GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

มาตรฐานสถานสงเคราะห์ และข่าวมรณสติ : กรณีโยมแม่พระอาจารย์อภิรักษ์และคนในบ้าน (ผู้ใช้บริการ/ผู้รับการสงเคราะห์) เสียชีวิต

ขอแสดงความเสียใจต่อการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ในครั้งนี้ครับ การสูญเสียโยมแม่ของพระอาจารย์อภิรักษ์ เป็นการคงอยู่ซึ่งความงดงามในฐานะของบุตรที่ดูแลบุพการีอย่างไม่มีเงื่อนไข ความงดงามที่ควรจะถูกบันทึกและถ่ายทอดในทุกมิติและกระบวนการสู่สังคมอย่างเป็นระบบ ถ่ายถอดสู่สังคมที่กำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเช่นนี้

มาตรฐานสถานสงเคราะห์ : โครงสร้างเดิมกับสถานการณ์ที่เป็นจริง

ขณะที่กำลังเขียนบล็อกอยู่นี้ (29ก.ค.) ผมอยู่ที่กรุงเทพฯ เพื่อร่วมประชุม "ประชาพิจารณ์โครงการจัดทำมาตรฐานการจัดบริการคนไร้ที่พึ่งในสถานสงเคราะห์" จัดโดย ส่วนมาตรฐานการจัดบริการสวัสดิการสังคม สำนักบริการสวัสดิการสังคม กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ณ โรงแรมปริ๊นพาเลซ มหานาค นำเสนอโดยอาจารย์ที่น่ารักทั้ง 2 ท่านจากมหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติเช่นเคย อ.วีระชัย วีระฉันทะชาติ และ อ.สโรทร ม่วงเกลี้ยง (เหมือนว่าจะเป็นความตั้งใจของอาจารย์หรือของผู้จัดการประชุม สังเกตว่าเอกสารของอาจารย์แต่ไรมาจะใช้คำนำหน้านามว่า "นาย" และ "นาง" โดยตลอด)

เริ่มแต่การนำเสนอสถานการณ์การจัดบริการในสถานสงเคราะห์คนไร้ที่พึ่ง (ซึ่งมีความเห็นเสนอว่าน่าจะเปลี่ยนชื่อและบทบาทสถานสงเคราะห์ตามกลุ่มเป้าหมายที่บริการจริงไปเสียเลยก็มี) ซึ่งเหมือนเป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไปในกลุ่มผู้ปฏิบัติงาน โดยอาจารย์สรุป 6 ประเด็นหลัก ได้แก่

1. ผู้ใช้บริการ (Client) ประมาณ 70-80% เป็นคนพิการทางจิตมากกว่าคนไร้ที่พึ่ง ซึ่งบางแห่งมีจำนวนน้อยมากจนเกือบไม่ค่อยมีนัยสำคัญด้านปริมาณระหว่างคนพิการทางจิตกับคนขอทาน
2. ในเชิงสภาพกายภาพ สถานสงเคราะห์คนไร้ที่พึ่งทุกแห่งมีภูมิทัศน์ ร่มรื่น เป็นธรรมชาติ มีพื้นที่มากพอที่จะทำกิจกรรมได้หลากหลาย เพื่อการบำบัดฟื้นฟูคนพิการทางจิต และคนขอทานไร้ที่พึ่ง
3. สถานสงเคราะห์ทุกแห่งมีจุดเด่นด้านการเลี้ยงดู อุปการะ โดยเน้นการจัดกิจกรรมทางสังคมเป็นส่วนใหญ่ (Social Approach)
4. สถานสงเคราะห์คนพิการทางจิต (ตามภาระจริง) ควรมีพยาบาลจิตเวช หรือพยาบาลวิชาชีพ หรือนักจิตวิทยา หรือนักกิจกรรมบำบัด ที่ชัดเจนเพื่อตอบสอนกับกลุ่มเป้าหมาย
5. สถานสงเคราะห์ส่วนใหญ่ขาดการจำแนกกลุ่มเป้าหมาย เช่น คนพิการทางจิต คนพิการซ้ำซ้อน ดังนั้น การสร้างกิจกรรมฟื้นฟูสมรรถภาพเฉพาะกลุ่มจึงมีค่อนข้างน้อย
6. หลายสถานสงเคราะห์สามารถจัดบริการ ฟื้นฟู ด้านอาชีวบำบัดได้ดีและสามารถฟื้นฟูคนพิการทางจิตได้เห็นผลชัดเจน มีผู้ใช้บริการหลายคนสามารถทำงานภายนอกสถานสงเคราะห์ได้

