รายละเอียดในกระบวนการเพื่อการเรียนรู้

ผมกลายเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับกระบวนการตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้

ผมรู้สึกว่าผมจะเริ่มทำอะไรเป็นกระบวนการเรียนรู้ (ในส่วนของผมเองจะมุ่งไปที่การเรียนงานกับเพื่อนร่วมงมาน และสอนงาน/สอนวิธีคิด กับพี่ๆ น้องๆ ในบางประเด็น) ไปเสียมากแล้วละ ผลข้างเคียงของกระบวนการที่ว่าคือการได้พูดกันมากขึ้น ถกเถียงกันมากขึ้น หรืออาจสร้างความรำคาญมากขึ้นกับคนที่ไม่คุ้นชินกับระบบการประชุมเพื่อหวังผล

ผมไม่รู้นะว่าใครผ่านรูปแบบการประชุมมาอย่างไรบ้าง ขอวิสาสะเดาเองละกันว่า คนที่อายุ 30 เศษเช่นผม น่าจะผ่านมาแล้วไม่แตกต่างกัน กับหัวโต๊ะที่ "กิน" เวลาในวาระเพื่อทราบไปเกือบทั้งหมดของเวลาประชุมที่ใช้ไปและใช้เวลาไม่ถึง 15 นาทีสำหรับข้อพิจารณา หรือกับหัวโต๊ะ ที่ใช้เวลาบอกเล่าแต่เพียงเล็กน้อย หากแต่ให้ความสำคัญกับการกระทุ้งให้คนร่วมโต๊ะ ได้ "รุมกินโต๊ะ" ด้วยกันเพื่อสร้างความคึกคักในการประชุม และข้อยุติร่วมกัน

ผมได้เรียนรู้การจัดการสื่อสารจากคุณหมอสมศักดิ์ ที่ มสช. ในระยะสั้นๆ ด้วยความประทับใจยิ่งกับความเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านบริหารงานวิจัยของท่าน  เหมือนเป็นความตั้งใจของท่านที่ต้องการให้องค์กรมีการสื่อสารกันให้มากที่สุดด้วยรูปแบบต่างๆ คุยกันให้มาก สื่อสารกันให้มาก ยิ่งสื่อสารมากผลสัมฤทธิ์ ความลื่นไหลของงานก็จะยิ่งเกิด

การประชุมเพื่อประชุมครั้งต่อไป จึงไม่ใช่เรื่องเกิดขึ้น ใน มสช.


ผมกำลังถอดแบบหลายๆ อย่าง จากองค์กรหลายๆ แห่ง มา (ลอง) ใช้ในบ้านใหญ่แห่งนี้

ผมกำลังคิดหารูปแบบเพื่อเชื่อมโยงสารพัดการสื่อสารที่มีอยู่ในปัจจุบันให้เข้าด้วยกัน นับแต่การบันทึกเวร บันทึกผู้ดูแล บันทึกการใช้รถ การประชุมกลุ่ม การประชุมประจำเดือน  ฯลฯ  แต่ก็นั่นแหละเหมือนว่าระบบ "หัวหน้าจะเอาอย่างไร บอกพี่มาเลยค่ะไม่ต้องเกรงใจนะคะ พวกพี่ทำได้หมดแหละค่ะ" จะถูกบ่มเพาะมานาน-นานจนเหมือนว่าผมพูดอยู่คนเดียว ในหลายๆ ครั้งที่ผมเป็นหัวโต๊ะ

สำหรับผมแล้ว ลูกอมและมุขตลก (ที่ไม่ค่อยจะมี) เป็นตัวช่วยในเบื้องต้นนี้ครับ เพื่อให้ผ่อนคลาย

---------------------------------------------------

สักครู่นะครับ ขออนุญาต รับแขก

----------------------------------------------------

คำพระสอน : หยิบง่าย หายรู้ ดูงามตา

เมื่อวันก่อนรื้อแฟ้มประวัติหลักของคนในบ้าน/ผู้ใช้บริการ (Client) ออกจากตู้เหล็กทั้งหมด ด้วยหวังว่าจะจัดเรียงใหม่ ให้สืบค้นได้โดยง่าย เพราะเหมือนจะไม่ได้ชำระสะสางกันมาก็นาน จะค้นใช้ทีก็เสียเวลานาน  ตั้งใจจะทำนานแล้วละแต่ก็ไม่ได้ลงมือทำเสียที

อย่าได้แปลกใจละว่า กระบวนการเรียนรู้ได้เริ่มขึ้นแล้วอีกครั้งเมื่อวันก่อน

การจัดแฟ้มเอกสารหรือการจัดการตู้หนังสือ ถ้าจะว่าไปแล้วก็คงได้แนวคิดพื้นฐานอย่างเป็นระบบจากการเรียนรายวิชา ห้องสมุดกับการศึกษาค้นคว้า เมื่อครั้งเรียน ปี 1 เมื่อปี 2534  นานแค่ไหนแล้วเนี่ย

