในร่อง
  • รอยปูดของผิวองค์พระ ที่ต้องเทียบกับลักษณะปกติของพิมพ์

ที่ผมได้เริ่มจากการศึกษาพระสมเด็จวัดพลับแล้วก็หันกลับมาดูพระสมเด็จวัดระฆังและบางขุนพรม

ทำให้เข้าใจพระทั้งสามวัดนี้ง่ายขึ้นไปอีก ว่าจะดูได้ "ง่ายๆ" อย่างไร

ดังนั้น เมื่อเริ่มดูพระสมเด็จวัดระฆัง จึงมีจุดสำคัญที่ต้องเริ่มพิจารณาจาก

  1. ความแกร่งของเนื้อในของพระ แบบหินอ่อน มีลายเกล็ดๆในเนื้อ แบบเดียวกันเลย (ของโรงงานเป็นเนื้ออัดแน่นแบบเรซิน มักไม่มีลายใสขุ่นในเนื้อ หรือไม่ก็เป็นเนื้อแป้งหรือปูนขาวอัดไม่มีความใสวาวและลายเกล็ดในเนื้อ)
  1. ความยุ่ย นวล นุ่มของผิว แบบต่อเนื่องไม่แบ่งเป็นชั้นๆ ไม่มีรอยคราบโปะ (ของโรงงานใช้คราบแป้งหรือปูนโปะ เห็นเป็นชั้นๆ ชัดเจน)
  2. มีเนื้อแห้ง ปริแยก ที่มักมีน้ำมันตังอิ้ว สีเทาเหลืองอ่อน(แบบสีน้ำมันเก่า ของโรงงานมักเป็นสีน้ำตาลไหม้)เคลือบอยู่ตามผิวและรอยแยก ในร่องมีผิวเป็นขุยยุ่ยแบบเดียวกันทั้งองค์
  3. มีผงพุทธคุณ ที่กร่อนยุ่ยแทรกฝังในเนื้อพระ และมีรอยแยกเป็นร่องรอบเม็ด มีอยู่ยิ่งมากยิ่งดี (ของโรงงานเป็นก้อนขาวไม่ยุ่ย แข็งๆ อัดตัวแน่นในเนื้อพระ ไม่มีร่องรอบเม็ด)
  4. มีเกล็ดด้านข้าง จากการถอดพิมพ์ ที่เก่า และมีผิวยุ่ยแบบเดียวกันทั้งองค์(ของโรงงานจะใช้คราบขาวๆ นวลๆ หรือเทาๆ โปะเข้าไปตามร่อง)
  5.  ด้านหลังควรมีรอยไม้กระดาน ที่มีความยุ่ยในร่องแบบใกล้เคียงกันทั้งหมดทุกจุด(ของโรงงานอาจจะมีร่อง แต่ในร่องจะไม่ยุ่ย แต่ใช้คราบโปะแทน)
  6. ถ้ามีผิวปูดเป็นเม็ดแบบ "สิวหัวช้าง" จากในเนื้อ ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ยิ่งมากจะยิ่งมั่นใจได้มากขึ้น (ของโรงงานใช้คราบโปะเป็นเม็ดกลมๆแทน ที่ดูได้ง่ายมาก)
  7. ถ้ามีมวลสารต่างๆ เช่นก้านธูป เกสรดอกไม้ ฯลฯ ลอยตัวในขุยยุ่ย ยิ่งทำให้ดูง่ายและชัดเจนมากขึ้น (ของโรงงานจะทำไม่ได้ ถึงได้ก็ไม่เนียน มีร่องรอยการแต่ง)

หลังจากนั้นแล้วค่อยดูพิมพ์ ว่าตรงตามตำราหรือไม่

เพราะ

พิมพ์และตำหนิต่างๆของพระสมเด็จนั้น

  •  ระดับ"วิศวกรเคมี"
  • ผสานกับ "ช่างศิลป์มือเยี่ยม"
  • ภายใต้ที่ปรึกษาของ"เซียนใหญ่" และ
  • เทคโนโลยีระดับ "บล็อกคอมพิวเตอร์"

ทำเลียนแบบได้เกือบหมดแล้ว

 แต่เนื้อพระสมเด็จ แบบ

  • ในแกร่งเป็นลายหินอ่อน
  • นอกยุ่ยนวล ไม่มีชั้นโปะ 
  • ผิวและข้าง ปริแยก ย่น และ
  • มวลสารสำคัญๆ ลอยตัวในเนื้อยุ่ย
  • มีรูน้ำตา ฟองเต้าหู้ และคราบการไหลของ "น้ำตา" 
  • ที่เรียกว่า “แห้ง” "เนียน" "ฉ่ำ" "หนึกนุ่ม" และ “นวลตา” นั้น

ยังทำให้เหมือนแบบธรรมชาติๆ ได้ยาก

ดังนั้นถ้าเริ่มต้นที่เนื้อดีแล้ว มักไม่ค่อยมีปัญหาครับ

นอกเสียจาก

  • พิมพ์ผิด
  • ศิลปะหยาบๆ เละๆ
  • องค์พระดูเลอะเทอะ 
  • น้ำหนักมาก ขนาดเล็ก-ใหญ่ หรือหนา และเพี้ยนไปไกลๆ แบบหาคำอธิบายไม่ได้นั้น

ก็ไม่น่าให้ความสนใจอยู่แล้วครับ

ขอให้โชคดีทุกท่านครับ