นักศึกษาแพทย์อยากทำความดี ปีที่ 2

นักศึกษาแพทย์อยากทำความดี ปีที่ 2

       ถ้ายังจำกันได้ เมื่อปีที่แล้ว ผมได้นำเสนอเรื่องราวของนักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 2 กลุ่มที่ผมดูแลเขา ซึ่งเขาจำเป็นทำกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ เรื่องราวมันก็จบลงไปเรียบร้อยโดยมีเด็กป่วยเรื้อรังกลุ่มหนึ่งได้รับการดูแล เล่นเกม เล่านิทาน จัดงานวันเด็กสนุกสนานกันไปทั้งวอร์ด จวบจนกระทั่งวันนี้ จู่ๆก็มีเจ้าหน้าที่จากกิจการนักศึกษาโทรศัพท์มาหาผม เพื่อขอให้เป็นอาจารย์ที่ปรึกษานักศึกษาแพทย์ เพื่อจัดกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์อีกครั้งหนึ่ง เกริ่นมาเพียงแค่นี้ก็น่าจะเดาออกแล้ว ว่าผมคงตอบตกลงไปเรียบร้อยโรงเรียนแขก (ทำไมต้องเรียบร้อยโรงเรียนจีนด้วยนะ)

       ในการพบกันครั้งแรก เรานัดคุยกันประสาอาจารย์ลูกศิษย์ที่ไม่ค่อยคุ้นหน้าคุ้นตากันสักเท่าไหร่ ผมถามพวกเขาว่า อยากทำอะไร คำตอบก็คือ “เพื่อนคุยข้างเตียงค่ะอาจารย์” “แล้วจะทำอะไร” ผมยิงกระสุนนัดแรกออกไป คำตอบก็คือ อาการยิ้ม มองหน้ากันไปมา จนมีผู้กล้ารายหนึ่งตอบว่า “ก็จะมานั่งคุยกับคนไข้เรื้อรัง อ่านหนังสือ สระผม (อะไรทำนองนั้น)” “เพื่ออะไร” ผมยิงไปนัดที่สอง “ก็เพื่อคนไข้จะได้ผ่อนคลายยังไงล่ะครับอาจารย์”

       เอาเป็นว่า คุยกันไปเกือบชั่วโมง ผมก็ยังคาดเดาไม่ได้ว่า มันจะสนุกตรงไหน พลางคิดไปในใจดังๆว่า ไอ้หยา...จุดเริ่มต้นของการบำเพ็ญประโยชน์คือความสนุกหรอกหรือ สำหรับผมซึ่งต้องเป็นคนคุมหรือที่ปรึกษากิจกรรมนั้น คำตอบก็ต้อง “ใช่” อย่างเดียว มิฉะนั้น ผมคงอกแตกตายเห็นๆ จึงขอเสนอดูว่า เอาอย่างนี้ไหม ลูกศิษย์ที่รัก เราไปนั่งคุยกับหมอนวดกันดีไหม เอาแบบหมอนวดที่ขายบริการทางเพศด้วยน่ะ ว่าเขาทำงานแบบนี้ทำไม รู้สึกอย่างไรกับงานที่ทำ ใส่ถุงยางอนามัยเป็นไหม ถุงยางแตกควรทำอย่างไร อย่างน้อย หากได้คุยกัน ทั้งเขาและเราน่าจะได้อะไรด้วยกันทั้งคู่ ไม่ว่าจะเป็นการบอกเล่าความรู้สึกของบรรดาหมอนวด อะไรทำนองนั้น (บอกตรงๆว่า ตอนนั้นผมก็ยังคิดไม่ค่อยออกเหมือนกัน ว่าเขาจะได้ประโยชน์อะไรจากนศพ.เรา นอกจากการสาธิตสวมถุงยางอนามัย) หรืออีกโปรเจกหนึ่งก็คือ ไปนั่งคุยกับคนที่เคยทำแท้งมาดีไหม ไปดูว่า ปัจจุบันเขาเป็นอยู่อย่างไร รู้สึกอย่างไร ท้องซ้ำไหม

       ปรากฏว่า เด็กๆเลือกเรื่องแรกโดยไม่เกี่ยงงอน งานนี้ผมเลยรื่นเริงเป็นพิเศษ

       เขาจึงกลับไปร่างรายงานมาดังนี้ครับ

 

โครงการ เรื่องเล่าจากโสเภณีแฝง

ผู้เข้าร่วมโครงการ           นักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 2   จำนวน 9  คน

ระยะเวลาดำเนินการ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2553  

ผู้รับผิดชอบ

นายรวิภาส        วงศ์หิรัญเดชา             ประธานโครงการ           

นางสาวณิชนันทน์      จินต์พิศุทธิ์          รองประธานโครงการ       

นายพงศ์ภา              รัศมี                  เลขานุการ            

นางสาวกมลวรรณ      แซ่อึ้ง               

นายวงศกร        สุวรรณกิจ 

นางสาวศศิพิมพ์        ไชยจรัส            

นางสาวนันท์นิธี        แก้วศรี              

นางสาวสุกัญญา ขอศานติวิชัย    

นางสาวพิชญา          ทองขาว            

อาจารย์ที่ปรึกษา นพ.ธนพันธ์     ชูบุญ  

ประเภทกิจกรรม ด้านวิชาการ

หลักการและเหตุผล

        เรื่องราวที่จะนำเสนอต่อไปนี้เป็นประเด็นที่ยังคงถูกกล่าวถึงตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน คือ เรื่องราวของหญิงขายบริการ ซึ่งน้อยครั้งนักที่สื่อต่างๆ จะนำเสนอเรื่องราวของกลุ่มคนเหล่านี้ และหากมีการนำเสนอมักจะเป็นมุมมองทางด้านลบของสื่อมวลชนและเน้นไปในด้านธุรกิจ ซึ่งมิได้เปิดโอกาสให้พวกเขาได้แสดงทัศนะผ่านมุมมองของพวกเขาเอง เรื่องราวที่ถูกนำเสนอออกมา มักจะทำให้ กลุ่มคนเหล่านี้ถูกมองให้แง่ลบมาโดยตลอด โดยไม่ได้คำนึงว่า ภูมิหลังของบุคคลเหล่านั้นมีความจำเป็นเพียงใดที่ต้องใช้ร่างกายเข้าแลกเพื่อให้ได้มาซึ่งปัจจัยที่ต้องการ และนอกจากนั้นอาจจะยังมีเหตุผล ความคิดในชั่วขณะที่พวกเค้าตัดสินใจที่เลือกเส้นทางสายนี้ ถึงแม้ว่า คนเหล่านั้นจะทราบดีว่า เป็นอาชีพที่สังคมไม่ให้การยอมรับ และ มองว่าเป็นตัวปัญหาของสังคม

       ด้วยเหตุนี้กลุ่มผู้จัดทำโครงการ เล็งเห็นว่า การนำเสนอเรื่องเล่าจากโสเภณี จะเป็นการเปิดโอกาสให้บุคคลเหล่านี้ได้เสนอแนวคิดผ่านมุมมองของพวกเขาเอง  การได้พูดคุยกับกลุ่มคนเหล่านี้จะเป็นการช่วยให้กลุ่มผู้จัดทำโครงการได้เปิดโลกทัศน์ รวมทั้งการปรับเปลี่ยนมุมมองทัศนคติของตัวเอง เพื่อให้เข้าใจเรื่องราวและการดำเนินชีวิตอีกแง่มุมที่ต่างออกไป สิ่งสำคัญทำให้ผู้จัดทำมีโอกาสได้ตีแผ่เรื่องราวชีวิตของบุคคลเหล่านี้เพื่อให้สังคมได้รับรู้ประสบการณ์ที่เป็นจุดเปลี่ยนของชีวิตจริง อาจจะนำมาเป็นคติหรือแนวทางในการแก้ไขปัญหาของสังคมต่อไป

(ถึงตรงนี้ ผมได้ขออนุญาตแก้ไขไป โดยเน้นให้เขาคิดใหม่ว่า การทำโครงการนี้ เหล่าบรรดาหมอนวดจะได้อะไรจากการที่เราไปนั่งคุยกับเขา ไม่ใช่ เราจะได้อะไรจากบรรดาหมอนวด เช่น เขาได้มีโอกาสระบายความรู้สึก หรือความในใจ อีกทั้งเป็นโอกาสที่ดีที่สุด ที่เราจะได้ตรวจสอบความถูกต้องในการใส่และถอดถุงยางอนามัย)

 

 

วัตถุประสงค์

1.    เพื่อให้นักศึกษาแพทย์และคนในสังคมเข้าใจในปัญหาสังคม และเป็นแนวทางในการแก้ไขต่อไป

2.    เพื่อให้นักศึกษาแพทย์รับรู้ถึงสิทธิ และเสรีภาพอันพึงมีของโสเภณีแฝง

3.    เพื่อให้นักศึกษาแพทย์มีความรู้ความสามารถในการสื่อสารที่ดี และนำไปใช้ในการเป็นแพทย์ที่ดีต่อไป

4.    เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจและปรับเปลี่ยนมุมมองในอีกด้านหนึ่งของสังคม ต่อโสเภณีแฝง

5.    เพื่อส่งเสริมให้นักศึกษาแพทย์เข้าใจถึงจิตใจของผู้อื่น และเห็นอกเห็นใจเพื่อนมนุษย์

 

(ต้องแก้ไขใหม่เกือบทั้งหมอครับ เอาเป็นว่า ข้อแรกก็คือ หมอนวดได้ระบายความรู้สึก ข้อสองคือการตรวจสอบความถูกต้องในการป้องกันการติดโรคทางเพศสัมพันธ์และการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ และตามมาด้วยข้อต่างๆที่เขาเขียนมานั่ยแหละครับ)

 

ผู้เข้าร่วมโครงการ จำนวนทั้งสิ้น  19  คน ประกอบด้วย

1.    อาจารย์                                จำนวน 1 คน

2.    นักศึกษา                       จำนวน 9 คน

3.    ประชาชนกลุ่มเป้าหมาย                    จำนวน 9 คน

ขั้นตอนการดำเนินงาน และแผนการดำเนินงานโครงการ

ขั้นวางแผนงาน(อธิบายขั้นตอนในการทำงานอย่างย่อ)

1.       ร่างวัตถุประสงค์ในการจัดการโครงการ

2.       ค้นหากลุ่มเป้าหมาย

ขั้นดำเนินการ

1.   กิจกรรมปฏิสัมพันธ์กับกลุ่มเป้าหมาย(หญิงขายบริการ)     8  คน

2.   เขียนเรื่องราวที่ได้สู่ web board เพื่อเล่าเรื่องราวให้คนอื่นฟัง

ขั้นตอนสรุปและประเมินผลการจัดกิจกรรม

1.   จัดนิทรรศการ

2.   จัดทำหนังสือ เพื่อเผยแพร่เรื่องราว

       

ผลที่คาดว่าจะได้รับ

1.    บุคคลในสังคมได้รับรู้เกี่ยวกับปัญหาที่แท้จริงของโสเภณี

2.    นักศึกษาแพทย์รู้คุณค่าของชีวิต และสิทธิของโสเภณีแฝง

3.    นักศึกษาแพทย์เรียนรู้ทักษะสื่อสาร และการสร้างปฏิสัมพันธ์ที่ดี

4.    นักศึกษาแพทย์ได้เรียนรู้ในการฟังและเข้าใจ และสามารถถ่ายทอดเรื่องราวต่อบุคคลอื่นๆ

5.    พัฒนาตนเอง เปิดโลกทัศน์ และปรับเปลี่ยนมุมมองต่ออาชีพผู้หญิงขายบริการทางเพศ

6.    ได้ตีแผ่และแลกเปลี่ยนทัศนะเกี่ยวกับเรื่องราวของโสเภณีแฝง โดยผ่านสื่อต่างๆ เช่น นิทรรศการ นิตยสาร และ Social Network

(แก้ไขใหม่เป็น ทั้ง 2 ฝ่ายได้คุยกัน แลกเปลี่ยนมุมมอง การป้องกันโรค ดังที่ได้พยายามเขียนมาเบื้องต้น)

 

       นี่ก็คือโครงการที่พวกเขาเขียนกันมาคร่าวๆ ซึ่งต้องพยายามปรับเปลี่ยนกันอีกหลายครั้ง เพราะส่วนใหญ่เด็กๆจะมองประโยชน์ที่เราจะได้รับมาก่อนเสมอ ซึ่งอย่างนี้จะเรียกว่า “บำเพ็ญประโยชน์” ไม่ได้ครับ

       จากนั้นก็มาถึงขั้นตอนการทำงาน ก็คือ เรียกเด็กๆของผมไปที่บ้าน (ผมหมายถึงนักศึกษาแพทย์นะครับ) เพื่อมาเรียนรู้วิธีการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ โดยเน้นเรื่องการสวมและถอดถุงยางอนามัย ที่บ้านผมมีอุปกรณ์เหล่านี้มากมายครับ เขาก็เรียนรู้กันโดยมีอาการเหนียมอายกันเล็กน้อย จากนั้นก็ฝึกการสนทนา โดยใช้วิธี role play เพื่อเตรียมการครับ อย่างน้อยลูกศิษย์ผมต้องเริ่มการสนทนาเป็น ฝึกการฟัง และฝึกการสาธิต โดยมีพี่แป้งและน้องจ้านั่งสังเกตการณ์อยู่อย่างใกล้ชิด และเก็บถุงยางไปใส่น้ำเล่นลูกโป่งอย่างสนุกสนาน

       ทั้งหมดนี้เริ่มต้นกันตั้งแต่เทอมที่แล้ว มาจนถึงเทอมนี้ จะต้องปฏิบัติจริง ชักน่าสนุกแล้วใช่ไหมครับ

       ถูกครับ สนุกมากๆ เหล่าบรรดาลูกศิษย์เขาได้ไปที่สถานประกอบการแห่งหนึ่ง เขาได้คุยกับเหล่าบรรดาหญิงบริการจำนวน 9 คน โดยผมได้ส่งลูกน้องเพื่อคอยดูแลเด็กๆไปด้วย 1 คน และลูกน้องของผมคนนี้ก็เก่งมากนะครับ เธอได้ติดต่อไปที่สถานประกอบการแห่งนั้นก่อน เพื่อคุยและขออนุญาตจากผู้จัดการ อีกทั้งหมอนวดคนหนึ่งที่ผมรู้จัก เธอได้ไปเกริ่นข่าวเรื่องนี้ไว้ให้กับเพื่อนๆและหัวหน้างานอีกแรง เอาเป็นว่า เมื่อเด็กๆผมไปถึงที่ เขาจะได้เริ่มทำงานกันเลย

       ผ่านไป 1 สัปดาห์ เราก็มาประเมินผลงานกัน โดยที่ผมได้บอกเขาไปตั้งแต่ตอนต้นแล้วว่า งานนี้จะไม่มีการประเมินผลออกมาเป็นตัวเลขหรือกราฟ แต่เราจะประเมินกันโดยใช้การพูดคุย การบอกเล่าความรู้สึก ซึ่งผมยืนยันมาเสมอว่า ความรู้สึกไม่ควรมีสเกล และนักเรียนก็สัญญาว่า จะเขียนสรุปเรื่องราวมาให้อ่านกันอีกครั้งด้วย

       งานนี้ผมชื่นใจครับ เพราะอะไรนั้น จะเอามาลงให้อ่านในโอกาสอันใกล้นี้ โปรดติดตามต่อไปนะครับ

 

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ผมเอง



ความเห็น (26)

นี่เป็นเรื่องเล่าจาก นศพ.รวิภาส วงศ์หิรัญเดชา ครับ

 

