เห็ดระโงก

เห็ดระโงก

เห็ดระโงก หรือ เห็ดไข่

เห็ดระโงกมีสองชนิด คือ เห็ดระโงกขาวและเห็ดระโงกเหลือง เห็ดระโงกขาว ลักษณะดอกเห็ดอ่อนมีเยื่อหุ้มหนารูปไข่ สีขาวนวล ผิวด้านบนปริแตกออกเป็นรูปถ้วยติดอยู่โคนก้าน มีสีขาวนวล และเป็นเมือกเหนียว มีครีบหมวกสีขาวเรียงรอบก้านดอก ขอบหมวกเป็นร่องตื้น ๆ ตรงกับร่องของครีบหมวก ก้านดอกเห็ดยาวประมาณ 10-15 เซนติเมตร ผิวเรียบและมีสีขาว มีรูกลวง เนื้อเยื่อเป็นเส้นใยหยาบ ๆ เปราะและหักง่าย สปอร์ค่อนข้างกลม ใสไม่มีสี ผนังสปอร์เรียบและมีตุ่มเล็ก ๆ ผนังหนาเล็กน้อย ส่วนเห็ดระโงกเหลืองนั้น ลักษณะคล้ายเห็ดระโงกขาวแต่ดอกเห็ดอ่อนมีสีเหลืองอ่อนหรือเหลืองแก่ ก้านดอกเห็ดยาวประมาณ 10-15 เซนติเมตร มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1-2 เซนติเมตร ผิวเรียบเป็นมันและหนืดมือ มีสีขาวนวล มีครีบสีขาว เนื้อเยื่อภายในก้านดอกมีสีขาวสานกันอย่างหลวม ๆ สปอร์มีรูปค่อนข้างกลม ผิวเรียบ ผนังบาง

เห็ดระโงกจะขึ้นบนพื้นดินในป่าเต็งรังที่มีใบไม้เปื่อยทับถมกันอยู่ จะขึ้นในช่วงเดือนพฤษภาคม-เดือนสิงหาคม การเก็บเห็ดนั้น ชาวบ้านจะนิยมออกไปหาตั้งแต่เช้าตรู่ โดยจะเข้าไปในป่าที่มีเห็ดงอกอยู่ทุก ๆ ปี การเก็บจะต้องรู้ว่าเห็ดกินได้หรือเห็ดกินไม่ได้ เพราะเห็ดระโงกจะมีทั้งมีพิษและไม่มีพิษ แต่เห็ดระโงกทั้งชนิดขาวและชนิดเหลืองจะรับประทานได้ โดยจะใช้ไม้แหลมแซะโคนก้านดอก แล้วงัดขึ้นเพื่อไม่ให้โคนก้านดอกหัก การเก็บเห็ดนั้นจะต้องไม่เก็บเห็ดจนหมด ควรเหลือเห็ดไว้บ้างเพื่อเป็นเชื้อขยายพันธุ์ในปีต่อไป

เห็ดระโงกเป็นเห็ดอีกชนิดหนึ่งที่ชาวบ้านนิยมรับประทานอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งสามารถนำมาประกอบอาหารได้หลายชนิด เช่น ต้มยำเห็ด แกงป่าเห็ด ผัดเห็ดน้ำมันหอย ยำเห็ด เห็ดย่างจิ้มน้ำพริก เป็นต้น

ตัวอย่างในการใช้เห็ดระโงกประกอบอาหาร

ต้มยำเห็ดระโงก
-เห็ดระโงกฉีกเป็นชิ้นเล็กพอประมาณ - น้ำมะนาวหรือน้ำมะขามเปียก
-หัวหอม -น้ำปลา-ตะไคร้ -ใบมะกรูด-พริกขี้หนู -ข่า-ผงชูรส -ใบแมงลัก

วิธีปรุง
-ต้มน้ำให้เดือด ใส่หัวหอม ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด พริกสดทุบพอแตก และใส่เห็ดลงไป
-ต้มจนเห็ดสุก ปรุงรสด้วยน้ำปลา ผงชูรส น้ำมาะนาวหรือน้ำมะขามเปียก ใส่ใบแมงลัก ปรุงรสตามต้องการ

ผัดเห็ดน้ำมันหอย

เครื่องปรุง
-เห็ดระโงก -หมูหรือกุ้ง-น้ำมันหอย -กระเทียม
-น้ำมันพืช -ผงชูรส-น้ำตาล -น้ำปลา

วิธีปรุง
-ตั้งน้ำมันพืชให้ร้อน ใส่กระเทียมลงไปเจียวให้เหลือง ใส่หมูหรือกุ้งลงไปผัดให้สุก
-ใส่เห็ดลงไปผัดให้เห็ดสุก ปรุงรสด้วย ผงชูรส น้ำตาล น้ำปลา น้ำมันหอย แล้วยกลง ตักใส่จาน

ยำเห็ดระโงก

เครื่องปรุง
-เห็ดระโงกฉีกเป็นชิ้นเล็กพอประมาณ -หัวหอมซอย
-พริกขี้หนูสด -มะเขือเทศ-หอมผักชี -น้ำปลา-น้ำตาล -น้ำมะนาว-ผงชูรส(อันนี่สำคัญครับ ใส่หน่อยแซบหน่อย ใส่หลายแซบหลาย เหอๆๆๆ)

วิธีปรุง
-นำเห็ดระโงก ไปลวก บีบน้ำออกให้หมด
-ใส่หัวหอมซอย พริกขี้หนูสด มะเขือเทศ ปรุงรสด้วย น้ำปลา น้ำตาล ผงชูรส น้ำมะนาว ปรุงรสตามต้องการ ใส่หอมผักชีซอยโรย

