บุญกับบาปอยู่ที่ใจจริงหรือ

บุญกับบาปอยู่ที่ใจจริงหรือ

              วันนี้โชคดีอ่านพบบทความที่ค่อนข้างจะหาอ่านได้ยาก จึงเลยนำมาแจกจ่ายประดับความรู้กับสมาชิกที่สนใจ  ในเรื่องบุญและบาป 

              ปัจจุบันนี้ความหมายของบุญกับบาป คงมีน้อยคนที่จะไม่รู้ว่าแปลว่าอะไร หากแต่ทำไมยังมีการทำบาปมากกว่าการทำบุญอยู่
              หากมองเพียงผ่านๆ เข้าใจเพียงผิวเผินแล้ว ใครๆก็สามารถทำบุญกันได้เพียงง่ายดาย เพราะใจที่คิดแล้วกระทำเป็นสิ่งที่ทำให้ไม่เดือดร้อนผู้อื่น ส่วนบาปนั้นก็อยู่ที่ใจหากเราคิดมิดีมิร้ายกับบุคคลอื่นย่อมเป็นสิ่งที่ไม่ดีติดอยู่ที่ใจ ทำให้คนอื่นมากมายได้รับความเดือดร้อนจากการกระทำของเรา นี่เป็นเพียงความเข้าใจโดยคนส่วนใหญ่ ซึ่งตามลักษณะความหมายแล้วถูกต้องแน่แท้ว่าบุญกับบาปอยู่ที่ใจและการกระทำเป็นตัวสร้างบุญกับบาป
              บางคนอาจจะมีคำถามตามมาว่าแล้วคุณจะรู้ได้อย่างไรว่าอันนั้นบาปจริงหรือเปล่า เพราะในบางกรณีที่การกระทำของเขาช่วยเหลือคนอื่นแต่มันไปกระทบคนรอบข้างโดยบังเอิญอย่างนี้จะแยกออกว่าบุญหรือบาปละ? คำถามนี้เป็นส่วนสำคัญยิ่งที่จะต้องแยกแยะคำว่าบุญกับบาปให้แยกออกจากกันให้เห็นชัดเจนยิ่งขึ้น เพราะคำว่าบุญกับบาปจะเป็นสิ่งที่ทำกำกวมไม่ได้ อาจจะทำให้เกิดการตีความเข้าข้างตนเองจนก่อเกิดการกระทำสิ่งที่ไม่ดีขึ้นได้
              เมื่อบ้านเมืองเจริญอย่างไม่มีขีดจำกัด จิตใจของมนุษย์ก็เริ่มเสื่อมถอย เพราะเหตุแห่งปัจจัยการดำรงชีพหายากลำบาก นำเงินเป็นค่าแห่งการวัดการสร้างความดี บ่งบอกให้เห็นว่าวัตถุสำคัญกว่าจิตใจ ในความคิดข้าพเจ้าที่ได้มองคำว่าบุญกับบาปมาเปรียบเทียบกับการกระทำของคนโดยส่วนใหญ่แล้ว แยกกลุ่มบุคคลออกตามสภาพแวดล้อมคือ
                 1.ผู้ที่ตั้งใจกระทำความดี ทำบุญโดยมิหวังสิ่งตอบแทนใดๆ
                 2.ผู้ที่ตั้งใจกระทำความดี ทำบุญโดยหวังสิ่งตอบแทน เช่น ลาภ ยศ ชื่อเสียง เป็นต้น
                 3.ผู้ที่ตั้งใจกระทำความดี ทำบุญโดยสภาพแวดล้อมพาไป เช่นครอบครัวชอบทำบุญ จึงมีโอกาสสร้างความดีด้วยความบังเอิญ เป็นต้น
                 4.ผู้ที่ตั้งใจกระทำความดี ทำบุญเพื่อลบล้างบาปกรรมที่ตนเองเคยกระทำเอาไว้
เช่นเคยทำร้ายบิดา มารดา เคยขายหวยหรือค้ายาเสพติด จนร่ำรวยแล้วก็เริ่มทำบุญมากมายเพื่อลบล้างอดีตความชั่วของตนที่ผ่านมา
 กรณีการกระทำความดีเบื้องต้นที่กล่าวล้วนแต่เป็นการกระทำเพื่อให้ใจเราสบาย มีความสุข แต่หาใช่เหตุผลแห่งการจะตัดสินว่าการกระทำนั้นเป็นการทำบุญได้อย่างแท้จริง