เรื่องเล่าจากหญิงขายบริการ

       เรื่องราวชีวิตของแต่ละคนบนโลกนี้คงจะแต่งต่างกันออกไป  เรื่องราวของใครบางคนอาจจะดีเลิศ บางคนก็ประสบความสำเร็จ บางคนก็มีอาชีพดีๆทำ เรื่องราวต่างๆเหล่านี้ที่สังคมยกย่องต่างก็ถูกเอามาตีพิมพ์ให้คนในสังคมได้รับรู้ แต่ในขณะเดียวกันก็ยังมีอีกหลายคนที่เราไม่เคยได้ยิน ได้ฟัง หรือแม้แต่จะพูดถึงความเป็นมา เรื่องราวที่จะพูดถึงต่อไปนี้ เป็นเรื่องราวของหญิงขายบริการ เรื่องราวของหญิงสาวที่ใช้ร่างกายแลกมาซึ่งเงินทองหรือความจำเป็นอื่น เรื่องราวที่ยังไม่ได้กล่าวขานถึง

Part I เรื่องราวของหญิงขายบริการ

       เรื่องราวต่อไปนี้เป็นเรื่องราวของพี่คนหนึ่ง อายุ 34 ปี ซึ่งพี่คนนี้แต่เดิมเป็นคนกรุงเทพมหานคร มีลูก 3 คน 2 คนอาศัยอยู่ที่หาดใหญ่ อีกคนอาศัยอยู่ที่กรุงเทพฯ โดยให้ญาติเลี้ยง แต่ก่อนที่จะมาทำอาชีพนี้ สามีเป็นคนหาเลี้ยงครอบครัว แต่หลังจากที่สามีเสียชีวิต ทำให้ต้องรับผิดชอบเลี้ยงดูลูกๆ เนื่องจากไม่ได้มีการศึกษาสูง จึงทำให้หางานทำยาก โดยก่อนทำอาชีพนี้ ได้เคยไปทำงานที่ร้านเสริมสวย แต่รายได้ที่ได้รับไม่เพียงพอต่อรายจ่ายที่ต้องใช้ดูแลครอบครัว และมีเพื่อนชักชวนให้มาทำงานนี้ ด้วยเหตุผลที่ว่าใครๆเขาก็ทำกัน จึงทำให้เลือกมาทำอาชีพนี้ เพราะอาชีพนี้เป็นอาชีพที่มีรายได้ดี แต่ก็ต้องแลกมาด้วยอะไรหลายๆอย่าง ตอนแรกพี่เขาก็รู้สึกแปลก แต่พอสักพักก็เริ่มรู้สึกชิน รวมถึงมองอาชีพนี้เปลี่ยนไป เพราะ เห็นว่าใครๆเขาก็ทำอาชีพนี้เหมือนกัน พี่คนนี้ทำอาชีพนี้มาเกือบ 1 ปีแล้ว มีรายได้พอสมควร แล้วก็กำลังจะเลิกอาชีพนี้ โดยวางแผนว่าจะทำงานที่ร้านเสริมสวยเป็นอาชีพหลัก และตอนนี้ก็ได้ทำงานอยู่ที่ร้านเสริมสวยในเวลากลางวันเป็นอาชีพเสริม

Part II ประโยชน์ที่หญิงขายบริการได้รับจากการพูดคุย

       ผมคิดว่าจากการไปพูดคุยครั้งนี้ทำให้ หญิงขายบริการได้มีโอกาสพูดในสิ่งที่อยากพูด เล่าในสิ่งที่อยากเล่า ได้แสดงความคิดเห็นต่ออาชีพนี้จากมุมของของตัวเอง ในเรื่องราวที่ไม่มีใครเคยรับรู้หรือสนใจ เพราะเห็นว่าเป็นสิ่งที่ไม่ดีไม่งาม แต่ความจริงแล้วเบื้องหลังเหล่านั้นยังมีสิ่งดีๆอีกหลายสิ่งแฝงอยู่โดยที่เราไม่เคยคาดคิด การพูดคุยนี้ทำให้หญิงขายบริการได้มีโอกาสเปิดเผยเรื่องราวของตัวเอง ได้มีโอกาสที่จะทำให้ผู้อื่นเข้าใจว่าตนเองนั้นมีเหตุผลอะไรจึงต้องมาทำอาชีพนี้ หรือมีความจำเป็นใด ที่ทำให้ตนเองนั้นมาเลือกเส้นทางอาชีพนี้ ให้ได้รับการเผยแพร่ออกไปสู่สังคม

       อีกเรื่องคือเรื่องของการมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย โดยหญิงขายบริการเหล่านี้ บางคนยังไม่ทราบถึงวิธีที่จะสวมถุงยางอนามัยอย่างถูกต้องถูกวิธี รวมทั้งการป้องกันการติดเชื้อจากการมีเพศสัมพันธ์อื่นๆ การพูดคุยรวมถึงให้ความรู้ในเรื่องนี้ ทำให้หญิงขายบริการเหล่านี้สามารถป้องกันตัวเองจากความเสี่ยงในการติดเชื้อจากการมีเพศสัมพันธ์ได้อย่างงถูกวิธี

Part III ประโยชน์ที่ได้จากการพูดคุยกับหญิงขายบริการ
       เรื่องราวต่างๆมากมายที่ได้ฟังจากหญิงขายบริการเหล่านี้ทำให้ผมได้รับแง่มุมชีวิตในอีกมุมหนึ่งซึ่งไม่เคยทราบมาก่อน เรื่องราวต่างๆเหล่านี้ทำให้ผมได้เข้าใจชีวิตของคนที่ต้องทำงานเช่นเดียวกันนี้มากขึ้นกว่าเดิม หรืออาจจะบอกได้ว่าเปลี่ยนแปลงไปทั้งหมดเลยก็ว่าได้ ผมเชื่อว่าคนส่วนใหญ่ต้องคิดแบบเดียวกันกับผมว่า หญิงขายบริการจะต้องเป็นผู้หญิงที่ไม่ดีอย่างแน่นอน หรืออะไรต่างๆนานาซึ่งล้วนเป็นการมองในแง่ลบทั้งหมด แต่เมื่อผมได้ฟังเรื่องราวเหล่านี้แล้ว ผมได้เปลี่ยนความคิดนี้ไปโดยสิ้นเชิง เพราะ ประสบการณ์ส่วนใหญ่ที่ผมได้ฟังมานั้น ส่วนมากหญิงเหล่านี้มีลูกแล้วทั้งนั้น และที่มาทำงานนี้ ก็เพราะต้องการเงินมาหาเลี้ยงครอบครัวซึ่งเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

       จากประสบการณ์การพูดคุยครั้งนี้ ทำให้ผมได้มองโลกใบนี้ใหม่ เนื่องจากผมคิดว่า การที่เราจะไปตัดสินใครสักคน ว่าเขาคนนั้นเป็นคนไม่ดี แบบนั้น แบบนี้ เราต้องลองถามตัวเองดูก่อนว่า เรารู้จักเขาดีแล้วหรือยัง จึงไปว่าเขาแบบนั้น เพราะทุกการกระทำของคนเรา ล้วนมีเหตุผลแฝงอยู่ ไม่มากก็น้อย ดังนั้นการที่เราจะตัดสินใครสักคน เราต้องลองทบทวนให้ดีก่อน สุดท้ายนี้ ผมอยากให้ทุกคน เข้าใจว่าอาชีพหญิงขายบริการนั้น เป็นอาชีพที่หนัก และต้องแลกมาซึ่งหลายสิ่งหลายอย่าง และเชื่อว่าทุกคนคงจะเห็นใจหญิงเหล่านั้น แทนที่จะไปดูถูกดูแคลน ขอให้ทุกคนเข้าใจผู้อื่นอย่างแท้จริง ก่อนที่จะตัดสินใครสักคน...

นายรวิภาส

มาถึงเรื่องเล่าของ นันท์นิธี แก้วศรี ผมแอบเปลี่ยนชื่อ และข้อความบางอย่างไปครับ ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันสิทธิ์ของหมอนวด อีกทั้งจำนวนเงินที่ได้นั้น ผมไม่ทราบจริงๆ เพราะคุณลูกศิษย์ไม่ยอมเขียนลงมา สงสัยจำไม่ได้ หรือรู้สึกอายก็ไม่รู้นะครับ

 อู๋ (นามสมมติ) อายุ 20 ปี เป็นคนขอนแก่น แม่เป็นคนไทย มีพ่อบุญธรรมเป็นชาวต่างชาติ มีน้องชาย 1 คน อู๋อยู่ที่ต่างประเทศตั้งแต่ ป.4 ถึง ม.3 แล้วกลับมาเรียนต่อในโรงเรียนพาณิชย์ที่ประเทศไทย เธอเริ่มคบกับแฟนตอน ม.3 และรักแฟนคนนี้มาก ในขณะมีเพศสัมพันธ์กับแฟนจะไม่เคยป้องกัน เนื่องจากไม่อยากขัดใจแฟน เธอตั้งครรภ์ตอน ม.5 ตอนนั้นเครียดมาก กลัวไปหมดทุกอย่าง เคยคิดจะไปทำแท้งแต่ก็ไม่กล้า กลัวว่าอาจเสียชีวิตได้ เลยตัดสินใจบอกแม่ ตอนนั้นเป็นเรื่องที่เกือบทำให้บ้านแตก แต่สุดท้ายแม่ก็เข้าใจ เธอขอหยุดเรียนและแต่งงานกับแฟน เนื่องจากอายเพื่อน อู๋ออกมาอยู่บ้านและไม่มีงานทำ ส่วนแฟนจะรับจ้างทั่วไป อู๋ใช้ชีวิตคู่กับแฟนคนนี้อยู่ 4 ปี จึงเลิกรากัน เนื่องจากทะเลาะกันบ่อยๆ ทั้งเรื่องแฟนเจ้าชู้ รายได้ไม่เพียงพอ ทุกครั้งที่ทะเลาะก็จะมีการใช้กำลัง หลังจากเลิกกับแฟน อู๋ก็มาอยู่กับป้าที่หาดใหญ่เนื่องจากอยากหนีจากผู้ชายคนนี้ แฟนยังคงตามง้ออยู่จนถึงปัจจุบัน อู๋มักจะรู้สึกโกรธตัวเองเสมอที่ทำให้แม่ต้องผิดหวัง อู๋เลยขอบอกแม่ว่าต้องการมาเรียนต่อที่หาดใหญ่ มาอยู่กับครอบครัวของป้า ลูกชายจะให้แม่เลี้ยง เนื่องจากคิดว่าแม่คงเป็นคนที่เลี้ยงได้ดีที่สุด ปัจจุบันเธอจะคุยกับลูกผ่าน web cam ทุกวัน ครอบครัวของป้ามีลูกชาย 2 คน เรียนอยู่ในชั้นประถมศึกษา ในช่วงเดือนแรกที่มาอยู่ที่หาดใหญ่ อู๋ออกเที่ยวเตร่สนุกสนานพบกับสิ่งใหม่ๆและเพื่อนใหม่ๆ แต่ในช่วงหลังเงินที่แม่ส่งมาให้เริ่มไม่พอ อู๋ไม่อยากรบกวนแม่อีก เนื่องจากรู้ว่ารายจ่ายที่เกิดขึ้นนั้นเกิดจากการให้อย่างฟุ่มเฟือยของตน และไม่ได้นำมาใช้ในด้านการศึกษาตามความตั้งใจของแม่ อู๋ปรึกษาป้า และได้ข้อสรุปว่าจะทำงานเป็นสาวนั่งดริ้ง เนื่องจากป้าเคยทำงานที่นี่มาก่อน ป้าเลยโทรนัดมาม่าซังให้มาดูตัวอู๋ เธอเล่าว่าการที่มาม่าซังจะรับเด็กหรือไม่นั้น จะพิจารณาจากหน้าตา รูปร่าง สีผิว ดูความเรียบเนียนของหน้าท้อง เรื่องที่เธอทำงานนี้จะมีเฉพาะอู๋กับป้าเท่านั้นที่รู้ พ่อ แม่ และเพื่อนๆ ไม่มีใครรู้ความลับนี้ โดยอู๋ยังคงบอกแม่ว่ามาเรียนหนังสือ เธอไม่อยากให้แม่รู้ เนื่องจากไม่อยากทำให้แม่ผิดหวังอีก อู๋มาเป็นสาวนั่งดริ้งได้ 3 วันก็เริ่มขายบริการทางเพศ เนื่องจากเห็นว่ารายได้ดีกว่า  อู๋ใช้เวลาตัดสินใจที่จะเปลี่ยนมาทำงานขายบริการประมาณ 1 วัน เนื่องจากเห็นว่าใช้เวลาทำงานน้อยกว่าแต่ให้รายได้ดีกว่ามาก  ปัจจุบันเธอทำงานมาอยู่กับป้า ได้ 2 เดือน ทำงานนี้มาและ 1 เดือน มีรายได้เดือนละ 60000 บาท ยังคงรู้สึกสนุกกับงานที่ทำ เนื่องจากรู้สึกว่าตนไม่ได้เสียไปฟรีๆ ทั้งสองฝ่ายต่างได้รับประโยชน์ เป็นความสัมพันธ์แบบไม่ผูกพัน  ไม่ต้องเอาใจเค้ามาใส่ใจเรา จบในแต่ละคืนก็จบกันไป เธอชอบเวลาแขกพาไปเที่ยวในที่ต่างๆ ได้พบเจอกับสิ่งใหม่ๆตลอดเวลา ในตอนเริ่มทำงานครั้งแรกก็รู้สึกกลัวและเครียด แขกคนแรกอายุ 35 ปี อายุมากที่สุดที่เธอเคยให้บริการคือ 54 ปีและอายุน้อยที่สุดคือ 18 ปี เธอไม่ได้มาทำงานทุกวัน จะมาเฉพาะในวันที่รู้สึกเบื่อ และต้องการเงินไปซื้อของ อู๋จะรับแขกแค่คืนละ 1 คน ถ้าเป็นแบบค้างคืน (ให้บริการถึง 6โมงเช้า )จะได้คืนละ     บาท โดยต้องไม่ต้องหักคืนให้แก่ที่ผับ และหากเป็นชั่วคราว (ให้บริการ 2 ชม ในห้องของที่ผับ) จะได้คืนละ     บาท โดยต้องไม่ต้องหักคืนให้แก่ที่ผับ แต่จะต้องซื้อบัตรเริ่มทำงานราคา    บาท  และหากขาดงานต้องเสียวันละ    บาท  ก่อนทำงานทุกครั้งอู๋มักจะกินเหล้าย้อมใจ เพื่อให้กล้ามากขึ้น ตอนนี้รู้สึกชินกับการต้องมีความสัมพันธ์กับคนที่เพิ่งจะรู้จักกัน อู๋จะให้ลูกค้าใส่ถุงยางทุกครั้ง ที่ผ่านมายังไม่เคยมีลูกค้าฝ่าฝืน เนื่องจากกฎข้อนี้เป็นกฎของผับที่ลูกค้าต้องทำตาม หากลูกค้าไม่ทำตาม อู๋สามารถตัดสินใจไม่ให้บริการแก่ลูกค้าคนนั้นได้ เธอยังไม่เคยต้องให้บริการแก่ลูกค้าที่ใช้กำลังหรือใช้วิธีการแปลกๆในการร่วมเพศ ปัจจุบันอู๋มีรายได้เดือนละ 60000 บาท จะใช้หมดไปกับการช๊อปปิ้ง เที่ยว กับเพื่อนๆในตอนกลางวัน เธอบอกว่าการมาทำงานนี้ทำให้ใช้จ่ายมากขึ้นเนื่องจากต้องมีเสื้อผ้าหลายชุด ต้องแต่งหน้าทุกวัน และต้องตอบสนองต่อความคิดของตนที่ว่าเมื่อเสียอะไรไปแล้วก็ควรให้รางวัลกับตนเอง เลยใช้เงินซื้อสิ่งต่างๆตามที่ตนต้องการ การมีเงินเยอะทำให้เธอตัดสินใจในการซื้อน้อยลง เธอไม่เคยส่งเงินกลับทางบ้าน เนื่องจากกลัวว่าแม่จะสงสัยว่าได้เงินมาได้อย่างไร และยังคงรับเงินเดือนจากแม่อยู่ โดยได้เงินเดือนจากแม่เดือนละ 5000 บาท อู๋ไปตรวจที่คลินิกทุก 2 สัปดาห์ ตอนนี้ยังไม่ได้วางแผนอนาคต คิดว่าทุกวันที่ทำอยู่ก็ดีอยู่แล้ว

