พื้นฐานทางเศรษฐกิจของประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม ซึ่งในสมัยโบราณเป็นการผลิตเพื่อยังชีพบริโภคใช้สอยกันเอง จนกระทั่งเข้าสู่ช่วงของการเข้ามาของชาติตะวันตกในสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ประเทศสยามในขณะนั้นได้ทำสนธิสัญญาทางพระราชไมตรีและการพาณิชย์ฉบับแรก ที่ไทยได้ทำกับประเทศตะวันตกในสมัยรัตนโกสินทร์
              โดยสนธิสัญญาฉบับนี้อังกฤษได้ส่ง เฮนรี่ เบอร์นี่ เข้ามาเจรจา ในปี พ.ศ.2368   โดยสาระสำคัญของการเจรจาก็เพื่อความสำพันธ์ทางการเมืองและการค้า ในด้านการค้า รัฐบาลอังกฤษมีความประสงค์ที่จะขอเปิดสัมพันธไมตรีทางการค้ากับไทย และขอความสะดวกในการในการค้าได้โดยเสรี จนกระทั่งเจรจาแล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2369 โดยผลของสนธิสัญญาฉบับนี้ทำให้การค้าของคนไทยกับชาติตะวันตกแปรเปลี่ยนไป แต่เดิมซึ่งหากมีการซื้อขายของระหว่างคนไทยกับต่างชาติ จะต้องทำการซื้อขายผ่านกรมพระคลังสินค้าของไทย แต่หลังจากที่สนธิสัญญาฉบับนี้มีผลบังคับใช้ทำให้การซื้อขายของคนไทยและต่างชาติสามารถกระทำได้โดยตรง ไม่ต้องผ่านกรมพระคลังสินค้าอีกต่อไป เป็นการยกเลิกระบบผูกขาดสินค้าโดยกรมพระคลังสินค้า แต่ทั้งนี้ก็มีสินค้าบางอย่างที่หากมีการซื้อขายกันจะต้องซื้อขายผ่านกรมพระคลังสินค้า(สินค้าควบคุม)เช่นข้าว ปลา เกลือ เป็นต้น
           ต่อมาเมื่อตะวันตกเริ่มแผ่อิทธิพลมากขึ้น ก็เริ่มมีการทำสนธิสัญญาอื่นๆอีกมากมาย ทั้งที่ในการทำสนธิสัญญาบางครั้งไทยอยู่ในภาวะที่จำยอมต้องกระทำ จึงเกิดสนธิสัญญาที่ทำให้เราเสียเปรียบชาติตะวันตกอย่างมากมาย เช่น สนธิสัญญาเบาริง

ซึ่งในการทำสนธิสัญญาต่างๆในช่วงนั้นทำให้ประเทศไทยถูกบีบให้ปรับตัวต่างๆอย่างมากมาย หลังจากมีสนธิสัญญาเบอร์นี่และเบาริงเราเริ่มมีการผลิตเพื่อการส่งออกมากยิ่งขึ้น และในการส่งออกนั้นสินค้าส่วนใหญ่ก็คือสินค้าเกษตรในรูปของอาหาร เช่น ข้าว เป็นต้น

ปัจจุบันประเทศไทยจัดเป็นประเทศผู้ส่งออกอาหารอันดับที่ 14 ของโลก โดยผลิตภัณฑ์อาหารที่ผลิตขึ้นในประเทศไทย ถูกใช้บริโภคภายในประเทศเพียงร้อยละ 20 เท่านั้น ส่วนที่เหลือร้อยละ80 ถูกส่งออกไปขายยังตลาดโลก *

จากพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ดังกล่าวเพียงคร่าวๆทำให้เห็นได้ว่ากฎหมายเศรษฐกิจระหว่างประเทศมีความสำคัญในการเปลี่ยนโฉมหน้าของสังคมไทยเป็นอย่างมาก



* ดร ศักดา ธนิตกุล ผลกระทบด้านกฎหมายต่อสินค้าและบริการของไทยจากการขยายสมาชิกของสหภาพยุโรป ,วารสารกฎหมาย คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยปีที่ 24 ฉบับที่ 1 ,หน้า100