 

มาตรฐานสถานสงเคราะห์ : Best Practices

ส่วนหนึ่งที่ผมเห็นด้วยกับอาจารย์ ค่อนข้างมากคือการจำแนกกลุ่ม Best Practices (เว้ากันซื่อๆ ที่ผมบอกว่าเห็นด้วยส่วนหนึ่งคือ การยกให้สถานสงเคราะห์บ้านนิคมปรือใหญ่ เป็นสถานสงเคราะห์แห่งเดียว (แห่งอื่นอาจตกสำรวจ (ฮา)) ที่โดดเด่นทางด้านงานพยาบาล ผมรู้สึกอย่างนั้นแต่เมื่อสัปดาห์แรกที่มาถึงที่นี่แล้ว และคงจะเล่ารายละเอียดต่อไปในโอกาสที่เหมาะสมว่าทำไมน้องพยาบาลผมถึงทำได้โดดเด่น เป็นความโดดเด่นทั้งที่ทำอยู่คนเดียว โดดเด่นทั้งที่เป็นแค่พยาบาลเทคนิคตัวเล็กๆ โดดเด่นมาจากเมื่อแรกบรรจุ น้องเล่าว่าไม่มีแม้กระทั่งโต๊ะทำงาน เข็มฉีดยา หรือผ้าพันแผล จนมาถึงปัจจุบันที่น้องพัฒนาแฟ้ม HN ของคนในบ้านครบทุกคน)

ระดับปฏิบัติการ อาจารย์ทั้ง 2 ท่านได้จำแนกประเด็นและแกนหลักในการดำเนินงาน ภายหลังจากลงพื้นที่เก็บข้อมูลเบื้องต้นไว้ ดังนี้ ครับ

1. ด้านการสืบค้นเลข 13 หลัก แกนนำ คือ บ้านสันมหาพน
2. ด้านอาชีวบำบัด (เกษตร) แกนนำ คือ ทับกวาง สันมหาพน นครราชสีมา
3. งานพยาบาล แกนนำ คือ ศรีสะเกษ
4. งานชุมชน แกนนำ คือ ศรีสะเกษ สันมหาพน
5. การดูแล แกนนำ คือ ธัญญบุรี (ทั้งชายและหญิง)
6. การออกแบบกิจกรรมบำบัด กลุ่มบำบัด อาชีวบำบัด เกษตรบำบัด ดนตรีบำบัด แกนนำ ทุกแห่ง

 