สิ่งที่ดิฉันได้จากการไปพูดคุยในครั้งนี้คือ เข้าใจและเห็นใจคนกลุ่มนี้มากขึ้น ทุกคนที่พูดคุยด้วยล้วนมีเหตุผลต่างๆกันไปในการที่ตัดสินใจมาทำงานนี้ แต่มีข้อสังเกตข้อหนึ่งที่ทุกคนที่ถูกสัมภาษณ์มีเหมือนกันคือ ทุกคนมีลูก โดยอาจเกิดจากความตั้งใจหรือความผิดพลาด เกิดในช่วงที่พร้อมหรือยังไม่พร้อมจะมีครอบครัว แต่เมื่อพวกเขาเหล่านั้นต้องตัดสินใจว่าจะให้เด็กคนนั้นมีโอกาสได้ลืมตาดูโลกหรือไม่ ทุกคนที่ถูกสัมภาษณ์ก็เลือกที่จะไม่ทำแท้งและยอมทำงานที่ตนก็คิดว่าน่าอาย ต้องเสียศักดิ์ศรี ไม่เป็นที่ยอมรับทั้งของครอบครัวและสังคมรอบข้าง เพื่อหาเงินมาเลี้ยงดูครอบครัว และสมาชิกใหม่ตัวน้อย หลายคนทำงานที่ผับและทำงานประจำตลอดช่วงเช้าด้วย ทุกคนมีเงินเก็บและคิดจะเลิกทำงานนี้ ทำให้ดิฉันเข้าใจชีวิตมากขึ้น บางครั้งชีวิตก็ไม่ได้งดงามเสมอไป ยังมีอีกหลายด้านของสังคม ที่ผู้หญิงยังคงเป็นฝ่ายที่ถูกกระทำ เช่นมีหญิงบริการบางคนทำงานเลี้ยงลูกโดยที่สามีไม่ทำงานหารายได้เลย หลายคนทำให้ดิฉันรู้สึกเห็นใจ และอยากให้กำลังใจให้เขาเหล่านั้นสู้ต่อไป การมาพูดคุยครั้งนี้ดิฉันได้เรียนรู้ทักษะในการพูดคุย การรับฟังมากยิ่งขึ้น ฝึกให้เป็นผู้ตั้งคำถามที่ดี คือถามไปแล้วคนตอบไม่ลำบากใจจนเลือกที่จะไม่ตอบและเป็นคำถามที่เรายังคงได้ข้อมูลที่เราต้องการจะทราบ

หญิงบริการทุกคนที่ดิฉันและเพื่อนสัมภาษณ์จะได้รับความรู้ในเรื่องการป้องกันการติดโรคจากการมีเพศสัมพันธ์ วิธีการใส่ถุงยาง  วิธีการกินยาคุมกำเนิด

นางสาวนันท์นิธี  แก้วศรี ชั้นปีที่ 2

 

เขียนเมื่อ 

น่าติดตามครับ

ที่จริงแป๊ะอาจจะทำแล้ว นั่นคือสอนการใช้ระเบียบวิธี in-depth interview ไปด้วย ซึ่งเป็นวิธีมาตรฐานในการทำวิจัยเชิงคุณภาพ นักเรียนจะได้ไม่เพียงแค่ประสบการณ์ 1 ราย แต่อาจจะเริ่มเพลิดเพลินกับงานวิจัยอีกรูปแบบหนึ่ง เชิงสังคมศาสตร์ อาทิ ขั้นตอนการอธิบาย (เรามาทำอะไร) การรักษาความลับ สิทธิของผู้ให้สัมภาษณ์ที่จะเลิกเมื่อไรก็ได้ หรือการ censor ข้อมูลก่อนลงตีพิมพ์หรือขอบเขตการนำเสนอ ฯลฯ หากได้ทำในภาคปฏิบัติจริง นักศึกษาจะเริ่มเข้าใจ methodology และที่มาอีกแบบหนึ่ง และอาจจะนำไป apply ใช้ต่อไปในอนาคตได้อีกด้วยครับ

เขียนเมื่อ 

เป็นกิจกรรมที่น่าสนใจและมีประโยชน์ดีนะคะอาจารย์หมอ

ในฐานะครูและแม่ของลูกที่กำลังจะเป็นวัยรุ่น(๑๐ ขวบ)

..

ดิฉันไม่เคยเป็นอจ.นำกลุ่มกิจกรรมนศ. สอนอย่างเดียวในมหาวิทยาลัย

แต่ได้ยินได้ฟังการแก้ปัญหามากมายของนศ.วัยรุ่น

รวมทั้งการทำกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์เพื่อช่วยนศ.

แต่ก็มีข้อขัดแย้งและผลที่ได้ไม่เป็นตามเป้าหมายด้วย

เพราะดิฉันสอนสถาบันเอกชนและรัฐบาลที่ไม่ใช่ทอปเทน

ซึ่งคงต่างจากนิสิตนักศึกษาแพทย์ และนิสิตนศ.ในมหาวิทยาลัยทอปเทน

ตอนที่เรียนอยู่ก็ทราบว่าปัญหาน้อย ถึงปัจจุบันถามเพื่อนๆที่สอนอยู่ก็ถือว่ามีน้อยค่ะ

..

จะรออ่านโครงการต่อไป ..ถ้าเป็นเรื่องทำแท้ง..

เพราะเป็นปัญหาใหญ่ที่ฮือฮา กับภาพสลดใจศพเด็กที่ทำแท้งเป็นพันๆศพ

และเกิดขึ้นในมหาวิทยาลัยก็ไม่ใช่น้อยค่ะ

ต่อไปนี้เป็นเรื่องของ กมลวรรณ แซ่อึ้งครับ

เรื่องเล่าจากโสเภณีแฝง

ถือเป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำในช่วงชีวิตนักศึกษาแพทย์กับการได้พูดคุยและสัมผัสกับชีวิตของบุคลกลุ่มหนึ่งซึ่งไม่เป็นที่ยอมรับในสังคมไทย เชื่อว่า หลายๆคนคงรู้สึกสงสัยหากจะกล่าวว่า  นักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 2 อยากจะแลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่องราวและสัมผัสชีวิตของ “โสเภณี”

วันที่ 29 ธันวาคม 2553 ดิฉันได้มีโอกาสพูดคุยและทำความรู้จักกับหญิงสาวที่หลายๆคนรวมทั้งตัวดิฉันเองมองว่าเป็นเพียงหญิงกลางคืนที่ขายความเป็นคนยอมเอาร่างกายเข้าแลกเพื่อเงิน ความรู้สึกแรกที่ได้พบหน้า เธอเป็นผู้รูปร่างสูงโปร่ง หุ่นดี หน้าตาละม้ายคล้ายคลึงกับนางเอกช่องหลายสีคนหนึ่ง เธอที่พกเอาความมั่นใจมาเต็มเปรี่ยมพร้อมด้วยสีหน้าที่ดูเย้อหยิ่ง ทำให้ดิฉันรู้สึกกลัวขึ้นมาทันที

สาวผู้นี้มีชื่อว่า “อิง (นามแฝง)” ตอนนี้เธออายุ 34 ปี พื้นเพเป็นคนจังหวัด... ทำอาชีพขายบริการมาแล้วประมาณ10 ปี มีลูกสาวอายุ15ปี ตอนนี้โสด เธอเล่าให้ฟังว่าเธอจบการศึกษาแค่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 อายุประมาณ 16 ก็ตัดสินใจแต่งงาน ครอบครัวเธอประกอบอาชีพขายอาหารในสถานที่ราชการแห่งหนึ่งและมีร้านเสื้อผ้าเล็กๆ ระหว่างที่พูดคุยอยู่นั้นเธอจะพยายามหลบตาและหันหน้าไปทางอื่น แต่ดิฉันก็พยายามที่จะสร้างความเป็นกันเองเพื่อให้บรรยากาศในการสนทนาดีขึ้นเหตุผลสำคัญที่ดิฉันอยากฟังเรื่องราวของสาวผู้หญิงผู้นี้เป็นพิเศษเพราะเธอเป็นคนจังหวัดเดียวกับดิฉัน  พี่อิงเล่าให้ฟังว่า ก่อนหน้าที่จะมาประกอบอาชีพขายบริการเธอทำอาชีพขายอาหาร จุดพลิกผันของชีวิตทีต้องมาทำงานนี้เพราะ เธอได้เลิกรากับสามี ประกอบกับสภาพจิตใจที่ย่ำแย่ “รู้สึกเบื่อหน่าย” รวมทั้งมีเพื่อนๆของเธอหลายคนที่ชักชวนให้ทำงานกลางคืน เธอตัดสินใจเลือกเดินทางนี้ด้วยตัวเอง เธอยังบอกอีกว่า “ตอนนั้นพี่ไม่มีอะไรจะเสียแล้ว เราไม่ใช่ผู้หญิงบริสุทธิ์ ผ่านการมีครอบครัวมาแล้ว พี่ตั้งใจจะทำอาชีพนี้” สิ่งที่เธอพูดออกมาทำเอาดิฉันและเพื่อนๆอึ้งไปตามตามกัน เธอได้พลิกตัวเองมาเป็นหญิงขายบริการทางเพศอย่างเต็มตัวโดยการขึ้นทะเบียนที่สถานีตำรวจมีการบันทึกข้อมูลส่วนตัวพร้อมลายนิ้วมือเพื่อว่าหากลูกค้าคิดไม่ซื่อกับเธอก็สามารถแจ้งตำรวจได้                  

 ปัจจุบันนี้เธอทำงานที่โรงแรมใหญ่ใจกลางเมืองหาดใหญ่ เข้างานตั้งแต่ทุ่มครึ่งถึงตีหนึ่งครึ่ง เธอถูกจัดให้อยู่ในระดับสอง “PR” นั่นหมายถึงมีการใช้ปากร่วมด้วย (oral sex) ค่าตัวคืนละสี่พันบาทเมื่อเปิดห้องจนถึงเช้า ถ้าหากรับแขกไม่ทั้งคืนราคาจะลดลงหน่อย แต่ละครั้งจะใช้เวลาไม่เท่ากันอาจจะเป็นชั่วโมงหรืออาจแค่ยี่สิบนาที แต่หลังจากนั้นเธอต้องกลับมาทำงานต่อจนครบเวลางาน รายได้อีกทางหนึ่งคือเป็นสาวนั่งดริ๊ง ชั่วโมงละ150บาท ถ้าหากสั่งเครื่องจะได้แก้วละประมาณห้าสิบบาท โดยรวมแล้วเธอมีเงินเก็บเดือนละประมาณแสนบาทแต่ช่วงนี้เศรษฐกิจไม่ดีรายได้ลดลงเหลือเดือนละหกหมื่นบาท รายได้ส่วนใหญ่จะมาจากค่าทิปและเปิดห้อง เมื่อถามถึงการรับแขกเธอจะมีลูกค้าประจำแต่จะมานานๆครั้ง ลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นแขกมาเลย์ ถ้าเป็นคนไทยก็จะเป็นวัยกลางคนมีครอบครัวแล้ว เธอบอกว่าถ้าหากเป็นแขกมาเลย์จะให้ทิปหนักตรงข้ามกับแขกฝรั่งที่จะชอบเบี้ยวเงิน ลูกค้าบางคนรักครอบครัวเปิดห้องจริง จ่ายจริง แต่ไม่ทำอะไรเลยก็มีเพราะว่าเกรงใจเพื่อนๆที่มาด้วยกัน เธอเคยรับงานนอกสถานที่ไปอยู่มาเลเซียคิดค่าตัววันละห้าพัน โดยที่ไม่ต้องทำอะไรเลยอยู่เป็นเพื่อนคุย ในช่วงวันหยุดเทศกาลเช่นปีใหม่ลูกค้าจะเยอะมากเป็นพิเศษ

 เมื่อถามถึงความรู้สึกเวลาทำงาน เธอบอกว่าบางครั้งก็รู้สึกอบอุ่นลูกค้าบางคนจะอ่อนโยนไม่รุนแรง แต่บางครั้งก็เจอพวกสกปรกเป็นกลาก เกลื้อน แต่ก็ต้องทำงานฝืนทำให้เสร็จ ความคิดของเธอตอนนั้นคือเงินเท่านั้น เธอจะสามารถปฏิเสธที่จะมีเพศสัมพันธ์กับลูกค้าได้เมื่อลูกค้าไม่ยอมสวมถุงยางอนามัย และเธอจะได้รับค่าตัวเนื่องจากถอดเสื้อผ้าแล้ว

ถามถึงรายได้แต่ละเดือนแบ่งสันปันส่วนยังไง เธอบอกว่า ส่วนหนึ่งส่งให้ลูกเรียนหนังสือ  ส่วนหนึ่งส่งให้พ่อแม่ แต่รายจ่ายของเธอส่วนใหญ่จะหมดไปกลับเสื้อผ้า การแต่งหน้าและอาหารบำรุงเพราะต้องสวยอยู่ตลอดเวลาตอนนี้อายุมากแล้วยิ่งต้องบำรุง

 เธอวางแผนชีวิตของเธอเอาไว้ให้ผ่านปีใหม่เธอจะลากลับบ้านถ้าหากเบื่อๆก็จะกลับมาทำอีกอีกประมาณสองสามปีก็จะหยุดและจะเปิดร้านเสริมสวยเล็กๆที่บ้านเกิด กลับไปอยู่กับครอบครัว เธอเล่าให้ฟังว่ามีเพื่อนทำงานแบบเดียวกันแต่เป็นบุญของเพื่อนที่ได้พบกับลูกค้าชาวต่างชาติมีความรักต่อกัน แต่งงานกันตอนนี้อยู่ประเทศเดนมาร์กกลายเป็นคุณนายฝรั่งไปเลย เธอบอกว่าอยากมีแบบนั้นบ้างมันเป็นความฝันเลยทีเดียว

ตอนนี้ สถานภาพทางสังคมของหญิงสาวผู้นี้ไม่ได้ต่างจากคนทั่วไปเลย เธอบอกว่าครอบครัวเธอ น้องสาว พ่อแม่ ลูก รับรู้ตลอดว่าทำงานกลางคืนไม่มีใครรังเกียจกลับคอยให้กำลังใจและเป็นที่พักพิงทางใจได้เสมอ แต่ดิฉันกลับมีคำถามในใจว่า ถ้าหากลูกสาวของคุณอิง ทำอาชีพอย่างแม่บ้างแล้ว เธอผู้เป็นแม่จะรับได้อย่างไร

สิ่งที่หญิงขายบริการได้รับคือการได้รับความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับการใช้ถุงยางอนามัย เธอทำงานมาเป็นสิบปียังไม่มีใครสอนเรื่องการสวมถุงยางอนามัยที่ถูกต้อง การใช้ยาคุมกำเนิดและการทำความสะอาดอวัยวะเพศอย่างถูกวิธีเพื่อที่หญิงสาวจะได้นำความรู้ที่ได้นี้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์และเป็นการป้องกันตัวเองอีกทางหนึ่ง สิ่งที่สำคัญคือ เธอได้พูดในสิ่งที่อยากจะพูดแม้ว่าในตอนแรกเธอจะไม่ให้ความร่วมมือเท่าไหร่แต่เมื่อเวลาผ่านไปจากที่ต้องเป็นผู้ตอบคำถามกลายเป็นผู้เล่าเรื่องเอง แสดงให้เห็นว่าจริงๆแล้ว เธอก็มีเรื่องที่อยากจะระบาย อยากจะเล่าแต่ก็ไม่มีโอกาส ถือเป็นการระบายความเครียดไปพร้อมๆกับการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ชีวิตควบคู่กันไป

การพูดคุยในครั้งถือเป็นประโยชน์ในการเรียนสังคมในอีกแง่มุมหนึ่งที่พวกเรานักศึกษาแพทย์ไม่เคยรู้มาก่อน ดิฉันได้ทราบถึงการประกอบอาชีพขายบริการจากผู้ที่มีประสบการณ์ตรงไม่ว่าจะเป็นขั้นตอนการทำงาน มุมมองชีวิตของหญิงขายบริการที่แตกต่างกับความคิดของตัวเองเป็นการเปิดมุมมองใหม่ๆ ได้เห็นได้เรียนรู้การทำงานอีกอาชีพหนึ่งในสังคมที่ต้องใช้ร่างกายเข้าแลกกับเงิน ทำให้มองย้อนถึงตัวเองว่าจะต้องทำวันนี้ให้ดีที่สุดความลำบากของเราตอนนี้เทียบไม่ได้เลยกับความลำบากที่พวกเขาต้องเผชิญ สุดท้ายทำให้ฉันเข้าใจว่าการกระทำใดๆก็ตามล้วนมีเหตุและผล แต่ยังไม่เข้าใจว่าเหตุใดคนเราจึงเลือกที่จะขายชีวิตตัวเองทั้งๆที่ยังสามารถเลือกทางเดินอื่นได้!!!!!!!!

