ในวันที่ 27 ก.ค. 2549 ที่ผ่านมา ผมได้รับ email จากทางคณะแจ้งว่าคำสั่งแต่งตั้งผมเป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ได้ออกมาแล้ว ในขณะนี้ผมได้เป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์แล้ว คำสั่งนั้นออกมาตั้งแต่วันที่ 26 มิ.ย. 2549 ครับ

ผมยื่นขอตำแหน่งตั้งแต่ 9 ก.ย. 2547 นับรวมแล้วก็เกือบสองปี ขาดเหลือไปเพียงไม่กี่เดือนเท่านั้น ในกลุ่มคนที่ได้รับคำสั่งที่แต่งตั้งพร้อมกันนั้น ผมชนะเลิศในการใช้เวลานานที่สุดในการขอตำแหน่งครับ มีคนแซวผมว่าถ้าผมยังไม่เข็ด อีกไม่กี่เดือนผมก็สามารถขอตำแหน่ง รศ. ได้เลย เพราะถือว่าดำรงตำแหน่ง ผศ. ครบสองปีแล้ว

ผมขอขอบพระคุณทุกๆ ท่านเป็นอย่างสูงที่ให้กำลังใจในเรื่องการขอตำแหน่ง ผศ. ของผมครับ เป็นความกรุณาที่ผมจะจดจำไม่ลืมทีเดียว โดยเฉพาะท่านผู้อ่านท่านที่คณะฯ ได้แต่งตั้งเพิ่มเติมทดแทนผู้อ่านสองคนที่สูญหาย ท่านกรุณาอ่านและส่งผลการประเมินกลับมาอย่างรวดเร็วมากครับ

มาถึงวันนี้ผมก็สามารถใส่ชื่อตัวเองในนามบัตรว่า ผศ.ดร.ธวัชชัย ปิยะวัฒน์ ได้แล้ว แต่ไม่ครับ ไม่ ผมไม่ได้ไปเปลี่ยนนามบัตรและไม่มีความตั้งใจว่าจะไปเขียนชื่อตัวเองเป็น ผศ.ดร.ธวัชชัย ที่ไหน ผมยังยืนยันอยู่ที่เดิมว่าผมชอบเขียนชื่อตัวเองว่า ดร.ธวัชชัย และจะไม่เพิ่ม ผศ. ไปข้างหน้าถ้าไม่จำเป็น

ท่านผู้อ่านคงสังเกตว่าผมชอบคำว่า ดร. นำหน้าชื่อจัง แม้การเขียน ดร. นั้นไม่ถือว่าเป็นทางการ แต่ผมก็ชอบเขียน เพราะทุกครั้งที่ผมเห็น ดร. นำหน้าชื่อผมนั้น จะชวนให้ผมกลับไปนึกถึงความทรงจำที่ดีๆ ที่ผมผ่านมาในการได้รับปริญญาเอกครับ

ดร. ที่นำหน้าชื่อนั้นพาผมกลับไปถึงท้องฟ้ากว้างๆ ที่เมือง Baltimore County พาผมกลับไปถึงบรรยากาศวิชาการที่ University of Maryland, Baltimore County (UMBC) ที่แม้ไม่ใช่มหาวิทยาลัยหรูหราแต่ก็เป็นมหาวิทยาลัยลูกในเครือของ University of Maryland ที่กำลังเติบโตทางวิชาการมี professor จากหลายๆ ที่มารวมกันเพื่อสร้างให้ campus ใหม่ที่อายุไม่ถึง 40 ปีของ University of Maryland นี้ก้าวเป็น research-oriented university ที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก

ที่สำคัญกว่านั้น ดร. ที่นำหน้าชื่อผมบอกผมให้รำลึกถึง Prof. Dr. Anthony F. Norcio อาจารย์ที่ปรึกษาที่กรุณา และอาจารย์ท่านอื่นๆ หลายต่อหลายท่านที่ "สนุก" มากในการส่งพลังทางวิชาการให้กันและกันและให้นักศึกษา เพื่อให้มี research-oriented environment ที่เข้มข้นและสนุกสนาน รวมทั้งเพื่อนร่วมเรียนทั้งหลายที่แต่ละคนก็มีบุคลิกลักษณะที่เฉพาะเจาะจง ไหนจะ Creative Services หน่วยงานที่ผมทำงานด้วยซึ่งอุดมไปด้วยศิลปินผู้กำลังค้นหาหนทางชีวิตของตัวเอง ไหนจะศูนย์คอมพิวเตอร์ของมหาวิทยาลัยที่ผมในฐานะตัวแทนด้านเทคนิคของ Creative Services ต้องไปสู้รบตบมือด้วย

ไหนจะห้องสมุดที่ผมไปทีไรหลับทุกที ในพื้นที่เมือง Baltimore นั้น ห้องสมุด UMBC หลับง่ายที่สุดแล้วครับ ห้องสมุด University of Maryland, Baltimore หรือ John Hopkins University ที่ว่าหรูๆ กันแล้ว ยังไม่มีเก้าอี้โซฟานิ่มๆ อย่างห้องสมุด UMBC ห้องสมุดที่อื่นเก้าอี้เขาจะแข็งๆ แต่ผมไม่ได้ไปนอนในห้องสมุดอย่างเดียวนะครับ ก่อนนอนก็อ่านหนังสือเสียให้เต็มที่เสียก่อน