มาตรฐานสถานสงเคราะห์ : สิ่งที่ชอบใจและอยากเห็นเพิ่มเติม

มาตรฐานสถานสงเคราะห์ ได้จัดเป็น 5 หมวดหลัก ได้แก่ หมวดด้านการบริการ ด้านการบริหาร ด้านอาคารสถานที่/สิ่งอำนวยความสะดวก ด้านสภาพแวดล้อม และด้านการประสานเครือข่าย เมื่อเปิดดูผ่านๆ แล้วก็ชอบใจในตัวชี้วัดหลายๆ ประเด็น ภาพของสถานสงเคราะห์ในฝันที่ทำงานร่วมกับชุมชน ให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินการโดยไม่รังเกียจกลุ่มเป้าหมาย เหมือนจะไม่ห่างไกลนัก ถ้าถือตามบางตัวชี้วัดนี้ นับแต่
- การกำหนดให้มีการประชาสัมพันธ์บทบาทและกลุ่มเป้าหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้รับทราบ (อย่างน้อย 2 สื่อ) ตลอดจนการจัดให้มีการรณรงค์ให้ชุมชนเข้าใจและเกิดการเรียนรู้สาเหตุ การป้องกัน และการอยู่ร่วมกัน (อย่างน้อย 2ครั้งต่อปี)
- การเปิดโอกาสให้ชุมชน สังคม เข้าถึงข้อมูล ประสบการณ์ และเกิดการทำงานร่วมกันเพื่อคนเร่ร่อน (อย่างน้อย 2 โครงการต่อปี)
- การศึกษาร่วมกับชุมชนถึงสาเหตุ แนวทาง การป้องกันและรูปแบบการอยู่ร่วมกับคนพิการทางจิต (อย่างน้อย 1 ชุมชน ต่อ 1 สถานสงเคราะห์)
- เกิดโครงการร่วมระหว่างสถานสงเคราะห์กับหน่วยงานอื่นๆ ในชุมชนเพื่อสนับสนุนให้ผู้ใช้บริการได้มีกิจกรรมร่วมกับชุมชน เป็นต้น

เชื่อหรือไม่ว่า เวลาส่วนหนึ่งที่ผ่านมา ผมใช้ไปกับการนั่งทานข้าว และดื่มกับผู้นำชุมชน เพียงเพื่อทราบทัศนคติและความรู้สึกที่แท้จริง กับการมีอยู่ของสถานสงเคราะห์คนไร้ที่พึ่ง หรือ "ศูนย์ผีบ้า" ที่คนในพื้นที่คุ้นปาก ในเขตพื้นที่รับผิดชอบ 

อย่างไรก็ดี เมื่อเปิดผ่านๆ แล้วก็พบว่า น่าจะได้มีการเพิ่มเติมในบางส่วน ดังนี้
- ในส่วนของสังคมสงเคราะห์/การรับเข้า ถ้าจะได้มีการกำหนดตัวชี้วัดเกี่ยวกับการประสานข้อมูลผู้ใช้บริการ (บางส่วนที่เห็นว่าเหมาะสม) ไปยังศูนย์ข้อมูลคนหาย หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ทำงานในลักษณะเดียวกัน น่าจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการเชื่อมโยงข้อมูล ต่อการสืบค้นคนหาย
- ในส่วนของการจำหน่าย ถ้าได้มีการกำหนดตัวชี้วัดเกี่ยวกับกระบวนการเตรียมความพร้อมก่อนการจำหน่ายน่าจะมีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น
- ในส่วนของการบริหาร แม้จะมีการกำหนดให้มีการติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานในแต่ละฝ่าย ให้มีการประชุมภายในฝ่ายเพื่อติดตามงาน ตลอดจนการกำหนดให้มีการรายงานผลการปฏิบัติงานต่อหน่วยงานหรือต่อกรมฯตามที่กำหนด แต่ถ้าได้มีการเพิ่มกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การถอดบทเรียน การใช้ประโยชน์จากองค์ความรู้ที่มีอยู่ (หรือที่เรียกกันอย่างโก้ว่า KM) จากเจ้าหน้าที่ บุคลากร (โดยเฉพาะผู้ดูแลฯ ที่ใครก็รู้ว่าเป็นตัวขับเคลื่อนงานที่แท้จริง และแต่ละคนนั้นฝีไม้ลายมือเยี่ยมยุทธ์เพียงใดในการจัดการกับสารพัดปัญหารายวัน) ก็น่าจะเป็นประโยชน์ยิ่งต่อการพัฒนากระบวนการ

 