นางสาวกมลวรรณ  แซ่อึ้ง

 ถึงลูกศิษย์

พูดถึงคนๆนี้ ผมคิดว่าเธอโชคดี ที่มีครอบครัวเข้าใจ

เป็นคำถามที่ดีนะครับ ว่าหากเธฮทราบว่าลูกสาวมาทำงานแบบนี้บ้าง เธอจะรู้สึกอย่างไร

คุณหมอบรรยายได้ดีมากนะครับ

ต่อจากนี้ไปเป็นเรื่องของ ศศิพิมพ์ ไชยจรัส ครับ

เรื่องเล่าของหญิงขายบริการ

เรื่องราวที่ดิฉันอยากนำมาเล่าสู่กันฟัง  เป็นเรื่องราวของหญิงขายบริการที่ใครหลายๆคนมักจะมองพวกเธอในแง่ลบ ด้วยเหตุผลที่ว่า พวกเธอยอมแม้กระทั่งขายศักดิ์ศรีของตนเองเพื่อแลกกับเงินทองและความสุขสบายเพียงเท่านั้น  แต่ความจริงแล้วใครจะรู้ว่าอีกมุมหนึ่งของหญิงขายบริการเหล่านี้ ต่างก็มีเหตุผลและความจำเป็นที่แตกต่างกันในการตัดสินใจเลือกเดินตามเส้นทางอาชีพนี้

       หลังจากที่ดิฉันได้มีโอกาส­­พูดคุยและสัมภาษณ์หญิงขายบริการท่านหนึ่ง ซึ่งเธอเล่าว่าเหตุผลที่เธอตัดสินใจประกอบอาชีพหญิงขายบริการด้วยวัยแค่เพียง 23 ปี ก็เพราะเธอต้องหาเงินไปใช้เป็นค่ารักษาพยาบาลให้แก่ลูกชายที่รอการผ่าตัดซึ่งป่วยเป็นโรคหัวใจ  อีกทั้งปัญหาการหย่าร้างกับสามี  ทำให้เธอต้องรับภาระเป็นเสาหลักของครอบครัวดูแลค่าใช้จ่ายทั้งหมดภายในบ้าน  ผู้หญิง ตัวเล็กๆคนนี้ จึงต้องดิ้นรนและทำทุกวิถีทางเพื่อแลกกับความสุขสบายของทุกคนในครอบครัว               เธอเล่าว่าวันแรกที่เธอตัดสินใจเข้ามาสมัครงานเป็นสาวนั่งดริ้งค์ในสถานบริการแห่งหนึ่งนั้น                   เธอตั้งใจไว้แล้วว่า เธอจะทำงานเป็นสาวนั่งดริ้งค์เพียงอย่างเดียว และได้ให้สัญญากับตัวเองว่าจะ            ไม่ยอมขายบริการทางเพศโดยเด็ดขาดไม่ว่าแขกที่มาใช้บริการจะมีข้อเสนอใดๆก็ตาม  ซึ่งก่อนที่      สาวนั่งดริ้งค์ทุกคนจะได้เข้ามาทำงานนั้น  ทุกคนจะต้องผ่านการคัดเลือกโดยบุคคลที่พวกเธอเรียกกันในนาม “มาม่าซัง” ซึ่งเป็นผู้ควบคุมและดูแลในส่วนของหญิงขายบริการทั้งหมด   การคัดเลือก           สาวนั่งดริ้งค์และหญิงขายบริการ จะคัดเลือกจากหน้าตา รูปร่าง และที่สำคัญคือ ดูขนาดของหน้าอกและดูส่วนของหน้าท้องว่ามีการแตกลายหรือไม่  โดยจะมีการแบ่งระดับของหญิงขายบริการออกเป็นสองประเภท คือ ผู้หญิงที่มีคุณสมบัติตามที่กล่าวมาข้างต้น ก็จะถูกคัดเลือกไปเป็น “สาวไซด์ไลน์” ซึ่งหมายถึง ผู้หญิงที่ขายบริการทางเพศโดยเฉพาะ  พวกเธอมีรายได้ประมาณ  100,000 – 200,000 บาท ต่อเดือนแต่หากผู้หญิงที่มีคุณสมบัติไม่ตรงตามที่กล่าวไว้ก็จะถูกคัดเลือกไปเป็น  “สาวนั่งดริ้งค์”     ซึ่งก็คือ ผู้หญิงที่ขายบริการทางเพศในกรณีที่แขกที่มาใช้บริการมีความต้องการ  และเธอยังเล่าว่า ผู้หญิงที่ขายบริการทางเพศส่วนใหญ่ จะรับแขกไม่เกิน 2 คนต่อคืน และจะได้รับเงินค่าบริการประมาณ  1,500 – 2,500 บาทต่อครั้ง แต่สำหรับสาวนั่งดริ้งค์ จะได้รับค่าตอบแทน 150 บาทต่อชั่วโมง

โดยที่ไม่ต้องขายบริการทางเพศ  ซึ่งด้วยเหตุผลนี้จึงทำให้เธอตัดสินใจที่จะขายบริการทางเพศ เนื่องจากรายได้ที่ได้รับนั้นไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายที่เธอต้องการ อีกทั้ง การขาดงานในกรณีที่ไม่มีใบรับรองแพทย์ หญิงขายบริการทุกคนจะต้องชดเชยค่าชั่วโมงให้กับทางโรงแรม 1,350 บาทต่อวันและหากมีประจำเดือนก็สามารถหยุดงานได้   โดยมีข้อจำกัดที่ว่าห้ามให้บริการทางเพศในขณะที่มีประจำเดือน หากหญิงขายบริการคนใดฝ่าฝืนกฎข้อนี้ ก็จะต้องคืนเงินค่าให้บริการแก่แขก            ที่มาใช้บริการทั้งหมด  และเธอยังเล่าว่าหญิงขายบริการทุกคนจะต้องมีถุงยางอนามัยพกติดตัว                  อยู่ตลอดเวลา เพื่อป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และการตั้งครรภ์ที่อาจเกิดขึ้นได้ และหากกรณีของแขกที่มาใช้บริการต้องการมีเพศสัมพันธ์โดยที่ไม่ต้องการใช้ถุงยางอนามัย เธอก็มีสิทธิ์ที่จะปฏิเสธในการให้บริการได้เช่นกัน  ซึ่งกฎข้อนี้ถือเป็นกฎข้อสำคัญของสถานบริการแห่งนี้

       ในช่วงท้ายของการสนทนา  ดิฉันและเพื่อนๆ นักศึกษาแพทย์ได้ทดลองให้หญิงขายบริการสาธิตการใส่ถุงยางอนามัย ซึ่งผลปรากฏว่าหญิงขายบริการผู้ที่ให้สัมภาษณ์ยังใส่ถุงยางอนามัย                 ไม่ถูกต้อง เนื่องจากเธอเพิ่งเริ่มทำงานได้เพียง 15 วัน และขายบริการทางเพศได้เพียง 3 ครั้ง อีกทั้ง

เธอยังมีความรู้ในการคุมกำเนิดที่ไม่ถูกต้อง  ทางกลุ่มจึงให้คำแนะนำในการใช้ถุงยางอนามัย โดยการสาธิตขั้นตอนการใช้ถุงยางอนามัยอย่างละเอียด และได้ให้คำแนะนำแก่หญิงขายบริการคนดังกล่าว

ในการคุมกำเนิด รวมถึงการดูแลป้องกันตนเองในกรณีที่เกิดความผิดพลาดจากการใช้ถุงยางอนามัย

และสำหรับสิ่งที่เธอได้รับจากพวกเราอีกประการหนึ่ง ก็คือ การมีผู้รับฟังปัญหาที่เธออาจจะไม่สามารถบอกกล่าว หรือเล่าให้ผู้ใดฟังได้ ซึ่งบางครั้งเราอาจจะมองว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องเล็กๆ                  แต่สำหรับใครบางคนแล้วการได้บอกหรือระบายความทุกข์ให้แก่ใครสักคนได้ฟังนั้น เป็นสิ่งที่ช่วย       ทำให้เขาเหล่านั้นสามารถบรรเทาความทุกข์ให้น้อยลงไปได้มากอย่างไม่น่าเชื่อ

       สิ่งที่ดิฉันได้จากการพูดคุยในครั้งนี้  ทำให้ดิฉันได้เห็นถึงมุมมองอีกด้านหนึ่งของสังคมว่า             ผู้ที่ประกอบอาชีพหญิงขายบริการ  ซึ่งคนส่วนใหญ่มักจะมองพวกเธอในด้านลบนั้น ความจริงแล้วพวกเธออาจจะมีความจำเป็นบางอย่างที่ทำให้ต้องเลือกเดินบนเส้นทางสายนี้  ในอดีตดิฉันอาจจะเป็นคนหนึ่งที่มองว่า ผู้หญิงที่ประกอบอาชีพหญิงขายบริการจะต้องเป็นผู้หญิงที่ไม่ดี และสร้างความเดือดร้อนให้กับสังคมต่างๆนานา  แต่เมื่อดิฉันได้มีโอกาสพูดคุยและได้รับรู้ถึงสาเหตุที่พวกเธอ           เลือกที่จะประกอบอาชีพนี้  ทำให้ดิฉันปรับเปลี่ยนมุมมองของตนเอง และมองพวกเธอในด้านที่ดี            มากยิ่งขึ้น  ดิฉันอยากให้สังคมลองมองในอีกด้านหนึ่งของพวกเธอว่า ไม่มีใครที่สามารถเลือกเกิดได้  หากพวกเธอสามารถเลือกที่จะประกอบอาชีพได้ ก็คงจะเลือกประกอบอาชีพอื่นที่ไม่ใช่อาชีพนี้ อาชีพที่ไม่ต้องแลกกับการขายศักดิ์ศรีของตนเองเพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพย์สินเงินทองหรือความสุขสบาย           หรือด้วยเหตุผลใดก็ตาม ดิฉันคิดว่าบางครั้งหากเราต้องตกอยู่ในสภาวะวิกฤตของชีวิต ดิ้นรนต่อสู้จนถึงที่สุดแล้ว  แต่ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้ สำหรับคนที่เรารัก และครอบครัวของเรา ถึงแม้หนทางข้างหน้า จะเป็นหนทางที่มืดมนสำหรับตัวเราเอง แต่หากหนทางนั้น เป็นหนทางที่จะสามารถมอบแสงสว่างให้กับคนในครอบครัวของเราได้ ดิฉันเชื่อว่าเราทุกคนก็คงจะยอมทำและสู้ทน เพื่ออนาคตที่ดีของคนในครอบครัว อยากให้สังคมเข้าใจ และให้เกียรติพวกเธอเหมือนเป็นประชาชนในสังคมคนหนึ่ง หรืออย่ามองพวกเธอด้วยสายตาที่ดูหมิ่น ลองเอาใจเขามาใส่ใจเราว่า หากเราต้อง          มายืน ณ จุดจุดเดียวกับพวกเธอ เราจะรู้สึกเช่นไรหากคนในสังคมไม่ให้การยอมรับ  ถึงแม้ว่าโอกาสที่สังคมไทยจะยอมรับในอาชีพหญิงขายบริการนั้นมีน้อยมาก  แต่สิ่งหนึ่งที่อยากให้สังคมตระหนัก คือ การมองข้ามสิ่งที่ไม่ดีของคนคนหนึ่ง ซึ่งอาจจะเป็นเพียงส่วนน้อย เมื่อเทียบกับสิ่งที่ดีของเขา หากคนในสังคมสามารถทำได้ เราก็จะสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข

 .ส.ศศิพิมพ์  ไชยจรัส  

จากอาจารย์นะครับ

จะดีมากๆเลย หากคุณหมอจะได้มีโอกาสไปเยี่ยมลูกของเขาในวันที่เข้ารับการผ่าตัด ที่กำลังจะมีขึ้นในเดือนหน้านี้นะครับ บอกผมด้วย จะได้ไปเยี่ยมด้วยกัน

ต่อด้วยเรื่องของ วงศกร สุวรรณกิจ ครับ

ชีวิตสาวบริการผ่านอีกมุมมอง

อำเภอที่ได้ชื่อว่าเป็นเมืองหลวงของภาคใต้ หลายๆคนคงจะนึกออกและตอบได้เป็นอย่างดีว่าคือ อำเภอหาดใหญ่ ด้วยความเจริญทางด้านเศรษฐกิจ ด้านการศึกษา และการท่องเที่ยว ทำให้นักท่องเที่ยวมากหน้าหลายตาทั้งจากในประเทศและต่างประเทศปรารถนามาเที่ยวให้ได้สักครั้งหนึ่ง

เมืองหาดใหญ่เป็นเมืองราตรีแห่งการท่องเที่ยว ผู้คนโดยส่วนใหญ่จะมาเพื่อดื่มแอลกอฮอล์ ซื้อสินค้าหนีภาษี และเที่ยวผู้หญิง จึงทำให้เกิดอาชีพหญิงขายบริการขึ้นเพื่อตอบสนองต่อความต้องการขึ้นหลายแห่งทั้งในรูปแบบที่เปิดเผยและมีธุรกิจอย่างอื่นบังหน้า ผู้คนในสังคมต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์ต่อการประกอบอาชีพนี้ว่าเป็นอาชีพที่ต่ำทรามไม่ว่าจะมาจากเหตุผลใดๆก็ตามแต่ ทั้งสื่อต่างๆก็เป็นตัวการที่กล่าวถึงกลุ่มผู้หญิงบริการเหล่านี้ว่าเป็นผู้ที่ขาดศักดิ์ศรีอีกทั้งยังเป็นต้นเหตุของการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์, ตั้งครรภ์โดยที่ไม่ปรารถนาและไม่พร้อม, การทำแท้ง, และอาชญากรรม โดยที่ไม่มีแหล่งหรือสื่อใดได้เปิดโอกาสให้กลุ่มดังกล่าวพูดถึงความจำเป็นหรือเหตุผลที่พวกเขาเหล่านั้นจำต้องมาประกอบอาชีพบริการ