นั่งคุยกับน้องพยาบาลว่าการจัดแฟ้มเพื่อสะดวกสำหรับการสืบค้น จัดเก็บ และตรวจสอบ

ในเบื้องต้น น้องยังคงยืนยันว่าการจัดเก็บโดยเรียงลำดับตามหมายเลขทะเบียนผู้ใช้บริการน่าจะดีที่สุด โดยอ้างเหตุผลการตรวจสอบกรณีแฟ้มสูญหาย น้องอ้างว่าเมื่อจะหยิบใช้ก็สามารถเช็คได้จากบัญชีคุมว่าผู้ใช้แต่ละรายลายทะเบียนหมายเลขอะไร

บัญชีคุม บันทึกตามลำดับของผู้เข้าใช้บริการก่อนหลัง  ข้อจำกัดของบัญชีคุมคือ ไม่ได้เรียงลำดับตามตัวอักษรหากแต่เรียงตามวันที่เข้าใช้บริการ เจ้าหน้าที่ที่อยู่มานานจะพอเดาได้ว่าผู้ใช้บริการแต่ละรายมาอยู่เมื่อปี พ.ศ. ใด การใช้ประโยชน์จากสมุดบัญชีคุมเพื่อดูหมายเลขแล้วหยิบแฟ้มจะทำได้โดยไม่ยากนัก  แต่ถ้าคนมาอยู่ไม่นานอย่างผมละ ?

ถามน้องไปว่า การจัดเก็บเอกสาร การจัดตู้หนังสือ หรือการเก็บข้าวของในบ้าน เราจะเรียงลำดับความสำคัญอย่างไรระหว่าง ความสะดวกต่อการหยิบใช้สอย ความสวยงามเป็นระเบียบเรียบร้อย และความสามารถในการตรวจสอบได้ว่ามีการสูญหายไป  ทั้งนี้ มิได้หมายความว่าจะสุดโต่งไปส่วนใดส่วนหนึ่ง หากแต่ให้ความสำคัญกับทั้ง 3 ส่วน เพราะมิเช่นนั้นแล้วบ้านรกตายพอดีเพื่อให้ง่ายต่อการหยิบฉวย กองหนังสือจะท่วมเตียงเอา เพื่อให้ง่ายต่อการหยิบฉวย

น้องก็ตอบได้อย่างที่ใครๆ ตอบกันครับ เริ่มจากง่ายต่อการหยิบใช้ หายให้รู้โดยง่าย และความเป็นระเบียบเรียบร้อย และผมได้แลกเปลี่ยนไปว่า โดยที่ระบบที่ดีนั้น อีบ้าอีบอที่ไหนก็สามารถเข้าใช้บริการได้โดยง่าย ไม่ขึ้นกับตัวบุคคล หรือได้รับการแนะนำในระยะเวลาที่ไม่นานนัก


คำแนะนำข้างบนนั้นไม่ใช่คำพูดของผมโดยตรงหรอกครับ หากแต่เป็นคำสอนจากพระ ผมเพียงแต่ถ่ายทอด

ประสาคนคุ้นเคยกับวัด กับพระ กับชี มาแต่วัยเยาว์ ในหลายๆ ครั้งคำพระคำเจ้าจึงหลุดออกจากปากบ้างประปราย  และเป็นเรื่องชอบโดยส่วนตัวเสียแล้วสิ ชอบที่จะใช้งานพระ และผมก็คิดเองว่าพระท่านก็คงชอบใจที่จะให้โยมใช้งาน แน่นอนละว่าผมคงไม่ได้ใช้งานโดยให้ท่านบอกใบ้หวยหรือเคาะกะโหลกให้ หากแต่ให้ท่านมามีส่วนร่วมในกิจกรรมใดๆ ที่ผมทำอยู่  และอย่าเอ็ดไป ขณะนี้ผมกำลังจีบพระในวัดใกล้เคียงอยู่หลายๆ วัดครับ (ฮา) แต่ ณ ตอนนี้ยังนึกไม่ออกหรือยังเลือกไม่ได้ว่าจะให้ท่านมาช่วยงานอย่างไรหรือกิจกรรมไหนดีกับกลุ่มเป้าหมายลักษณะอย่างนี้จึงจะเหมาะควรแก่ท่าน


คำพระสอนที่ก้องหูเกี่ยวกับการเก็บตู้หนังสือ เก็บข้าวของในบ้านคือ "หยิบง่าย หายรู้ ดูงามตา" ขยายความว่า "หยิบก็ง่าย หายก็รู้ ดูก็งามตา"  ทั้ง 3 ส่วนนี้ให้สมดุลกันอย่าให้สุดโต่งไปข้างใดข้างหนึ่ง


พี่ๆ น้องๆ แถวนี้เริ่มจะคุ้นชินกับคำพระกับผมบ้างแล้วละครับ

แต่ในระหว่างนี้ ยังไม่อนุญาตให้ใครลาเพื่อปฏิบัติธรรมครับ (ฮา)