ในกรณีที่1 ผู้ที่ตั้งใจกระทำความดี ทำบุญโดยมิหวังสิ่งตอบแทนใดๆ เป็นกรณีแห่งการทำบุญที่มีผลที่จิตใจมากที่สุด เพราะเราได้ให้โดยไม่หวังสิ่งใดตอบแทน ความทุกข์ในใจก็ไม่มี ทำไมถึงว่าทุกข์ไม่มีละ? ก็เพราะเราทำดีแล้วช่วยผู้อื่นแล้วเราไม่ต้องมานั่งรอว่าเขาจะต้องกล่าวคำชื่นชม ถ้าเรามารอสิ่งที่จะมาตอบแทนเหมือนการทำบุญแบบกรณีที่ 2 ที่หวังผลตอบแทน หากไม่ได้ดังหวังก็ยังเกิดความทุกข์ในจิตใจ อารมณ์ต่างๆก็ตามมาเช่นโกรธบุคคลที่เราเข้าไปช่วยเหลือ หรือไม่ชอบองค์กรที่เราเข้าไปทำดีด้วย เป็นต้น
ในกรณีที่3 เป็นการกระทำความดี หรือการทำบุญด้วยความบังเอิญ ตามสภาพแวดล้อมที่เป็นอยู่ จะมีผลกระทบต่อจิตใจน้อยกว่ากรณีที่2 เนื่องจากการกระทำที่เกิดขึ้นมิได้เกิดจากความตั้งใจ เพียงเหตุแห่งการติดตามครอบครัว หรือเครือญาติเพื่อกระทำความดี เช่น ตอนที่เราเป็นเด็กพ่อแม่ก็พาเราไปแจกทานในงานวันเด็ก พาไปบริจาคเสื้อผ้าให้เด็กพิการ เป็นต้น โดยสิ่งที่เรากระทำเป็นสิ่งที่เราไม่ได้คิดที่จะกระทำเองเพียงมีผู้คอยเกื้อหนุนให้เราเข้าสู่ทางแห่งความดี และการทำบุญในแบบต่างๆ
กรณีที่ 3 นี้ยังถือว่ามีผลกระทบต่อจิตใจอยู่สูงเพราะทำให้เกิดทุกข์อยู่มาก อ้าวทำไมเกิดทุกข์ละ? ในเมื่อเราได้ทำบุญเยอะแม้จะไม่เต็มใจ คำถามที่ผุดขึ้นในใจของใครบางคนหรือแม้แต่ในระยะแรกของผู้เขียนที่เริ่มการบำเพ็ญ ที่มีทุกข์ก็เกิดจากผู้ที่ถูกชักชวนไปกระทำบางครั้งไม่อยากไปทำบุญเหมือนกับการถูกบังคับบ้าง เหมือนกับเราถูกผู้ใหญ่หรือคนใกล้ตัวชักชวนไปในเรื่องไม่มีจริง มีความเชื่อที่ขัดแย้งกับใจของเรา เป็นต้น นี่คือความทุกข์ตัวใหญ่ที่เกิดกับใจเราเป็นหลักเลย ฉะนั้นผู้ที่กระทำความดี หรือสร้างบุญกุศลแบบในข้อที่3 จึงนับว่ายังเป็นการสร้างบุญกุศลไม่เต็มที่ เพราะเราต้องไปกระทำความดีด้วยความเต็มใจจะก่อเกิดความสุขได้มากกว่า
กรณีที่ 4 เป็นการทำบุญที่มีผลแห่งความทุกข์มากที่สุด เพราะเราตั้งความหวังไว้มากว่าสิ่งที่เรากระทำจะสามารถลบล้างอดีตที่ผ่านมาได้ ถึงแม้จะคิดว่ามีความสุขที่กระทำแต่ผลกลับตรงกันข้าม ความหวาดระแวงในการกระทำความผิดบาปของตนที่ฝังลึกอยู่ในใจ ใช้การปิดบังจากสายตาของคนได้เพียงแค่ภายนอก แต่ภายในที่รุมเร้ากับอดีตที่ยังไม่สามารถแก้ได้ย่อมส่งผลให้เกิดความทุกข์มากที่สุด
   ถึงแม้ในกรณีที่ 1 จะเป็นการทำบุญที่ดี แท้จริงที่สุด  แต่ก็มิใช่ว่าในกรณีอื่นๆจะทำแล้วไม่ได้บุญ ที่ผู้เขียนแยกแยะให้เห็นเพื่อจะให้ผู้ที่จะทำบุญได้รับความสุขที่สุด เมื่อคิดอะไรไว้ในใจก็จงปลดปล่อยไป ให้ก้าวออกมาทำดีด้วยสิ่งที่อยากทำจริงๆ ไม่หวังสิ่งที่มาตอบแทน ใจจะได้ไม่มีความทุกข์ตามมา
ซึ่งสรุปแล้วว่าบุญกับบาปขึ้นอยู่ที่ใจของเราจริงๆ แต่มีสิ่งที่ต้องมาพิจารณาประกอบคือ การกระทำ สิ่งแวดล้อม คนรอบข้างก็มีผลต่อการทำบุญและบาปของเราด้วยเช่นกัน

ที่มาบทความโดยผีในฝัน

 http://www.chomrom.com/description.aspx?q_sec=95511620