แล้วก็มีโอกาสที่จะให้หญิงบริการได้พูดคุยประสบการณ์ เล่าเรื่องของพวกเขา พวกเราตั้งใจที่จะเป็นผู้ฟังให้พวกเขาเหล่านั้นถ่ายทอดผ่านมุมมองของตัวเองโดยตรง ไม่มีการเสริมเติมแต่งเรื่องราวของสื่อหรือบุคคลใด และพวกเราก็ได้ทราบข้อมูลที่น่าตกใจเมื่อสาวบริการบางคนจำต้องมาทำงานนี้เพื่อส่งให้แม่ หรือน้องได้เรียน เป็นความภาคภูมิใจที่ตนได้หาเงินจากการทำงานของตัวเองโดยไม่ต้องไปลักขโมยหรือทำชั่วอย่างอื่นเพื่อให้ได้มาในสิ่งที่ตนอยากได้ อยากได้อะไรก็หาเงินซื้อด้วยตนเอง บางคนภูมิใจที่ตนเองขายบริการหาเงินส่งน้องเรียนเมืองนอกจนจบปริญญาโทและจบมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงในเมืองไทย สามารถสร้างบ้านให้พ่อแม่ได้ด้วยเงินที่หามาได้ รายได้จากการขายบริการของแต่ละคนก็จะขึ้นอยู่กับประเภทของสาวบริการซึ่งจะถูกกำหนดโดยแม่เล้าหรือที่รู้จักกันว่ามาม่าซัง หญิงบริการเกือบจะทุกคนจะไม่มีสามีหรือมีสามีแล้วแต่เลิกกัน เพราะไม่อยากจะให้มีภาระต้องติดพันรับผิดชอบ, ขาดความเป็นอิสระ, หรืออาจจะด้วยสามีทราบถึงอาชีพของผู้หญิงที่เป็นภรรยาแล้วทำใจยอมรับไม่ได้เพราะมีผลกระทบต่อการอยู่ในสังคม สาวบริการหลายคนไม่เคยมีสามีหรือแฟนมาก่อนไม่ใช่เพราะไม่มีใครมาจีบ แต่ด้วยที่อาชีพนี้มีผลตอบแทนค่อนข้างดีถ้าเทียบกับการทำงานใช้แรงงานอื่นที่ได้รับค่าตอบแทนขั้นต่ำที่น้อยสาวบริการหลายคนจึงกลัวการที่หนุ่มที่มาชอบจะมาหลอกเอาเงินที่ตนต้องเอาส่งครอบครัวไป สาวบริการจึงไม่ค่อยจริงใจกับหนุ่มที่เข้ามาจีบถึงแม้ว่าผู้ชายคนนั้นดูจริงใจและรู้ว่าผู้หญิงที่ตนจีบอยู่เป็นหญิงขายบริการ สาวบริการมักจะต้องปฏิบัติตัวให้อยู่ในข้อปฏิบัติที่กลุ่มตั้งขึ้น เช่น เรื่องมารยาทของการพูดจา การรับแขก การเตรียมความพร้อมในเรื่องการบริการ หรือแม้กระทั่งการเข้ารับการตรวจร่างกายทุก 2 สัปดาห์และตรวจเลือด 3 เดือนต่อครั้งทุกคน และด้วยความที่มาม่าซังย้ำให้เหล่าสาวบริการตระหนักว่าอาชีพของตนคือการบริการสาวบริการบางคนยังต้องทนต่อการถูกด่าทอ กดขี่ข่มเหงและทำอันตรายจากแขกที่มาใช้บริการ บางครั้งการให้บริการในเรื่องของการนวด การอาบน้ำให้แขก การออกไปเที่ยวกับแขกตามความต้องการ หรือแม้กระทั่งการทำให้แขกสำเร็จความใคร่ด้วยวิธีการใดๆตามความปรารถนาของเขาโดยที่ถูกโกงค่าตัวหรือทำเสื่อมเสียชื่อเสียงหรือเกิดความอับอายจึงเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่สาวขายบริการเหล่านี้มักจะไม่ได้อยู่ในพื้นที่ที่เป็นบ้านเกิด, พื้นที่ที่มีคนรู้จักอยู่อาศัย หรืออาจจะไม่ทำงานในประเทศที่ตนอยู่ต้องไปทำงานต่างประเทศหรือประเทศเพื่อนบ้านแทน มีสาวบริการบางคนต้องใช้ความกล้าและระยะเวลาที่เหมาะสมในการที่จะบอกแก่คนใกล้ชิดหรือคนในครอบครัวอย่างแท้จริงว่าตนทำงานอะไร แต่ก็มีจำนวนไม่น้อยที่โกหกว่าตนมาทำงานในห้องอาหารเป็นพนักงานเสิร์ฟหรือนักร้อง ถึงแม้จะมาทำงานไกลบ้านและสามารถหาเงินได้เป็นจำนวนหนึ่งแต่โอกาสในการกลับบ้านของหญิงบริการมีน้อยมาก เพราะสาวบริการจะหยุดงานไม่ได้ ถึงจะมีประจำเดือนก็ยังคงขายบริการโดยที่นำฟองน้ำเช็ดทำความสะอาดก้นเด็กมาตัดขนาดพอดีช่องคลอดชุบน้ำแล้วบิดใส่ในช่องคลอดส่งเสริมสุขลักษณะที่ไม่ดีก่อให้เกิดการติดเชื้อในช่องคลอดส่งผลต่อการใช้ชีวิต แต่การมีประจำเดือนของสาวขายบริการสามารถลาป่วยได้โดยจะต้องมีใบรับรองแพทย์จากโรงพยาบาลหรือคลินิกที่ทางมาม่าซังกำหนด ช่วงเทศกาลหากมีชาวต่างชาติมาท่องเที่ยวมากก็ยิ่งทำให้ขาดงานไม่ได้หากจะขาดงานจะต้องซื้อเวลาที่ตนไม่เข้าทำงานมิเช่นนั้นจะถูกตัดเงิน หากวันไหนไม่มีแขกด้วยอยู่ในช่วงเศรษฐกิจไม่ค่อยดี สาวบริการจะชวนกันออกไปเที่ยวตามผับหรือบาร์ที่อยู่ในเครือที่ตนเองทำงานอยู่ จะเที่ยวต่างเครือไม่ได้จะทำให้ถูกตัดเงินเพราะมีพนักงานที่จ้างมาพิเศษคอยติดตาม เมื่อถามเหตุผลที่ว่าทำไมจะต้องมาทำงานนี้ สาวบริการบางคนท้องตอนเรียนหนังสือทำให้ต้องลาออกเพื่อไปคลอดหรือได้รับการประณามจากสังคมทำให้ไม่มีทางเลือกในการประกอบอาชีพอื่นจึงตัดสินใจมาขายบริการ แต่โดยส่วนใหญ่จะมาทำงานเพราะเพื่อนชวนและด้วยลักษณะที่มีประสบการณ์ร่วมบางอย่างคล้ายคลึงกัน เช่น ผู้ที่เป็นสามีมีนิสัยแย่ทำให้ผู้หญิงที่คาดหวังเรื่องต่างๆมีความผิดหวังมาก หรือการขาดความอบอุ่น มีความยินดีที่จะมีความสัมพันธ์กับชายที่มาเอาอกเอาใจตนถึงแม้จะเป็นเวลาช่วงสั้นและไม่มีภาระผูกมัดใดๆตามมาแต่ให้ความรู้สึกเหมือนตนมีสามีและมีเงินใช้ สาวบริการบางคนไม่ได้มีความสุขจากการทำงานตรงนี้เลยแม้แต่น้อยแต่ต้องจำใจทำงานดังกล่าวเพราะหน้าตาดีจึงทำให้มีแขกที่เป็นขาประจำหรือที่เรียกว่า Member มาใช้บริการและสร้างรายได้ให้กับตน สาวบริการบางคนกล่าวว่าเมื่อตอนที่ตนอยู่บนเตียงนั้นตนจะต้องไม่เอาอารมณ์ความรู้สึกดีหรือความรู้สึกว่ามีความสุขเข้าไปร่วมกับการทำงานเด็ดขาด แม้คนที่มาใช้บริการจะหน้าตาดีหรือเอาใจเก่ง ตนจะต้องแสร้งทำว่ามีความสุขโดยที่ไม่ได้มีความสุขหรือสนุกจากการทำงานเพราะกลัวว่าตนจะตกหลุมรักหรือรู้สึกชอบต่อแขกและถ้าหากแขกมีครอบครัวแล้วความรู้สึกชอบอาจนำมาซึ่งทำให้ครอบครัวเขาแตกแยก จึงรับไม่ได้เพราะตนมีหน้าที่เป็นผู้ให้บริการมิใช่ผู้ที่สร้างความร้าวฉาน อีกทั้งยังต้องคอยปิดไฟและระวังภัยจากการที่มีผู้ไม่ประสงค์ดีหรือแขกเองถ่ายวิดีโอจะทำให้ทั้งตัวสาวบริการเองรวมทั้งแขกเสื่อมเสียและเกิดความอับอายได้ ส่วนในเรื่องการการป้องกันการติดต่อของโรคทางเพศสัมพันธ์และการคุมกำเนิดนั้นหญิงขายบริการจะใช้วิธีการสวมถุงยางอนามัยของเพศชายเท่านั้น และจากการขอความร่วมมือให้พวกเขาพูดและอธิบายความรู้เรื่องถุงยางรวมทั้งการใช้โมเดลให้พวกเขาสาธิตถึงวิธีการใช้ถุงยางอนามัยพบว่าพวกเขามีความรู้เป็นอย่างดี มีการตรวจสอบวันหมดอายุ การเก็บรักษา มีการระวังถุงยางอนามัยฉีกขาดตั้งแต่ฉีกซองของถุงยางอนามัย การระวังของมีคมประเภทเครื่องประดับบาดถุงยางอนามัย จนกระทั่งการใส่ถุงยางที่ทำให้กระเปาะที่เป็นที่เก็บน้ำอสุจิเป็นสุญญากาศเพื่อป้องกันถุงยางแตกจากการใช้งาน แต่ยังมีผู้หญิงบริการบางคนที่ยังมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องของการใช้ถุงยางอนามัยที่ผิดอยู่ เช่น การสวมถุงยางอนามัยสองชั้นสำหรับยี่ห้อที่มีความบางของถุงยางมากด้วยกลัวว่าจะแตก อย่างไรก็ดีถึงแม้จะมีคนที่มองว่าอาชีพขายบริการเป็นอาชีพที่เลวร้ายสร้างความเสื่อมเสียและภาระให้กับสังคม แต่ใช่ว่าทุกสิ่งจะมีแต่ด้านที่ดี หรือมีแต่ด้านที่เสียเพียงอย่างเดียว ทุกสิ่งทุกอย่างเปรียบเสมือนดาบ 2 คม มีทั้งดีและไม่ดี ขึ้นอยู่กับว่าจะมองมุมใดและเปิดใจรับฟังอีกด้านอย่างไม่อคติมากน้อยขนาดไหน

สิ่งที่เขาได้จากเรา

กลุ่มของพวกเราได้มีการจัดเวลาเพื่อให้สาวขายบริการว่างจากการทำงานตรงกับเวลาว่างของพวกเราเพื่อมาพูดคุยแลกเปลี่ยนแนวคิดและเรื่องราวต่างๆ ทำให้เขาได้มีเพื่อนคุยในเรื่องที่อาจจะเป็นเรื่องที่เขาอยากเล่าให้ใครซักคนฟังแต่ไม่มีโอกาสได้เล่าหรืออาจจะเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมหรือเป็นเรื่องที่น่าอาย แต่การที่กลุ่มของเราเข้าไปคุยด้วยจะทำให้เขากล้าที่จะค่อยๆเล่าเรื่องราวของพวกเขาและเล่าในส่วนที่เขาอยากเล่ามากที่สุดให้กับกลุ่มบุคคลที่สนใจในเรื่องราวของพวกเขา ทำให้เขาสามารถที่จะแสดงทัศนะในมุมมองของเขาเองแก่คนอื่นๆโดยไม่ต้องมีสื่อใดๆมาช่วย

กลุ่มหญิงขายบริการจะต้องใช้ชีวิตและทำงานอยู่กับความเสี่ยงของการติดเชื้อจากการมีเพศสัมพันธ์และเสี่ยงต่อการตั้งครรภ์โดยไม่ปรารถนา จึงจำเป็นที่จะต้องมีความรู้ในเรื่องการป้องกันการตั้งครรภ์และการป้องกันการติดเชื้อจากการมีเพศสัมพันธ์ ซึ่งวิธีที่พวกเขาใช้คือการสวมถุงยางอนามัยให้กับฝ่ายชาย แต่ยังมีความรู้ในเรื่องการใช้ถุงยางอนามัยที่ผิดวิธีอยู่โดยการที่ให้พวกเขาแสดงวิธีใช้ให้ดูโดยใช้ถุงยางอนามัยร่วมกับโมเดลอวัยวะเพศชาย และยังมีค่านิยมบางอย่างผิดอยู่ เช่น เชื่อว่าถุงยางอนามัยที่บางๆจะต้องใส่สองชั้นเพื่อป้องกันการติดเชื้อซึ่งในความเป็นจริงไม่ควรที่จะใส่สองชั้นเพราะจะทำให้ถุงยางอนามัยแตกจากการเสียดสีขณะมีเพศสัมพันธ์ได้

โดยส่วนใหญ่หญิงขายบริการมักจะเริ่มทำงานตั้งแต่อายุยังน้อย (วัยรุ่น) ทำให้ขาดโอกาสในการเรียนจนถึงระดับอุดมศึกษา การที่พวกเราเข้าไปคุยกับพวกเขาทำให้พวกเขามีโอกาสที่สอบถามถึงลักษณะการเรียนและการใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัยโดยให้พวกเราเป็นคนเล่า ซึ่งสามารถที่จะตอบในส่วนที่ไม่รู้ของพวกเขาหรืออาจจะรู้แต่ไม่มีโอกาสได้เข้ามาสัมผัสด้วยตัวเอง จึงเป็นการมอบประสบการณ์บางเรื่องให้พวกเขาเพื่อที่จะมีความรู้ความเข้าใจบางอย่างตรงกันช่วยให้พูดคุยและสื่อสารกันง่ายขึ้น

สิ่งที่พวกเราได้จากเขา

เรื่องราวและประสบการณ์ต่างๆที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของหญิงขายบริการไม่ได้มีแต่เรื่องที่เกี่ยวกับเพศสัมพันธ์ไปทุกเรื่อง เรื่องบางเรื่องที่เราทุกคนประสบมาเหมือนกันทำให้เรามีความเข้าใจเหมือนกันทำให้พวกเราได้ทราบถึงแนวคิดที่อาจจะเหมือนและต่างออกไปจากที่พวกเราเคยคิดไว้ พวกเราต้องเปิดใจให้มากขึ้นเพื่อรับฟังแนวคิดที่ไม่เหมือนเราและทำให้ทราบว่า จริงๆแล้วถึงแม้ว่าเราจะเรียนมาสูงกว่าเขาแต่ไม่ใช่ว่าความคิดของเราจะเป็นความคิดที่ดีที่ถูกต้องเสมอไป อาจมีความคิดที่ไม่ยิ่งใหญ่อยู่จำนวนหนึ่งที่เมื่อเราได้รับทราบก็กลับทำให้คิดว่าความคิดนั้นเป็นความคิดที่ก่อให้เกิดประโยชน์มากที่สุดทั้งที่อาจจะเคยมองข้ามไป

ในส่วนของการใช้ชีวิตและประกอบอาชีพของหญิงขายบริการเป็นส่วนที่เราไม่ได้มีประสบการณ์ร่วมกัน ทำให้พวกเราต้องกลายเป็นผู้ฟัง ผู้หญิงขายบริการจะต้องมีภาระและค่าใช้จ่ายที่เหมือนกับคนอื่นๆ ยังคงต้องการสวัสดิการ จึงได้ทราบถึงแนวทางที่พวกเขาเหล่านั้นปฏิบัติเพื่อก่อให้เกิดรายได้มากที่สุด เช่น การให้ลูกค้าเตรียมถุงยางอนามัยมาเองแทนที่หญิงขายบริการจะเป็นคนเตรียม การใช้อุปกรณ์บางอย่างสอดในช่องคลอดเพื่อไม่ให้มีประจำเดือนไหลออกมาขณะทำงาน เป็นต้น

เรื่องของการขายบริการมีหลายรูปแบบ ยากแก่การเข้าใจและไม่สามารถหาข้อมูลเพื่อทำความเข้าใจได้โดยง่าย พวกเราจึงได้สอบถามถึงกระบวนการต่างๆ วิธีที่ลูกค้ามาใช้บริการ การบริหารงานของมาม่าซัง การจ่ายเงินให้แก่หญิงขายบริการและเปอร์เซ็นต่างๆ การจัดการบริหารอื่นๆ ข้อปฏิบัติระหว่างลูกค้าและหญิงบริการ สถานที่ขายบริการและสาขา เป็นต้น

ความรู้บางอย่างสามารถหาได้จากหนังสือ แต่ความรู้บางอย่างมาจากการได้ลงมือปฏิบัติ ดังนั้น หญิงขายบริการจะมีความรู้ในเรื่องที่ไม่สามารถหาอ่านได้จากหนังสือ เกิดจากการปฏิบัติ การสังเกต และการบอกเล่าต่อๆกัน ทำให้พวกเราได้ทราบถึงข้อมูลบางอย่าง เช่น หญิงขายบริการสามารถที่จะบอกขนาดของถุงยางอนามัยว่าเป็นถุงยางอนามัยขนาด 49, 52, 54 ได้โดยดูจากลักษณะภายนอกของซองบรรจุเท่านั้น

 นายวงศกร

ถึงลูกศิษยื บรรยายได้เห็นภาพเลยนะครับ เสมือนหนึ่งเคยไปรู้จักกันมาก่อนซะอย่างนั้น ฮา..