ชาวบ้านที่เก็บเห็ดมาได้แล้วนั้น ถ้าเหลือจากการรับประทานแล้ว ก็จะนำไปจำหน่ายที่ตลาดในหมู่บ้านหรือที่ตลาดอำเภอ จากการศึกษาช่องทางการตลาดของเห็ดระโงก ที่ป่าดงภูดิน อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีษะเกษ พบว่ามีชาวบ้านบางรายนำเห็ดไปขายให้กับแม่ค้าที่เป็นคนรวบรวมของป่าเพื่อนำไปจำหน่ายที่ตลาดในอำเภอราษีไศล และถ้ามีมากก็จะมีพ่อค้าจากกรุงเทพฯ มารับไปขายที่ตลาดในกรุงเทพฯ อีกทีหนึ่ง โดยจะขายเห็ดกันในราคากิโลกรัมละ 30-50 บาท

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน อีสานบ้านเฮา



ความเห็น (2)

เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะ

แวะมาหาความรู้เรื่องเห็ดค่ะ

แล้วที่มีพิษมีลักษณะเป็นอย่างไรค่ะ

เขียนเมื่อ 

จัดให้ครับ...

เห็ดพิษ มีลักษณะดังนี้

1. สีเข้มจัด เช่น แดง ส้ม ดำ หรือมีสีฉูดฉาด

 2. มีแผ่นหรือเกล็ดขรุขระบนหมวกเห็ด

 3. มีวงแหวนพันรอบบนก้านดอกเห็ด วงแหวนนี้จะเป็นตัวเชื่อมเนื้อเยื่อของหมวกเห็ด และก้านดอกให้ติดกันเมื่อดอกเห็ดบาน

4. มีขนหรือหนามเล็กๆ กระจายอยู่ทั่วไป

5. มีกลิ่น

6. มีน้ำเมือก หรือมีน้ำยางสีขาวออกมาเมื่อกรีดที่หมวกเห็ด

 7. ครีบที่อยู่ใต้หมวกมีสีขาว สปอร์ในครีบมีสีขาวเช่นกัน

 เห็ดพิษ แบ่งได้เป็น 4 ชนิดดังนี้

 1. เห็ดพันธ์อะมานิตา มัสคาเรีย (Amanita muscaria) เห็ดชนิดนี้คล้ายกับเห็ดโคนทั้งเวลาตูมและบาน เส้นผ่าศูนย์กลางของหมวกเห็ดเมื่อบานเต็มที่มีขนาด 2- เซนติเมตร สูง 10-12 เซนติเมตร เส้นผ่าศูนย์กลางของลำต้น ระหว่าง1-2 เซนติเมตร สารเป็นพิษที่สำคัญในเห็ดชนิดนี้คือ มัสคารีน(muscarine) เห็ดชนิดนี้มีพิษรุนแรง เมื่อรับประทานเข้าไป 15-30 นาที จะมีอาการตัวร้อน ใจสั่น หัวใจเต้นช้าลง เส้นเลือดขยาย มีอาการผิดปกติเกี่ยวกับการเห็นภาพม่านตาหรี่ เหงื่อ น้ำลายและน้ำตาถูกขับออกมามาก ปวดบริเวณช่องท้อง คลื่นไส้ อาเจียน แน่นหน้าอก หายใจขัดและถึงตายในที่สุด

 2. เห็ดพันธ์อะมานิตา ฟัลลอยเดส(Amanita phalloides) เห็ดชนิดนี้มีวงแหวนบอบบาง ถ้วยเห็ดคล้ายเห็ดฟาง มีสปอร์สีขาว เส้นผ่าศูนย์กลางของหมวกเห็ดกว้างประมาณ 5-15 เซนติเมตร ลำต้นกว้างประมาณ 0.6-1.5 เซนติเมตร เห็ดชนิดนี้มีสารเป็นพิษฟัลโลท็อกซิน(phollotoxin)ซึ่งมีพิษต่อตับ และสารเป็นพิษอะมาโตท็อกซิน(amatotoxin) อาการเป็นพิษจะเห็นชัดภายใน 6-12 ชั่วโมง อย่างช้าไม่เกิน 24 ชั่วโมง จะมีอาการอาเจียน ปวดท้องอย่างแรง ท้องเดิน เป็นตะคริว ความดันเลือดต่ำ ตับบวม และถึงแก่ความตายในที่สุด หากรับประทานจำนวนมาก คนไข้จะตายภายใน 2-3 วัน

 3. เห็ดพันธุ์อีโนไซบ์(Inocybe) มีลักษณะของหมวกเห็ดเป็นรูปทรงกระบอก สปอร์สีน้ำตาลอ่อน ถ้ารับประทานเห็ดชนิดนี้ จะมีอาการปวดท้อง เนื่องจากกระเพราะอาหารและลำไส้หดเกร็ง

 4. เห็ดพันธุ์โคปรีนัส อาทราเมนทาเรียส(Coprinus atramentarius) หรือเห็ดหมึก มีสารที่รวมตัวกับแอลกอฮอล์แล้วจะเกิดพิษ คนดื่มสุราพร้อมกับรับประทานเห็ดชนิดนี้ จะมีอาการใจสั่น หายใจหอบ หายใจลำบาก แน่นหน้าอก คลื่นไส้ อาเจียน ปวดศรีษะ เห็ดทั้ง 4 ชนิดนี้ จะมีขึ้นเป็นดงในป่าที่มีความชื้นสูง

 เอกสารอ้างอิง นาย สุรศักดิ์ พุ่มมณี ศูนย์ข้อมูลพิษวิทยา

หมายเลขบันทึก

367354

เขียน

18 Jun 2010 @ 08:38
()

แก้ไข

21 Jun 2012 @ 17:26
()

สัญญาอนุญาต

ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน
ความเห็น: 2, อ่าน: คลิก