ยังมีความทรงจำดีๆ อีกมากมายที่เล่าไปก็คงยืดยาว เป็นความทรงจำที่ให้ผมระลึกถึงเมื่อเห็นคำว่า ดร. นำหน้าชื่อผมครับ ความทรงจำดีๆ เป็นกำลังใจให้แก่ชีวิตที่จะสู้ต่อไปไม่ว่าจะมีอุปสรรคใดๆ เกิดขึ้นก็ตาม

ในขณะคำว่า ผศ. ถ้าผมจะเขียนนำหน้าชื่อผมนั้น กลับไม่ได้ดึงความทรงจำที่จะช่วยให้เป็นพลังในการต่อสู้ชีวิตให้ผมเลย เห็นคำว่า ผศ. แล้วผมจะเห็นภาพตัวเองพยายามเขียนโปรแกรม BlogExpress อยู่ในขณะที่ต่อเชื่อมกับ Internet ได้เพียง 33.6 kbps และเป็น Internet ต่อเชื่อมออกนอกประเทศได้อย่างยากเย็น ใช้คอมพิวเตอร์เครื่องเก่าจากอเมริกา ใช้ Visual Studio รุ่นเก่าที่ติดมือมาจาก UMBC เพราะหา software ตัวนี้ที่ถูกกฎหมายไม่ได้ ในขณะที่วันเสาร์-อาทิตย์ก็ต้องไปสอนพิเศษตามหลักสูตรพิเศษต่างๆ นั่งรถตู้ข้ามจังหวัด เมารถแล้วเมารถอีก เพื่อหาเงินมาเลี้ยงชีวิต

ผมนึกถึงตัวเองที่นั่งทดท้อ เพราะไม่เห็นหนทางในการทำงานตามที่ตัวเองถูกสอนมาได้เลย มองไม่เห็นทางว่าจะเป็นนักวิจัยแบบอย่างที่ตัวเองถูกฝึกฝนมาได้อย่างไร เดินไปทางไหนก็เจอแต่ความหดหู่ ครั้นจะปรับตัวให้เข้ากับระบบใหม่ก็ไม่เข้าใจ ไม่แน่ใจ สับสนว่าเป็นสิ่งถูกต้องแล้วหรือ ภาษีประชาชนส่งเสียให้เราเป็นนักวิจัยในแบบที่ UMBC ฝึกเรามา ประเทศไทยต้องการนักวิจัยแบบที่ UMBC สอนใช่ไหม ไม่งั้นเขาไม่ส่งเสียเราเรียนที่ UMBC หรอก ใช่หรือไม่ใช่ หรือไม่ใช่นะ

หรือประเทศไทยต้องการนักสร้างหลักสูตรปริญญาโทภาคพิเศษนะ ใช่แล้วครับ เรื่องที่หลายๆ คนไม่ทราบคือผมมีตำแหน่งเป็น ผู้อำนวยการโครงการร่างหลักสูตรปริญญาโทบริหารธุรกิจมหาบัญฑิตสาขาวิทยาการสารสนเทศ (ภาคพิเศษ) ด้วย เป็นตำแหน่งที่ผมไม่ค่อยยอมทำงานเท่าไหร่ เพราะไม่รู้จะทำอย่างไร ที่จริงทำแล้วจะประสบความสำเร็จด้วย เพราะ MBA (IS) นี่รับประกันจำนวนนักศึกษาเลยว่าล้นทุกรุ่นแน่นอน เพราะ MBA ปัจจุบันของคณะฯ นั้นก็ล้นจนไม่รู้จะล้นอย่างไรแล้ว แต่ความขัดแย้งในใจที่หาคำตอบไม่ได้เลยทำให้ตัวเองทำงานไม่ออก สุดท้ายก็เลยไปนั่งเขียนโปรแกรมเล่น เพราะเป็นสิ่งเดียวที่ตัวเองทำแล้วได้ความรู้สึกที่ใกล้เคียงกับทำ research ที่สุดแล้ว

ที่เขียนเล่าเรื่องหลักสูตรนี่ไม่ได้เป็นการบอกว่าการสร้างหลักสูตรภาคพิเศษไม่ดีนะครับ แต่เป็นการบอกว่าผมเป็นคนปรับตัวไม่ได้ต่างหาก ถ้าผมมีความสามารถจริงๆ ผมควรจะสามารถสร้างหลักสูตรที่สร้างนักบริหารด้านสารสนเทศที่มีประโยชน์ต่อประเทศไทยได้ แต่ผมทำไม่ได้ครับ