เรื่องของ ณิชนันทน์ จินต์พิศุทธิ์ น่าสนใจมากครับ

เรื่องราวของหญิงขายบริการทางเพศ

       ครั้งหนึ่งดิฉันได้มีโอกาสพูดคุยและทำความรู้จักกับหญิงสาวคนหนึ่ง หญิงที่ได้ชื่อว่าเป็นดอกไม้ริมทาง ไม่มีใครมองเห็นคุณค่า ดิฉันได้รับฟังเรื่องราวและประสบการณ์ชีวิตของเธอ เรื่องราวที่น้อยคนนักจะมีโอกาสได้สัมผัส เธอคนนี้มีชื่อว่า บี (นามสมมติ) เธออายุได้ 26 ปี เธออาศัยอยู่ที่บ้านเช่าใกล้ที่ทำงาน เธอเกิดที่จังหวัด... แต่งงานเมื่ออายุ 14 ปี ปัจจุบันได้แยกทางกับสามีแล้ว มีลูกชาย 1 คน อายุ 11 ปี ซึ่งอยู่กับสามีของเธอ ประวัติการทำงานของเธอเป็นดังนี้

  • เริ่มทำงานประเภทนี้ได้ 6 ปี จากการที่เพื่อนแนะนำและบ้านเช่าอยู่ใกล้ๆ มาทำงานที่สถานประกอบการแห่งนี้ได้ 2 เดือน
  • รายได้ต่อเดือน ประมาณ 30,000 บาท เงินที่ได้แบ่งเป็นส่วนไว้ เพื่อ ส่งกลับบ้าน ใช้ส่วนตัว เก็บไว้ให้ลูกชาย
  • ทำงาน 6 วันต่อสัปดาห์ ตั้งแต่เวลา 19.00-01.30 น
  • ที่บ้านไม่ทราบว่าทำงานเป็นหญิงขายบริการทางเพศ ทราบเพียงแต่ว่าเป็นเด็กเสริ์ฟธรรมดา
  • มีอาชีพเสริม คือ ขาย Amway, Gifferine และผลิตภัณฑ์เสริมความงามอื่นๆและทำงานร้านเสริมสวยของพี่สาว

ก่อนหน้าที่จะมาทำงานที่นี่

  • ทำงานโรงงานได้เงินเดือนวันละ 140 บาท
  • เต้นอะโกโก้ที่เบตง ค่าตัว 300 บาท แต่ต้องดื่มเหล้ากับเบียร์ทุกวัน จึงเปลี่ยนงานทำ
  • ขายบริการทางเพศที่สิงคโปร์ อยู่ 8 เดือน แต่เครียดมาก นอนไม่หลับ จึงกลับมาทำงานที่หาดใหญ่

เมื่อถามถึงความรู้สึกตอนทำงานเธอเล่าว่า ไม่สนุกเลย เฉยๆ บางครั้งต้องแสดงละครเพื่อให้ลูกค้าพอใจ ถ้าหากลูกค้าไม่พอใจ ก็จะไปฟ้องผู้จัดการได้ และเมื่อถามถึงอนาคตในชีวิตของเธอ เธอเล่าว่า จะตั้งใจว่าจะทำงานเก็บเงิน 2 ปี แล้วเปิดร้านอินเตอร์เน็ตของตัวเองที่บ้านเกิด

การป้องกันและการดูแลตัวเอง

  • เข้ารับการตรวจเลือดและตรวจภายใน เดือนละ 2 ครั้ง
  • ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์

สิ่งที่ดิฉันได้จากการพูดคุยกับหญิงขายบริการ

       จากการไปพูดคุยกับหญิงขายบริการ  ก่อนการพบเจอกัน ดิฉันรู้สึกประหม่าและไม่มั่นใจ อาจเป็นเพราะภาพลักษณ์ที่สังคมให้แก่พวกเขา ภาพลักษณ์ที่คนส่วนใหญ่ยัดเยียดให้ผู้หญิงเหล่านี้

       เมื่อได้พูดคุยกับพวกเธอแล้ว ทำให้รู้ว่า สิ่งที่สังคมได้ตราหน้าพวกเธอไว้นั้น ไม่เป็นจริงสำหรับทุกคน เหล่าหญิงขายบริการที่ดิฉันได้พูดคุยนั้น ล้วนแล้วแต่มีอัธยาศัยดี และให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีในการตอบคำถาม เธอเล่าเรื่องราวในชีวิตของพวกเธออย่างเปิดเผย ดิฉันได้ถามถึง แขกที่มาใช้บริการของพวกเธอ ว่ามีแขกประเภทซาดิสก์หรือทำอะไรแปลกๆหรือไม่ เธอเล่าว่า เคยพบมาทุกชนิดทั้งที่ให้พวกเธอแต่งตัวแปลกๆก่อนมีเพศสัมพันธ์ หรือประเภทที่ใช้กำลัง และส่วนใหญ่จะเป็นแขกชาวต่างชาติ มีรายหนึ่งเธอเล่าถึงความวิตถารของแขกโดย แขกคนนั้นให้เธออุจจาระใส่ปากของเขาก่อน จึงจะมีอารมณ์ทางเพศ เมื่อได้ทำความรู้จักกันมากขึ้น ดิฉันจึงได้รู้ถึงเหตุผลที่พวกเธอเข้ามาในวงการนี้ คือ พวกเธอเพียงต้องการเงินเพื่อนำไปจุนเจือครอบครัว และปรับปรุงคุณภาพชีวิตของตนเอง พวกเธอไม่ได้มีเจตนาจะทำร้ายใคร หรือแย่งสามีของใคร ในความเป็นจริงพวกเธอต่างหากที่เป็นฝ่ายถูกกระทำ อีกทั้งแขกบางคนยังเอาเปรียบพวกเธออีก โดยปกติจะมีเงื่อนไขของทางร้านอยู่ว่า หากแขกพอใจแล้วสามารถอนุญาตให้หญิงบริการกลับบ้านก่อนเวลาได้ แต่แขกบางคน เมื่อบอกให้หญิงขายบริการคนนั้นกลับบ้านไปแล้ว แต่กลับไปฟ้องผู้จัดการของหญิงผู้นั้น ว่าเธอหนีกลับบ้าน ทำให้เธอต้องคืนเงินทั้งหมดที่ได้มาแก่แขกคนนั้น และอีกมากมายที่เธอเหล่านั้นถูกกระทำ หญิงขายบริการบางคนต้องอดทน จากบ้านเกิดมาทำงานในต่างจังหวัดและต้องอยู่เพียงลำพัง บางคนเมื่อมาทำงานใหม่ๆ ถึงกับเครียดและนอนไม่หลับอยู่หลายเดือน แม้ตนเองจะสมัครใจมาทำตั้งแต่แรกแล้วก็ตาม
       ดิฉันคิดว่า หากพวกเธอเหล่านี้มีทางเลือกในการดำเนินชีวิต พวกเธอคงเลือกที่จะทำอาชีพสุจริตและปลอดภัย อย่างหญิงขายบริการคนหนึ่งกล่าวว่า เดือนหน้าก็จะเลิกทำงานนี้แล้ว เพราะเก็บเงินได้จำนวนหนึ่งและจะนำไปลงทุนเปิดกิจการส่วนตัว ส่วนอีกคนกล่าวว่า อยากทำงานเก็บเงินอีกสัก 2 ปี เพื่อจะนำเงินไปลงทุนประกอบอาชีพอื่น จากที่กล่าวมาแล้ว พวกเธอพยายามจะหาหนทางอื่นในการดำเนินชีวิต หนทางที่จะทำให้พวกเธอสามารถอยู่ในสังคมได้อย่างเปิดเผย

สิ่งที่พวกเธอได้จากการพูดคุย

ในความคิดของดิฉันสำหรับพวกเธอแล้ว คงจะมีเพียงไม่กี่ครั้ง ที่จะมีคนเข้ามารับฟัง และพยายามที่จะเข้าใจกับเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นในชีวิตของพวกเธอ และเหตุผลที่ทำให้พวกเธอเข้ามาอยู่ในวงการนี้

การพูดคุยครั้งนี้ ทำให้พวกเธอได้พูดความรู้สึกต่างๆ ได้บอกเล่าประสบการณ์ที่น้อยคนนักจะได้สัมผัส ทั้งประสบการณ์ที่เลวร้าย และสิ่งที่สามารถจดจำและนำไปแก้ไขได้ ความกลัว ความรู้สึกผิด ที่เข้ามาประกอบอาชีพนี้ ความภาคภูมิใจที่สามารถหาเลี้ยงตัวเอง และครอบครัวได้ และบางคำถามอาจทำให้พวกเธอได้ฉุกคิดถึงอนาคตของตนเอง ดิฉันได้พูดคุยกับหญิงขายบริการอีกคนหนึ่ง อายุได้ สามสิบกว่าปีแล้ว ว่าชีวิตอนาคตของเธอต่อไปจะเป็นอย่างไรต่อไป เธอเล่าว่า ก่อนจะมาทำอาชีพนี้เธอได้ลงทุนเปิดร้านกับเพื่อนของเธอ และถูกโกง ทำให้ชีวิตของเธอหันเหมาทำอาชีพขายบริการทางเพศ ตอนนี้เธอยังไม่ได้คิดวางแผนชีวิตที่แน่นอน มีเงินเท่าไหร่ก็หมดไปกับการเที่ยว ดิฉันคิดว่าเหตุผลที่เธอไม่คิดจะเก็บเงินและนำไปลงทุนนั้น อาจเป็นเพราะความผิดพลาดในอดีต ที่ทำให้เธอไม่กล้าที่จะลงทุนและไม่ไว้ใจใคร

การพูดคุยครั้งนี้อาจเป็นเพียงสิ่งเล็กๆในชีวิตของพวกเธอ แต่บางคำถามอาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ชีวิตของเธอหลายคนเปลี่ยนไป

นางสาวณิชนันท์ จินต์พิศุทธิ์

 

       จากอาจารย์แป๊ะ

       จากสิ่งที่ลูกศิษย์เล่ามานี้ ผมจึงได้ข้อคิดบางอย่างครับ นั่นก็คือว่า หญิงที่ขายบริการทางเพศนี่ ดูๆไป เขาน่าจะเป็นผู้บำบัดทางเพศนะครับ เพราะเธอสามารถจัดการได้เกือบทุกอย่าง เด็กๆและหมอนวดที่มาพบผมเล่าว่า แขกหลายคนมีความต้องการทางเพศที่ประหลาดมากชนิดที่คาดไม่ถึง เป็นต้นว่า เสพยามาก่อนมีเพสสัมพันธ์ ทำให้ใช้เวลาในการมีเพศสัมพันธ์นานมาก นาจเป็นชั่วโมง บางครั้งต้องเปลี่ยนถุงยางก่อน (สงสัยร้อน) บางคนฉีดสารเข้าองคชาติมาจนผิดรูป มีขนาดใหญ่เท่าข้อมือ บางคนสารดังกล่าวที่ฉีดเข้าไปตกลงมากองอยู่ที่โคนองคชาติ เวลาจะใช้ต้องรูดๆองคชาติก่อนเพื่อให้เข้ารูปเข้ารอย แต่นั่นก็ยังคงทำให้ขนาดของเจ้าโลก (ใช้ศัพท์ตลาดหน่อย) ใหญ่มากๆอยู่ดี แขกหลายคนต้องดมกลิ่นปัสสาวะก่อน

       แบบนี้แหละครับ ที่ทำให้เขาอยู่กับครอบครัวลำบาก เขาจึงต้องมาซื้อบริการทางเพศจากหมอนวดเหล่านี้ ผมจึงเรียกพวกเธอว่า “ผู้บำบัด” หมอนวดจึงเป็นคำที่เกือบจะเหมาะสมด้วยประการฉะนี้

เรื่องของ พงศ์ภา รัศมี ครับ

เรื่องเล่าจากโสเภณี

       ตั้งแต่ชีวิตเกิดมา การที่ได้รับรู้ข่าวสารมากมายทางทีวี วิทยุ หรือทางสื่อสารมวลชนมากมายที่เคยนำเสนอเรื่องราวของหญิงขายบริการทางเพศ  ผมก็ได้แต่คิดเพียงแต่ว่า พวกเขาเหล่านั้นทำไมถึงไปเลือกทำอาชีพเหล่านั้นได้ เพราะอาชีพเหล่านั้นไม่มีทั้งเกียรติในการประกอบอาชีพแถมตั้งแต่เล็กมาสังคมทั้ง พ่อแม่ ครู แม้แต่ผู้คนมากมายต่างบอกว่า อาชีพนี้เป็นอาชีพไม่ดี ผมเชื่อว่า สังคมที่แวดล้อมพวกเขาเหล่านั้นคงเป็นอย่างนี้เช่นกันแล้วทำไมพวกเขาถึงยอมก้าวเดินไปทำอาชีพนั้นได้

       วันนี้เป็นวันที่พวกผมได้มีโอกาสเข้าไปพบกับ บุคคลซึ่งทำอาชีพดังกล่าว ตอนแรกผมรู้สึกว่าจะพูดคุยอะไรกับเขาดี เราก็เตรียมตัวมาแล้วแต่การเตรียมพร้อมของพวกเราก็เป็นแค่การซ้อมกันเอง เวลาเจอของจริงก็มักจะลืมในสิ่งที่ตัวเองอยากรู้ไปหมด  เมื่อเข้ามาในห้อง พวกเราได้ตกลงกันว่าจะแบ่งกันเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มละ 3 คน เพื่อให้การสัมภาษณ์เป็นไปอย่างราบรื่น และจัดที่นั่งเตรียมพร้อมเพื่อการซักถามเรื่องราวต่าง ๆ