ข่าวมรณสติ (1) : โยมแม่พระอาจารย์อภิรักษ์

เมื่อเย็นวันศุกร์ (28ก.ค.) ขณะชมข่าวภาคค่ำทางโทรทัศน์ ช่วงข่าวรอบวันทางสถานีโทรศัพน์ไอทีวี ก็ตกใจเมื่อรายงานว่า โยมแม่ของพระอาจารย์อภิรักษ์ ได้เสียชีวิตลงแล้ว

ภาพข่าวรายงานบรรยากาศงานศพที่มีแขกไปร่วมงานกันตามสมควร พร้อมๆ กับภาพเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานภาครัฐ (สังเกตง่ายนิดเดียว จากเสื้อสีฟ้าดอกลำดวน เหมือนอย่างที่รูปผมแสดงอยู่ ก็ให้รู้ว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐที่สวมใส่กันในวันศุกร์)

เสียใจที่ผมยังไม่ได้ไปกราบนมัสการพระอาจารย์อย่างที่เคยรับปากไว้ เสียดายที่ยังไม่ได้ไปเยี่ยมคุณยายถึงที่บ้าน  แล้วก็อดให้นึกถึงคุณยายอายุ 70 กว่าปี อีกคนพี่พบเจอเมื่อคราวออกพื้นที่เมื่อต้นตอนต้นเดือนไม่ได้  คุณยายพักอาศัยอยู่คนเดียวในกระต๊อบมุงสังกะสี หุงหาอาหารอยู่กินเอง และตั้งใจว่าภายในสัปดาห์นี้ จะรีบไปหลบสังกะสีให้คุณยายเพราะฝนตกทีไรคุณยายไม่ต้องหลับนอนเพราะสังกะสีไม่ได้หลบหลังคา (การที่คุณยายไม่มีเลขบัตรประชาชน 13 หลัก จะต้องไม่เป็นข้ออ้างในการให้ความช่วยเหลือ)

แต่กับกรณีของพระอาจารย์อภิรักษ์ ผมยังไม่ลืมความตั้งใจเดิมอยู่เองครับ ที่จะให้พระอาจารย์เขียนบันทึกเรื่องราว เพื่อถ่ายทอดประสบการณ์ที่ประสบ ตลอดระยะที่ผ่านมา ทั้งก่อนและหลังเป็นข่าว ตามที่เขียนบันทึกไว้ในเรื่องราวก่อนหน้านี้

ขอแสดงความเสียใจต่อการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ในครั้งนี้ครับ การสูญเสียโยมแม่ของพระอาจารย์อภิรักษ์ เป็นการคงอยู่ซึ่งความงดงามในฐานะของบุตรที่ดูแลบุพการีอย่างไม่มีเงื่อนไข ความงดงามที่ควรจะถูกบันทึกและถ่ายทอดในทุกมิติและกระบวนการสู่สังคมอย่างเป็นระบบ  ถ่ายถอดสู่สังคมที่กำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเช่นนี้

 

 

ข่าวมรณสติ (2) : คนในบ้าน (ผู้ใช้บริการ/ผู้รับการสงเคราะห์)

เช้าวันนี้ (29ก.ค.) ตื่นนอนประมาณ 05.30 น.  คว้ามือถือมาดู หน้าจอปรากฏ 2 Missed Calls จากพี่ผู้ดูแลฯ ระบุเวลาที่โทรมาคือ ตี 2.43 น.  พอโทรกลับก็ไม่มีสัญญาณตอบรับ หลายต่อหลายหน เอาไว้ก่อนละกันสายๆ ค่อยโทรใหม่

ล้างหน้า อาบน้ำ ไปร้านตัดผม
(คนอื่นจะเหมือนผมไหมนะ ที่ชอบจะตัดผมที่ร้านเดิม ผมตัดผมที่ร้านตัดผมแถวเทเวศร์ มาเสียกว่า 5 ปีแล้วประจำทุกสิ้นเดือน ไม่ยอมเปลี่ยนร้านไปที่อื่น เว้นแต่จะจำเป็นด้วยเหตุอย่างอื่น ไปทีไรแล้วอบอุ่นทุกที)