ที่จริงแล้วผมเป็นคนสอนหนังสือได้แย่มากอีกต่างหาก ผมสอนคนเป็นห้องเรียนไม่ได้ นั่งคุยกันกับนักศึกษาให้เขาเรียนรู้จากเรานี่ผมทำได้ แต่สอนในห้องเรียนผมทำไม่ได้จริงๆ ผมไม่เคยเห็นตัวอย่างด้วย ผมเรียนหนังสือในห้องใหญ่ๆ ด้วยการหลับในห้องแล้วค่อยมาอ่านหนังสือเอง ทำอย่างนี้จนจบปริญญาตรี ตอนมัธยมไม่ต้องพูดถึง ผมไม่ได้เรียนหนังสือเลย เรียนธรรมดาก็ไม่เรียน เรียนพิเศษยิ่งไม่เคยเรียน ใช้เวลาส่วนใหญ่ค้นหาทาง "อื่น" ที่ไม่ต้องเป็น "วิศวกร" (อาชีพที่ครูแนะแนวบอกว่า "สมควร" จะเป็น) และผมมีความเชื่อจนถึงปัจจุบันว่าผมสามารถเป็น music composor ที่รู้ว่าหลับตาแล้วจะทำให้เสียง "ไทย" ประสานไปกับ "international sounds" ได้อย่างไร แต่นักดนตรี "อาชีพ" ในประเทศไทยเขาว่าไม่มีอนาคตครับ ไม่มีใครสนับสนุน โดยเฉพาะนักดนตรี "world music"

ตอนไปเรียนปริญญาโทที่ George Washington University ที่เป็น teaching-oriented university ผมก็หลับๆ ตื่นๆ แล้วไปอ่านหนังสือเองเหมือนกัน พอมาเรียนปริญญาเอกที่ UMBC กลับเปลี่ยนไป การเรียนคือการคุยกันแล้วก็ไปอ่าน ไปคิด ไปย่อยความรู้ แล้วก็กลับมาคุยกัน ที่ UMBC กลายเป็นที่เรียนที่ตรงกับวิธีการเรียน "ปกติ" ของผมที่สุด ดังนั้นวิธีการสอนหนังสือคนที่ผมทำได้ดีที่สุดคือ บอกคนให้ไปอ่านหนังสือ ผมบอกได้ว่าไปอ่านหนังสืออะไร แต่ผมอ่านให้ฟังไม่ได้ ดังนั้นผมไม่มีความสามารถในการ "ทำหลักสูตร" และขาดทักษะที่จะเรียนรู้ว่า "ทำหลักสูตร" ทำอย่างไร ถ้าผมทำคงมีวิชา "independent studies" เต็มไปหมด

ช่วงเวลาตั้งแต่กลับมาทำงานจนถึงก่อนจะมาได้เจอ สคส. ผมรู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนเกินของระบบการศึกษาไทย ไม่สามารถทำตัวให้เป็นประโยชน์ต่อระบบได้ ไม่มีความสามารถที่จะปรับตัว ยิ่งยื่นเรื่องขอ ผศ. ด้วยการเขียนเอกสารเป็นภาษาอังกฤษแล้วกลายเป็นปัญหาเจอคำตอบว่า "หาคนอ่านยากเพราะเป็นภาษาอังกฤษ" หรือ "หาคนอ่านยากเพราะเป็นหัวข้อใหม่" ก็ยิ่งเห็นว่าระบบกับตัวเองไม่ได้มีส่วนไหนเข้ากันได้เลย เพราะไม่ว่าจะพยายามทำอย่างไร ก็ไปขี่กับฟันเฟืองทุกที ไม่ได้ไปตามครรลองได้เลย ต้องกลับมานั่งคิดว่าจะทำอย่างไรถึงจะเข้ากับระบบเขาได้ "บ้าง" เสียทีนะ ทุกทีไป

ถ้าไม่ได้มาเจอ สคส. และได้ทำสิ่งที่ตัวเองรู้สึกว่ามีประโยชน์ต่อประเทศไทยบ้าง ป่านนี้ผมคงไม่อยู่เมืองไทยแล้วครับ เพราะข้อสรุปที่ตัวเองคิดได้ในขณะนั้นคือ ทั้งประเทศและตัวผมเองไม่มีส่วนที่จะเกื้อหนุนกันได้เลย ผมเป็นข้อผิดพลาดในการส่งคนไปเรียนหนังสือแน่แล้ว

ใช่แล้วครับ ผศ. ที่นำหน้าชื่อผมนั้น ไม่ได้ช่วยระลึกถึงความทรงจำที่ดีๆ เลย แต่กลับดึงความทรงจำที่ไม่ดีที่ตัวเองต้องเจอ ในขณะที่ ดร. ที่นำหน้าชื่อนั้นเห็นแล้วจะนำมาซึ่งความทรงจำที่ดีที่ผมยังคำนึงถึงอยู่ตลอดเวลา ดังนั้น กรุณาเถอะครับ ถ้าจะให้เกียรติผม เรียกผมว่า ดร.ธวัชชัย ผมขอให้ ผศ.ธวัชชัย เป็นตำแหน่งขึ้นหิ้งที่อยู่บนกระดาษที่ประทับตราครุฑเท่านั้นครับ