       ผมได้รับผิดชอบของผู้หญิงคนแรก ชื่อ พี่ภรณ์ (นามสมมติ) อายุ 33 ปี บ้านของพี่เขาอยู่...  มีลูกแล้ว แต่งงานมาแล้ว 3 ครั้ง คนแรกมีปัญหากันเรื่องเงินและเรื่องเอาแต่ใจ พี่ภรณ์บอกว่า “ตอนแรกแต่งงานกันอะไรๆก็ดีไปหมด แต่ผ่านไปสักระยะก็เริ่มมีเรื่องกัน สุดท้ายก็เลิกกันไป” ส่วนสามีคนที่สองของของพี่ภรณ์ เป็นผู้ใหญ่กว่า เป็นผู้จัดการโรงแรม แต่สุดท้ายแล้วต้องเลิกกันเนื่องจากเรื่องความห่างของอายุ ส่วนคนที่สามพี่ภรณ์บอกว่าเป็นคนดีมากแต่งงานอยู่กินกันได้ 6 ปีแต่ช่วงหลังมีเรื่องเศรษฐกิจตกต่ำ เป็นหนี้สิน 4 ล้านบาท แต่สามีพี่ภรณ์คนนี้เลือกที่จะรับหนี้สินไว้เองเลยต้องหย่ากัน ช่วงนั้นพี่ก็ตกงาน ที่เคยทำคือเป็นพนักงานบริษัทแถวลาดกระบัง และมีเพื่อนชวนให้มาทำงาน ตอนแรกพี่ภรณ์ก็ไม่อยากทำแต่เนื่องจากมีลูกหนึ่งคน และยังมีเรื่องที่ต้องผ่อนรถผ่อนบ้าน พี่เลยตัดสินใจทำงานนี้  และทำมาได้แล้ว 1 ปี

       พวกเราถามพี่ภรณ์ว่า “ทำไมพี่ไม่เลือกงานอื่น อาจจะได้เงินไม่ต่างกันหรือมากกว่าก็ได้” พี่ภรณ์ตอบว่า “ช่วงนั้นพี่ก็อายุมากแล้วไม่ค่อยมีใครจะรับหรอก และอีกอย่างก็อายุมากแล้ว ก็ไม่มีอะไรจะเสียแล้ว” มันก็เป็นเรื่องจริง สังคมของเราก็ไม่ค่อยจะรับคนอายุมากมาทำงาน มักจะชอบเด็กรุ่นใหม่ไฟแรงเป็นเรื่องธรมมดา แถมพี่ภรณ์ยังมีประวัติการโดนไล่ออกจากงานอีก แถมยังจบแค่ ม.6 ก็หางานดีๆทำยากอยู่แล้ว

       พี่ภรณ์เคยบอกอีกว่า “พ่อของพี่ เป็นคนหัวโบราณ ไม่ค่อยอยากให้เรียนหรอกเพราะคิดว่าโตเป็นก็แต่งงาน สามีก็เลี้ยง พี่เลยทำงานตั้งแต่อายุ 15 ปี และก็ส่งตัวเองเรียนต่อจนจบ ม.6”  

       พี่ภรณ์อาศัยอยู่ในหาดใหญ่ โดยเช่าโรงแรมอยู่เป็นรายเดือน ไปทำงานตั้งแต่ 1 ทุ่มถึงตี 1 แต่ก็แล้วแต่ว่าจะมีแขกพาไปต่อมั้ย ซึ่งก็เป็นบางวัน ปกติก็จะทำงาน 6 ชั่วโมง ไปกลับโดยใช้รถยนต์ส่วนตัวจึงไม่ค่อยกังวลเรื่องความปลอดภัยตอนไปกลับมากนัก  เงินต่อเดือนมักจะได้ค่าชั่วโมงที่มานั่งกับลูกค้า และค่า Drink ซึ่งคิดรวมแล้วก็ตกเป็นเดือนละ 4,000 กว่าบาท (ปล.ผมคิดว่าตัวเลขนี้อาจจะคลาดเคลื่อน มันน่าจะเป็น 40,000 มากกว่า 4,000: อ.แป๊ะเขียนครับ) เวลาทำงานพี่ภรณ์บอกว่า ส่วนใหญ่ก็เจอลูกค้าแบบดีๆ ไม่ค่อยใช้ความรุนแรงมาก ซึ่งพี่ภรณ์บอกว่า ถ้าเจอก็มักจะรับไม่ค่อยได้เพราะอายุก็มากแล้วเหมือนกัน ก็มักจะบอกพวกเค้าดี ครอบครัวพี่ภรณ์เคยมาเยี่ยมที่หาดใหญ่เหมือนกัน แต่วันนั้นก็จะหยุดงานไป เพราะทางครอบครัวรู้อย่างเดียวว่า เธอทำงานเป็นพนักงานโรงแรมเท่านั้น

       พวกผมลองถามพี่ภรณ์ว่า “เวลาทำงานใช้ถุงยางมั้ย” เธอตอบว่า “ใช้อยู่แล้ว เพราะใครๆ ก็กลัวโรคติดต่อกันทั้งนั้นแหละ ลูกค้าก็กลัว พี่ก็กลัว เวลาลูกค้าไม่ยอมใส่เราก็สามารถปฏิเสธได้ โดยก็ไม่ผิดอะไร และนอกจากนั้นเรามักจะเป็นคนใส่ให้เพราะไม่มั่นใจว่าลูกค้าใส่ถูกมั้ย ถ้าลูกค้าจะใส่เองก็ต้องดูด้วยว่าใส่ถูกมั้ย”

       “เคยคิดจะเลิกทำอาชีพนี้มั้ย” พวกผมถาม เธอตอบว่า “คิด เพราะพี่ก็ผ่อนรถเสร็จแล้วเหลือผ่อนบ้านแล้วก็คงทำต่ออีกสักพักเก็บเงิน แล้วก็เปิดร้านขายของ ก็คงไม่นานประมาณ 1 ปี”

       ในวันนั้นพวกเรานอกจากจะไปซักถามเรื่องราวชีวิตของพี่ๆ หญิงขายบริการกันแล้ว พวกเรายังได้ให้คำแนะนำการใช้ถุงยางอย่างถูกต้อง โดยให้พวกพี่ ลองใส่ให้พวกเราดูและนอกจากนั้นยังแนะนำการใช้ยาคุมกำเนิด และได้แนะนำเรื่องการสวนล้างว่ามีประโยชน์และโทษอย่างไร ซึ่งพวกเราได้รู้ว่า “พวกเขามักจะใช้น้ำยาสวนล้างเนื่องจากคิดว่าจะช่วยล้างสิ่งสกปรกออกไป” แต่การทำอย่างนั้นมักไม่เป็นผลดี กับพวกเขาเท่าไหร่ ซึ่งพวกเราก็ได้แนะนำไปแล้วเกี่ยวกับเรื่องความเชื่อนี้  และนอกจากนั้น พวกเรายังได้รู้ได้สิ่งที่ไม่เคยรู้มาด้วยว่า “เมื่อถุงยางแตกนั้นจะมีความรู้สึกเหมือนลูกโป่งแตก และอาจจะรู้สึกมีน้ำอยู่ในบริเวณช่องคลอด”

       จากการที่ได้ไปสัมภาษณ์เรื่องราวเหล่านั้น พวกเราได้รู้ว่า ชีวิตคนเราไม่ได้เดินมาบนทางที่โรยด้วยกลีบกุหลาบกันทุกคน พวกเราอาจจะโชคดีที่เกิดมามีความพร้อม แต่ในความจริงแล้วไม่ใช่ทุกคนที่จะโชคดีขนาดนั้น หลายคนบ้านยากจน หรืออาจจะเจอกับความเชื่อของผู้ใหญ่และสังคมต่างๆ ทำให้คนส่วนหนึ่งในนั้นต้องเผชิญกับชีวิตด้วยดัวเองมาตลอด และบางคนอาจจะผ่านช่วงชีวิตเหล่านั้นมาได้แต่สุดท้ายปัญหาชีวิต เศรษฐกิจ จะทำให้กลุ่มคนเหล่านั้นจะเลือกเส้นทางที่สังคมได้ตราหน้าไว้ว่าเป็นเส้นทางที่ไม่ควรก้าวเดิน ในที่นี้ก็คืออาชีพ หญิงขายบริการทางเพศ ไม่มีใครหรอก ที่จะต้องการมีทำอาชีพนี้ แต่ด้วยปัญหามากมายที่เข้ามาในชีวิตที่กดดันให้คนกลุ่มนี้ต้องดำเนินมาในเส้นทางนี้ และสิ่งที่ได้รู้อีกคือไม่มีใครอยากอยู่ในเส้นทางนี้ไปตลอด หลายคนครับ ที่คิดเส้นทางของตัวเองไว้แล้วว่า ถ้าเก็บเงินแล้วจะไปทำอย่างอื่นต่อ นี้เป็นเรื่องราวที่พวกเราได้รับรู้มา เรื่องราวของผู้หญิงขายบริการทางเพศ สรุปแล้วคนเราไม่สามารถตัดสินว่า ดีหรือชั่วจากการกระทำอย่างเดียวได้หรอก แต่เราต้องดูถึงเหตุผลที่พวกเขาทำด้วยว่าพวกเขาทำเพื่ออะไร และทำไปเพราะอะไร อย่างพี่ภรณ์ (นามสมมุติ) ได้เล่าเรื่องราวและเหตุผลของตัวเอง ชีวิตของเธอว่า อะไรถึงพาเธอมาถึงจุดนี้ นี้แหละคือเรื่องราวที่ใครหลายคนไม่เคยได้สัมผัส เรื่องราวของผู้หญิงขายบริการ

นายพงศ์ภา

 

จากอาจารย์แป๊ะ

       ถึงลูกศิษย์ครับ

       ผมได้คุยกับพี่ภรณ์ของคุณหมอแล้ว เขาบอกมาว่า ในวันนั้น การสนทนาได้เริ่มต้นด้วยอาการเกร็งๆ แต่เมื่อผ่านไปสักระยะหนึ่ง คุณหมอดูผ่อนคลายขึ้น เธอก็ผ่อนคลายมากขึ้น ทำให้การสนทนาผ่านไปอย่างราบรื่น

       อันนี้แสดงว่าคุณหมอสอบผ่านไประดับหนึ่งครับ

 

       ส่วนอาชีพขายบริการทางเพศนี้ น่ายกย่องไหม คำตอบคือ ให้ดูผม ซึ่งขณะนี้ประกอบอาชีพขายบริการทางเพศเช่นกัน ! ฮาแล้ว คราวนี้ฮาแตกแน่ จะไม่ใช่ได้อย่างไร ในเมื่ออาชีพผมเป็นหมอสูติ ดูแลสตรีเพศ หมอแบบผม จึงต้องถูกเรียกว่า ให้บริการทางเพศเช่นเดียวกันอย่างหลีกหนีไม่พ้น แถม ผมยังมีความเชี่ยวชาญด้านบำบัดทางเพศอีกด้วยนะครับ (ฮา...)

ต่อด้วยเรื่องของ พิชญา ทองขาว เลยครับ

เรื่องเล่าจากโสเภณีแฝง

ดิฉันเป็นนักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 2 ได้มีโอกาสพูดคุยกับผู้หญิงคนหนึ่ง เธอมีหน้าตาสะสวย ผิวพรรณขาวเนียน รูปร่างทรวดทรงดูดี ไม่ว่าใครมาเห็นก็ต้องชมว่าเธอเป็นผู้หญิงสวยมากคนหนึ่ง แต่ตัวตนและอาชีพของเธออาจไม่ได้รับการยอมรับ เปิดเผยจากสังคม เรื่องราวของเธออาจไม่มีใครเคยรับรู้ ผู้ซึ่งดิฉันพูดคุยด้วยคือ ผู้หญิงขายบริการคนหนึ่ง ซึ่งทำงานอยู่ในเมืองหาดใหญ่ ดิฉันได้พูดคุยกับเธอหลายเรื่อง ในแง่มุมที่ใครหลายคนไม่เคยได้รู้มาก่อน เธอได้เล่าให้ดิฉันฟังถึงเบื้องหลังชีวิตของเธอ งานที่เธอทำ รวมทั้งความในใจของเธอ เธอมีนามสมมติว่า คุณไล้เธออายุ 29 ปี เธอแต่งงานมีลูกแล้ว ปัจจุบันเธอได้หย่าขาดกับสามี เธอมีที่พักอาศัยอยู่ในเมืองหาดใหญ่ และเข้ามาทำอาชีพหญิงขายบริการได้ 1 ปี 2 เดือน เธอทำงานทุกวันไม่มีวันหยุด ตั้งแต่ 1 ทุ่มถึง ตีหนึ่งครึ่ง จะลาหยุดได้ก็ต่อเมื่อป่วยและมีใบรับรองแพทย์ หรือวันที่ประจำเดือนมาซึ่งจะลาหยุดได้สองวันแต่ก็ต้องขอใบรับรองแพทย์เช่นกัน 

ก่อนหน้าที่เธอจะมาทำอาชีพนี้นั้น เธอได้ทำงานในร้านเสริมสวยมาก่อน รายได้ต่อเดือนก็ตกอยู่ที่ประมาณ 7,000 บาท ซึ่งก็เป็นจำนวนเงินที่ไม่มากมายนัก และอาจไม่พอใช้จ่ายในแต่ละเดือนเพราะค่าใช่จ่ายในแต่ละเดือนมีมาก เธอจะต้องส่งน้องสองคนเรียน เลี้ยงลูก ผ่อนบ้าน ทำให้เธอต้องหารายได้เพิ่ม ประกอบกับงานที่ร้านเสริมสวยทำให้เธอมีเวลาว่างมากจนเกิดความเบื่อ เธอจึงตอบรับคำเชิญชวนของเพื่อนมาทำอาชีพหญิงขายบริการที่สถานบันเทิงแห่งหนึ่งในเมืองหาดใหญ่ หลังจากเธอมาทำอาชีพนี้รายได้ต่อเดือนของเธอก็เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 70,000-80,000 บาท ซึ่งมากกว่าเก่ามาก ทำให้เธอมีเงินที่จะส่งน้องเรียน เลี้ยงลูก มีเงินส่งกลับไปให้ครอบครัว มีเงินผ่อนบ้าน ผ่อนรถ เธอจึงทำอาชีพนี้ต่อไปเพื่อเก็บเงินให้ได้มากพอ และตั้งใจว่าเมื่อเก็บเงินได้มากพอก็จะเลิกทำอาชีพนี้

ลักษณะงานของเธอจะมีตั้งแต่นั่งดื่มกับลูกค้า และขายบริการทางเพศ ค่าบริการที่เธอได้นั้นก็ขึ้นอยู่กับเครื่องดื่มที่ขายลูกค้า และจากการขายบริการ เครื่องดื่มนั้นราคาอยู่ที่แก้วละ 150 บาท เธอจะได้ส่วนแบ่งแก้วละ 40 บาท ค่าขายบริการเธอได้ครั้งละ 1,500 บาท โดยเฉลี่ย เธออาจจะได้ทิปจากลูกค้าบ้าง บางครั้งเธอก็อาจจะถูกลูกค้าเรียกเงินคืน ถ้าเธอเข้างานสายก็จะถูกหักชั่วโมงละ 150 บาท ถ้าจะลาหยุดก็ต้องซื้อชั่วโมงละ 900 บาท ลูกค้าของเธอก็จะมีทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ลูกค้าประจำของเธอส่วนใหญ่จะเป็นชาวต่างชาติ หญิงขายบริการจะแบ่งได้เป็นสองพวก คือ พวก PR และ hostage โดยพวก PR จะได้ค่าบริการมากกว่า ความรู้สึกของเธอต่องานที่เธอทำอยู่นั้น เธอได้บอกกับดิฉันว่า เธอรู้สึกมีความสุขและสนุกกับงานที่ทำมากกว่าที่จะรู้สึกเบื่องาน ทางครอบครัวของเธอก็ทราบว่าเธอได้ทำอาชีพนี้ ยกเว้นลูกของเธอซึ่งไม่ทราบ