ระหว่างที่กำลังตัดผมอยู่นั้น โทรศัพท์จากพี่ผู้ดูแลก็ดังขึ้น ขออนุญาตพี่ช่างตัดผมรับสาย ทันทีที่รับสายคำถามเชิงบอกเล่าจากพี่ คือ

"หัวหน้าทราบข่าวหรือยังคะ ผู้รับเราเสียชีวิตคนนึงเมื่อคืนนี้ ที่โรง'บาล พี่โทรหาหัวหน้าแล้ว 2 ครั้ง ไม่รับสาย เลยไม่รบกวน"

"อ๋อ บุญเหลือค่ะ  (นามสมมติ)  โรง'บาลเขาโทรมาบอกเมื่อคืน เสียชีวิตประมาณ ตี 2 ค่ะ"

"ค่ะ จะบอกเวรให้ค่ะ"

แรกสุดที่ผมต้องทำ คือ
1. บอกให้เจ้าของเวรยามเขียนบันทึกให้ละเอียด
2. ขออนุญาตพี่ช่างตัดผม เพื่อโทรศัพท์รายงานยังผู้ปกครองสถานสงเคราะห์ (ชอบจริงคำนี้ ใครนะเป็นคนคิดชื่อตำแหน่งนี้ คิดได้น่ารักดีแท้) ท่านพักอยู่ที่เมืองกาญจน์ อยู่ระหว่างเตรียมตัวไปดูงานราชการที่ต่างประเทศ
3. ร่างคำสั่งแต่งตั้งกรรมการสอบสวน
4. ประสานญาติ
5. ประสานโรงพยาบาลขุขันธ์/ตำรวจ/โรงพยาบาลศรีสะเกษ (เพื่อฝากศพ)
6. ประสานมูลนิธิ (กรณีญาติไม่รับเพื่อบำเพ็ญกุศล)
ฯลฯ

เรื่องเล่าเบื้องหลังชีวิตของบุญเหลือ (นามสมมติ) ก็ไม่ได้แตกต่างจากคนในบ้านคนอื่นๆ เท่าไหร่นัก พ่อเสียชีวิตเมื่อยังเด็ก แม่มีอาการทางจิตประสาท เลยต้องแยกไปปลูกบ้านเล็กๆ กลางทุ่ง ญาติฝ่ายพ่อของบุญเหลือ คือ "ปู่-ย่า" นำบุญเหลือมาดูแลตั้งแต่ยังเด็ก ซึ่งบุญเหลือเล่าว่า "ปู่-ย่า" รักบุญเหลือมาก  บุญเหลือมีโอกาสได้เรียนหนังสือแค่ชั้น ป.4 ชีวิตระหว่างนั้นเริ่มเปลี่ยนไป บุญเหลือกลายเป็นเด็กเกเร ก้าวร้าว สูบบุหรี่ ดมกาว ไม่ไปโรงเรียน เมื่อเวลาผ่านพ้นไปสักพักใหญ่ญาติเลยนำไปฝากกับนายจ้างที่คุ้นเคยที่คลองถม กรุงเทพฯเพื่ออุปการะเลี้ยงดู

ชีวิตของบุญเหลือโบยบินไปตามวิถีอยู่นานแสนนาน ประสบการณ์ชีวิตครั้งสำคัญที่บุญเหลือได้รับจากการใช้ชีวิตในกรุงเทพฯคือการติดยาและมีอาการทางจิตในที่สุด  บุญเหลือมาอยู่ที่นี่ครั้งแรกโดยการนำส่งของโรงพยาบาลใกล้บ้าน ภายหลังจากที่เขากลับจากกรุงเทพฯเพราะคิดถึงบ้าน บ้านของใครก็ไม่รู้ บ้านที่ไม่รู้ว่าเขาจะคิดถึงบุญเหลือด้วยหรือไม่  เมื่อปลายปี 2548  และแจ้งขอลาออกจากสถานสงเคราะห์ เพื่อไปทำงานครั้งแรกเมื่อ ก.พ. 2549 แล้วกลับมาใหม่อีกครั้งเมื่อช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา แล้วอีกพักใหญ่บุญรอดก็มาขอลาออกอีกโดยแจ้งว่าจะลาออกเพื่อไปบวช เมื่อต้นเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา แล้วบุญเหลือก็หายไป

