วันนี้มี case ส่งมาจากหอผู้ป่วย อยู่ในช่วงวัยรุ่น วัยแห่งความสดใส น่ารัก มีพ่อกับพี่สาวพามา คนไข้เดินไม่ได้จึงต้องใช้รถเข็ญ พอมาถึงที่คลินิกระหว่างเดินจากรถเข็ญเข้าไปที่ห้องให้คำปรึกษา คนไข้เดินแบบตัวแข็งๆ ไม่พูดจาอะไรกับใคร ตามตัวนั้นมีรอยแผลเป็นที่ผิวหนัง นัยน์ตาเหม่อลอย  ในการพูดคุยแรกเริ่มนั้นต้องสร้างความรู้สึกไว้วางใจในความรู้สึกของคนไข้ เพื่อที่จะให้เกิดความผ่อนคลายและเชื่อว่ามีใครสักคนที่เขาสามารถพูดคุยด้วยได้ สำหรับ case นี้ใช้เวลานานมากกว่าที่จะยอมรับสัมพันธภาพที่เกิดขึ้นระหว่างกัน

       จากประวัติ case ทราบผลว่าตนเองติดเชื้อโรคร้ายจากแฟน และเกิดการรับไม่ได้ อีกทั้งแฟนก็ทิ้งไปแล้วคนในครอบครัวก็ไม่ยอมรับยกเว้นพ่อที่ไม่เคยซ้ำเติมเลย ส่วนคนอื่นในบ้านก็จะรังเกียจ และคิดว่าปล่อยให้ตายไปเลย ตามตัวคนไข้จะมีตุ่มแผลเป็นเต็มตัวและมีอาการคัน พ่อก็จะคอยเกาและเช็ดตัวให้ลูกเพื่อให้รู้สึกสุขสบาย เช็ดไปก็ร้องไห้ไปด้วยความสงสารลูก จากภาพที่เห็นดิฉันมองเห็นโอกาสแห่งการช่วยเหลือว่าพลังความรักจากพ่อตรงนี้แหละน่าจะเป็นสิ่งที่ช่วยให้ลูกดีขึ้นได้

       การพูดคุยในเบื้องต้นสำหรับ case นี้ในช่วงแรกได้เพียงแค่การสร้างสัมพันธภาพอันก่อให้เกิดความไว้วางใจ และเพื่อให้ผู้ป่วยรับรู้ได้ว่ายังมีความหวังในชีวิต แรกๆ case ไม่พูด มีแต่การพยักหน้าพร้อมเหม่อมองไปอย่างไม่มีจุดหมาย เมื่อเราเจอ case อย่างนี้ผู้ให้คำปรึกษา หรือผู้ให้การช่วยเหลือต้องใจเย็น อาศัยเวลา ไม่ควรไปเร่งเร้า หรือกระตุ้นให้ผู้ป่วยต้องพูดอะไรมากมาย หาก case ยังไม่พร้อมที่จะพูด บางครั้งอาจต้องมีการพบกันอีกหลายๆ ครั้งจนกว่า case จะสามารถเผชิญต่อปัญหาหรือปรับตัวต่อปัญหาที่กำลังเผชิญนั้นได้ และที่สำคัญที่ต้องทำร่วมด้วยไปพร้อมกัน คือ การให้คำปรึกษาแก่ครอบครัว (Family Counseling) เพื่อที่จะคนอื่นๆ ในครอบครัว รวมไปจนถึงพ่อด้วยนั้นสามารถยอมรับและเผชิญต่อการเจ็บป่วยของ case ไปพร้อมๆ กันด้วย จึงถือได้ว่าใน case นี้จัดว่าเป็นโจทย์ที่หนักพอสมควรสำหรับผู้ให้การช่วยเหลือ เพราะการที่เราจะสามารถช่วยใครสักคนให้ยืนขึ้นได้นั้นต้องใช้พลังแห่งใจมากพอสมควร