เธอมีการดูแลสุขภาพตัวเอง ป้องกันตัวเองจากการติดโรคทุกครั้งที่ทำงาน  สถานบันเทิงที่เธอทำงานอยู่นั้นมีกฎว่าลูกค้าทุกคนต้องใส่ถุงยางอนามัย ถ้าลูกค้าไม่ยอมใส่หญิงขายบริการสามารถที่จะปฏิเสธไม่รับลูกค้าคนนั้นได้ ลูกค้าทุกคนของเธอจึงใส่ถุงยางอนามัย ซึ่งเป็นการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์แก่ตัวเธอและลูกค้า เธอจะเตรียมถุงยางอนามัยไว้ให้ลูกค้าทุกครั้ง วิธีการใส่และถอดถุงยางอนามัยของเธอนั้นก็เกือบจะถูกต้อง ดิฉันได้แนะนำวิธีการใส่และถอดให้เธอเล็กน้อย สุดท้ายเธอก็ใส่ได้อย่างถูกต้อง(ใส่โดยไม่มีฟองอากาศอยู่ในถุงยาง) ส่วนวิธีการป้องกันอย่างอื่นนั้น เธอก็ไม่ได้ใช้แล้ว เมื่อก่อนตอนทำอาชีพนี้ใหม่ๆ  เธอก็จะมีการกินยาคุมกำเนิดบ้าง หรือเมื่อมีประจำเดือนเธอก็จะใช้ฟองน้ำ(ลูกไก่) ใส่เข้าทางช่องคลอด แต่ปัจจุบันเธอเลิกใช้วิธีนี้แล้วเนื่องจากเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่าย เมื่อมีประจำเดือนเธอก็จะไม่ทำงาน สถานบริการก็จะให้ลาหยุด 2 วันโดยไม่หักค่าชั่วโมง นอกจากนี้ทางสถานบริการยังกำหนดให้เธอต้องไปตรวจสุขภาพที่คลินิกเป็นประจำ โดยมีการตรวจเลือดทุก 3 เดือน และตรวจภายใน

จากการได้พูดคุยกับคุณไล้ ดิฉันคิดว่าเธอคงจะได้อะไรหลายอย่างจากการพูดคุยกับดิฉัน อย่างแรกเธอได้มีความรู้เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพของตนเอง การป้องกันตนเองจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์โดยการใช้ถุงยางอนามัย เธอได้เรียนรู้วิธีการใส่ถุงยางอนามัยที่ถูกต้อง ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับตัวเธออย่างมาก เธอได้รู้และเข้าใจถึงความจำเป็นและประโยชน์ของการตรวจสุขภาพกับแพทย์ ซึ่งทำให้เธอไปตรวจสุขภาพและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ด้วยความเต็มใจ ไม่รู้สึกเบื่อการไปตรวจสุขภาพ  การที่เธอได้มาพูดคุยกับดิฉันในเรื่องที่เธอไม่อาจจะพูดคุยกับใครได้หรือไม่เคยพูดกับใครมาก่อน เป็นการให้เธอได้ระบายความรู้สึก ความในใจของเธอออกมา โดยมีผู้ที่พร้อมรับฟังเธออยู่ด้วยความเต็มใจ ทำให้เธอรู้สึกว่าตัวเองยังมีคุณค่า เพราะประสบการณ์ของเธอยังเป็นประโยชน์แก่อีกหลายคนที่ได้รับฟังเรื่องราวของเธอ  ผู้ที่ได้รับฟังเรื่องราวของเธออาจจะมีความเข้าใจในตัวเธอมากยิ่งขึ้น เข้าใจแง่มุมชีวิตของเธอมากขึ้น เธอก็จะได้รับการยอมรับจากสังคมมากขึ้น

การพูดคุยกับหญิงขายบริการทำให้ดิฉันได้รับทราบเรื่องราวในอีกแง่มุมหนึ่งของหญิงขายบริการที่สังคมอาจไม่เคยได้รับรู้ ได้เข้าใจชีวิต ความรู้สึก ปัญหาของหญิงที่ทำอาชีพเหล่านี้มากขึ้น ทำให้ดิฉันมองและคิดอะไรรอบด้านมากขึ้น มองหลายๆ  แง่มุม ไม่ด่วนตัดสินอะไรด้วยการมองเพียงด้านเดียว การที่จะตัดสินใครสักคนว่าเป็นคนดีหรือไม่ดีนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แต่จะต้องเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์ที่คนคนนั้นประสบอยู่ระยะหนึ่งและเข้าใจถึงเหตุผลของคนคนนั้น ประสบการณ์ของหญิงขายบริการที่ดิฉันได้รับฟังมาก็จะเป็นประโยชน์แก่ตัวดิฉันเองในการนำไปเป็นข้อคิดในการดำเนินชีวิต ได้รับความรู้ใหม่ที่อาจจะเป็นประโยชน์กับดิฉันในวันข้างหน้า การได้พูดคุยยังเป็นการฝึกทักษะการสื่อสารของดิฉันเองด้วย ได้ฝึกการเป็นผู้ฟังที่ดี รู้จักการใช้คำพูดในการสื่อสารกับคนและฝึกการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า                                                                                                                            

   นางสาวพิชญา  ทองขาว   

ยิ่งอ่านยิ่งสนุกนะครับ

มาพบกับคนสุดท้าย สุกัญญา ขอศานติวิชัย

          วันพุธที่ 29 ธันวาคม 2553 ข้าพเจ้าและเพื่อนๆร่วมโครงการได้ไปสถานที่บันเทิงแห่งหนึ่ง เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ประสบการณ์กับผู้ขายบริการทางเพศ ให้ผู้ขายบริการได้เล่าถึงความเป็นมาของการทำอาชีพนี้ของแต่ละคน เพื่อให้ได้ระบายความรู้สึก ความในใจต่อชีวิต และอาชีพของพวกเขา และให้คำแนะนำการใช้ถุงยางอนามัยที่ถูกวิธีแก่บุคคลเหล่านี้

       ผู้ขายบริการท่านหนึ่งอายุ 26 ปี เกิดที่จังหวัดเชียงราย ได้ย้ายมาอยู่กับคู่รักที่หาดใหญ่เป็นเวลา 10 ปี ช่วงเวลานั้นได้ทำอาชีพเป็นเด็กเสริฟ แต่เงินเดือนที่ได้ไม่พอใช้กับรายจ่ายเลยแยกทางกับคู่รักและผันชีวิตมาทำงานขายบริการเนื่องจากเพื่อนๆแนะนำ ปัจจุบันเช่าหอพักอยู่คนเดียวแต่เป็นหอพักที่เพื่อนร่วมทำงานอยู่กันเป็นส่วนใหญ่ หญิงขายบริการท่านนี้คิดที่จะทำงานเก็บเงินเพื่อจะกลับไปเรียนต่อและเปิดร้านขายของเล็กๆ แต่ปัจจุบันก็ใช้จ่ายเยอะในการซื้อยา อาหารเสริม เครื่องบำรุงผิวพรรณ เสื้อผ้า เครื่องสำอาง เพื่อให้ตนเองดูดี และต้องไปตรวจช่องคลอดที่คลินิกเดือนละ 2 ครั้ง เนื่องจากต้องทำงานหนักคือ ทำงานทุกวัน 1 ทุ่มถึงเที่ยงคืน บางคืนอาจจะถึงตี 2 ได้และอาจจะถึงเช้าได้ถ้าลูกค้าซื้อบริการ แต่ละคืนหนึ่งจะรับลูกค้ามากสุดไม่เกิน 2 คน เงินที่ได้จะเป็นค่าชั่วโมงที่ลูกค้าเรียกไปดื่มด้วย รวมเป็นเงินประมาณเดือนละ 10,000 บาท ซึ่งไม่รวมค่าขายบริการทางเพศ ก่อนจะขายบริการจะเป็นคนใส่ถุงยางให้กับฝ่ายชายเองเนื่องจากไม่มั่นใจว่าฝ่ายชายจะใส่หรือไม่ และต้องดื่มสุราเพื่อจะได้เกิดอารมณ์ทางเพศและลดความกังวล ขณะทำงานบางครั้งเกิดอุบัติเหตุขึ้นคือถุงยางแตกขณะมีเพศสัมพันธ์ ทำให้ต้องกินยาคุมฉุกเฉิน

       จากการสัมภาษณ์ถึงวิธีการใช้ถุงยางอนามัย ทำให้รู้ว่าหญิงขายบริการท่านนี้ได้ใส่ถุงยางอนามัยผิดวิธี ทำให้เกิดการแตกของถุงยางขณะมีเพศสัมพันธ์ กลุ่มของข้าพเจ้าจึงได้แนะนำการใส่ถุงยางที่ถูกวิธีให้ เพื่อลดความเสี่ยงของโรคติดต่อ และการตั้งครรภ์ การที่หญิงขายบริการได้เล่าถึงความเป็นมาของการทำอาชีพนี้ของตนเองนั้น ทำให้หญิงท่านนี้ได้ระบายความรู้สึก ได้บอกในสิ่งที่เก็บไว้ในใจที่ไม่สามารถบอกให้ใครฟังได้

       หลังจากข้าพเจ้าได้ฟังเรื่องราวความเป็นมาของการมาทำอาชีพขายบริการแล้ว ทำให้ข้าพเจ้าคิดว่าการที่ต้องมาทำงานเช่นนี้ หญิงผู้นั้นคงต้องมีความจำเป็นอย่างมาก ไม่สามารถหาทางออกได้ ไม่สามารถหาที่ปรึกษาที่ดีได้ ทำให้เดินสู่หนทางที่ผิด ทำให้ต้องหยุดการเรียน มาขายเรือนร่างแลกกับเงินเพื่อมาประทังชีวิต สิ่งต่างๆที่ได้ฟังมานั้นทำให้รู้ว่าคนเรานั้นมีชีวิตที่ต่างกัน แนวทางและการดำเนินชีวิตต่างกัน มาจากครอบครัวที่ต่างกันซึ่งต่างคนก็ไม่สามารถเลือกเกิดได้ เพราะฉะนั้นเราก็ไม่ควรไปดูถูกบุคคลเหล่านี้ แต่อย่างไรก็ตามเราก็สามารถเลือกเดินในทางที่ถูกต้องได้

นางสาวสุกัญญา

เป็นเรื่องราวที่วิเศษมาก ๆ ค่ะ เล่านิทาน สระผม คุยกับคนไข้ ให้เขาหายเครียด เป็นความคิดที่ดีจริง ๆ แต่ให้คุณหมอทำ คนไข้จะรู้สึกดีค่ะ

โสเภณี กับ โสเภณีแฝง ต่างกันอย่างไรค่ะหมอแป๊ะ คาดว่าคงหมายถึงหมอนวดที่แฝงการเป็นหญิงขายบริการด้วยซินะค่ะ

อย่างไรก็ตามขอชื่นขมในการทำเพื่อสังคมของนศพ.ในโครงการนี้ค่ะ

อยากให้ลงหน้าในเว็บ มอ. ด้วยจังเลย

จันเข้าใจถูกแล้วครับ

โสเภณี เป็นหญิงขายบริการทางเพศอย่างเดียว อยู่ซ่อง

แต่โสเภณีแฝง เป็นรูปแบบของการขายบริการ ที่มีรูปแบบบริการอย่างอื่นบังหน้า เช่น คาราโอเกะ นวด สปา อะไรทำนองนี้ครับ แต่ไม่ได้หมายความว่า นวด สปา ทุกแห่งมีบริการแบบนี้นะครับ อย่าได้เข้าใจผิดเชียว

จันอยากให้ลงใน share ใช่ไหมครับ

เดี๋ยวนะ กำลังปั่นงานอื่นอยู่

ยาวมากหลายตอน แต่ตามอ่านด้วยตวามชื่นชม

ถ้าจะติดต่อให้ขึ้นเว็บ มอ www.psu.ac.th section รอบรั้วศรีตรัง จะอนุมัติไหมค่ะหมอแป๊ะ จันจะได้ช่วยติดต่อทางกองประชาสัมพันธ์ มอ ​ต่ออีกทีค่ะ  อยากให้นักศึกษาได้รับรู้เรื่องราวของโสเภณีแฝงไปด้วย และโครงการดีๆ จรรโลงสังคมอย่างนี้จะเป็นแบบอย่างที่ดีต่อนักศึกษาเหล่านี้ด้วยค่ะ

 

HUA MU LHAN
IP: xxx.205.111.123
เขียนเมื่อ 

อ่านแล้วอึ้งอะ ไม่ใช่ว่าไม่เคยรู้เรื่องเหล่านี้ แต่..รู้สึกดีที่ โครงการนี้ทำให้เกิดความเข้าใจชีวิต เข้าใจว่าทุกคนมีเหตุผลและความจำเป็นที่จะต้องทำในสิ่งที่สังคมส่วนใหญ่ตัดสินว่าป็นเรื่องไม่ดี เกิดการเรียนรู้ในชีวิตเรียนรู้ที่จะเป็นผู้ให้และรู้สึกถึงการได้รับสิ่งที่มีค่าที่ไม่ใช่สิ่งของ และสุดท้ายให้คุณค่ากับการใช้ชีวิต ได้กลับมามองตัวเอง สังคม คนรอบข้างว่าจะมีส่วนทำให้เรื่องแบบนี้บรรเทาเบาบางได้อย่างไร เป็นเรื่องดี ดี โครงการดีดี ที่น่าจะมีการสานต่อ เยี่ยมอะแป๊ะ เปลี่ยนภาพจากหมอสูติฯปากร้ายที่เราคิดว่าเธอเป็น(ว่ะ)

จันครับ

ยินดีเสมอ

ขอบคุณครับ ครูหยุย

หล่านครับ

ผมปากร้ายมากในสายตาหล่านกระนั้นเชียวหรือ

HUA MU LHAN
IP: xxx.164.109.32
เขียนเมื่อ 

อย่าโกรธนะ แค่..ผิดจากแป๊ะที่เคยรู้จักตอนเด็กหนะ @^_^@

เขียนเมื่อ 

ตอนเด็กๆ แป๊ะเป็นยังไงครับ (อยากรู้อะ)

ลุงนกครับ

ชั้นประถม ดูนิ่มๆ ตัวเล็กๆครับ

ชั้นมัธยม ก็เป็นเด็กเรียน นักกิจกรรม มีกลุ่มเพื่อนที่เป็นหัวเรียวหัวแรงของงานกิจกรรมในโรงเรียน

ฝีปากจัดจ้่านมาแต่อ้อนแต่ออกครับ

01/02/2554  22.30 น.

ผมดูรายการคนค้นฅน "แมงดา หมอนวด"

สะใจผมจังเลยครับ

แมงดาเดี๋ยวนี้ ต่างจากความรับรู้เดิมของผม

เท่าที่เคยเห็นในหนัง แมงดา้เฝ้าซ่อง ต้้องเกเร ไปพรากผู้หญิงมา ห้ามหนี ต้องเฝ้า

แต่ตอนนี้ คนเดินมาขอสมัครเป็นหญิงขายบริการเอง ไม่ต้องนั่งเฝ้า เขาเต็มใจเข้ามาทำงาน

ดังนั้น คำถามที่ต้องช่วยคิดก็คือ ตกลงแล้ว แมงดาเป็นอาชีพที่บริสุทธิ์หรือไม่

เขียนเมื่อ 

ให้ใครเป็นคนนิยาม "อาชีพที่บริสุทธิ์" ดีล่ะ?