แล้ววันหนึ่งบุญเหลือก็กลับมา กลับมาพร้อมกับอายุ 27 ปี แต่สภาพกลับร่อแร่

กลับมาตรงกับวันที่ 10 กรกฎาคม 2549  ซึ่งเป็นวันอาสาฬหบูชา (วันรุ่งขึ้นจะเป็นเข้าพรรษา เป็นวันที่ข้าราชการหยุดกัน แต่นักสังคมฯและผู้ดูแลฯไม่ควรหยุด (ฮา))  พร้อมกับบอกว่า "พ่อครับ เขาไม่ให้ผมบวชครับ ปู่ให้ผมบวชนะครับ แต่ว่าชาวบ้านเขาไม่ให้ผมบวช"

"ที่บ้านเขาก็ไม่เอาผมครับ เขาด่าผม ข้าวก็ไม่ให้กิน น้ำก็ไม่ให้กิน เขาว่าผมไม่ทำงาน ผมมาขออยู่กับพ่อนะครับ พ่อให้ผมอยู่ด้วยนะครับ ผมไม่รู้จะไปไหน ผมจะไม่ไปไหนอีกแล้วครับ ผมจะอยู่กับพ่อจนตายเลยคราวนี้  ผมจะช่วยพ่อหยุยทำครัวครับ"

สภาพที่ปรากฏของบุญเหลือคือ คนที่ยังไม่ได้หลับนอน

ผมยังพูด ยังคิดอยู่เลยว่า เอาละสิ เดือนนี้ เสือหนุ่มคืนถิ่นหลายคน ยังคิดแผนลึกๆ เงียบๆ ไว้ว่า จะพัฒนากลุ่มคนวัยหนุ่มเหล่านี้อย่างไรดี กำลังคิดๆๆๆๆๆ  แต่ยังไม่ทันได้เขียน ก็มาจากกันไปเสียแล้ว

การตัดผมของผมในวันนั้น ราว 1 ชั่วโมง เหมือนจะเป็นการบอกเล่าเรื่องราวบรรยากาศและกระบวนการดำเนินงาน เปิดมุมมองให้กับสังคมได้รับรู้ว่า มีคนกลุ่มนี้อยู่ในสังคม  กลุ่มคนที่ใครๆ ก็ไม่รัก ใครๆ ก็รังเกียจไม่อยากเข้าใกล้

แต่มันน่าแปลกไหม เมื่อพลิกดูแฟ้มรายการเจ้าภาพเลี้ยงอาหารกลางวัน แล้วมันน่าแปลกใจว่า กลุ่มเจ้าภาพที่มาเลี้ยงอาหารกลางวัน มักจะมาซ้ำ  ผมกำลังหาคำตอบอยู่ว่า อะไรเป็นเสน่ห์ดึงดูดเจ้าภาพเหล่านี้

 

เดี๋ยววันนี้พ่อจะทำบุญ อุทิศไปให้นะบุญเหลือ
อย่าน้อยใจไปว่า ไม่มีใครรัก
อย่างน้อยที่สุด พ่อๆ แม่ๆ เพื่อนๆ ที่บ้านใหญ่ก็รักเราไม่น้อยไปกว่าใคร

ผู้ดูแลฯเล่าว่า สภาพศพของบุญเหลือ มีเลือดออกด้วย  

ได้ยินแค่นี้ น้ำตาก็จะไหลแล้วครับ

ไม่ใช่น้อง ก็เหมือนน้อง 
ไม่ใช่ญาติ แต่ก็เหมือนญาติ
ไม่ใช่ญาติ แต่ก็รักยิ่งกว่าญาติ

อย่างคำพระที่ว่า
วิสาสา ปรมา ญาติ : ความคุ้นเคยเป็นญาติ อย่างยิ่ง

ที่บอกว่าเป็นญาติมิตร แต่กลับไม่ได้สนิทชิดเชื้อ ก็ป่วยการที่จะเรียกญาติ เหมือนคนในบ้านใหญ่ของผม ที่เรียกกันว่า "คนไร้ญาติ" ทั้งที่มีญาติกันก็ทุกคน  ในทางกลับกัน ใครก็ไม่รู้ แม้จะไม่ได้สืบสายโลหิต แต่กลับให้การช่วยเหลือ อนุเคราะห์สงเคราะห์ ด้วยความเอื้ออาทร ห่วงใยในชีวิต สวัสดิภาพ การอยู่กิน ปลอบประโลม

แม้ไม่ใช่ญาติ ก็เหมือนญาติ
แม้ไม่ใช่ญาติ แต่ก็ยิ่งกว่าญาติ

 

ชีวิตก็เป็นอย่างนี้เอง

โบยบินไปเถอะนะ เจ้าบุญเหลือ


ขอไว้อาลัยกับเจ้าบุญเหลือ 1 วัน ครับ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

หมายเลขบันทึก: 41561
เขียน:
แก้ไข:
ความเห็น: 6
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (6)

เข้ามาเยี่ยมอีกครั้ง เพื่อให้กำลังใจครับ

สันมหาพน นี่อยู่ไหนครับ?? เชียงใหม่หรือเปล่า...

 

ขอบคุณ คุณจตุพร มากครับสำหรับกำลังใจ

ผมเข้าไปแวะอ่านบล็อก "ชุมชนคนวิจัยเพื่อท้องถิ่น" แล้วได้มุมมองเกี่ยวกับการทำวิจัยเยอะเชียวครับ ทำให้คิดถึง มสช. ที่เพิ่งจากมาอยู่เหมือนกัน

สันมหาพน  ชื่อและที่อยู่เต็มคือ

สถานแรกรับคนไร้ที่พึ่งสันมหาพน
112 ม.6 ต.สันมหาพน อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ 50150

 คุณมงคล เคยทำงานที่ มสช . เหรอครับ

มสข.เป็นองค์กรหนึ่งที่น่าสนใจดีนะครับ

เข้าไปอ่านในบันทึกผมในบล็อกแล้ว มีอะไรชี้แนะบอกกันได้เลยนะครับ

ยินดี เพื่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้

ผมให้กำลังใจคุณด้วยนะครับงานที่ทำมีคุณค่ามากครับ

อย่าน้อยใจไปว่า ไม่มีใครรัก
อย่างน้อยที่สุด พ่อๆ แม่ๆ เพื่อนๆ ที่บ้านใหญ่ก็รักเราไม่น้อยไปกว่าใคร 

เฮ้อ  ซึ้งๆ

ความรัก เป็นความรู้สึกที่บางครั้งก็อยู่นอกเหนือการควบคุมของความคิด

เราจึงสามารถรู้สึกได้ รักได้โดยใช้หัวใจรัก

 

ขอบคุณครับ

ขอบคุณ "ขาจร" ที่จรมาอยู่บ่อยๆ
เป็นขาจร ที่จรมาประจำ
ขอบคุณครับ คุณขาจร

ขอบคุณ "เบลอว่ารักแถบ"
ขอบคุณไม่น้อยไปกว่า "ขาจร"

ทั้งขาจร ทั้งเบลอว่ารักแถบ มาด้วยท่วงทำนองแห่งรัก
ทำให้อดคิดถึงคำพูดประโยคว่า
"โลกทั้งผองพี่น้องกัน" ไม่ได้

ขอบคุณขาจร
ขอบคุณเบลอว่ารักแถบ

ขออภัยที่ไม่ไม่ชำนาญการผวนคำ (ฮา)