ประวัติความเป็นมา

           ระหว่างปี  พ.ศ. 2420 - 2430 เมื่อประมาณ 120 ปีเศษ ได้ปรากฏหลักฐานว่าสองฝั่งของลำคลองสวนหมาก  ซึ่งไหลผ่านหมู่บ้านโป่งน้ำร้อนในปัจจุบัน  ตั้งแต่เหนือหมู่บ้านโป่งน้ำร้อนขึ้นไปจนสุดเขตของป่าไม้สัก  ได้มีการทำไม้สักออกไปก่อนหน้านี้แล้ว  โดยมีหลักฐานตอไม้สักที่ถูกโค่นลง  เหลือปรากฏให้เห็นการทำไม้สักในบริเวณนี้ นอกจาก  “พะโป้”  แล้วไม่ปรากฏว่าใครเข้ามาทำไม้เลย  ซึ่ง “พะโป้”  เป็นคนเชื้อชาติกระเหรี่ยง  แต่มาได้ภรรยาเป็นคนไทย  มีบุตรธิดา  ซึ่งล่วงลับไปแล้วล้วนมีอายุเกิน 100 ปี ทั้งสิ้น

          ขณะที่กล่าวถึงนี้โป่งน้ำร้อน  ยังไม่มีผู้คนมาตั้งรกรากอยู่เลย คนรุ่นแรกเป็นคนงานตัดไม้สักให้    “พะโป้” เมื่อหมดการทำไม้แล้วเห็นเป็นพื้นที่พอจะมาตั้งครอบครัวทำมาหากินได้  ก็ทยอยกันมาจับจองทำไร่  หาของป่าออกไปจำหน่ายยังตำบลคลองสวนหมาก  (คือนครชุมในปัจจุบัน)

           ที่มาของชื่อบ้านโป่งน้ำร้อน เกิดจากธรรมชาติ  คือเหนือหมู่บ้านขึ้นไปประมาณ 1,200 ม. มีโป่งขนาดใหญ่  (โป่ง คือ ดินเค็มที่มีสัตว์นานาชนิดลงมากินดินโป่ง)  ซึ่งบริเวณนี้เป็นที่ล่าสัตว์ป่าของพรานสมัยก่อน  มีน้ำไหลซึมออกมานน้ำที่ไหลออกมาแรกๆ  ก็ร้อนจัดสามารถต้มไข่สุกได้  ต่อมาก็ค่อย ๆ  เย็นลง  แต่น้ำยังอุ่นอยู่  ขณะเดินผ่าน  ปัจจุบันยังได้กลิ่นกำมะถัน (สุพรรณถัน)  ในฤดูหนาวจะมีหมอกควันลอยขึ้นให้เห็น  ชาวชุมชนที่มาตั้งบ้านเรือนจึงเรียกว่า  “บ้านโป่งน้ำร้อน” 

          ช่วงระยะเวลาที่กล่าวมานี้   โป่งน้ำร้อนยังไม่มีผู้คนมาตั้งรกรากทำมาหากินด้วยเหตุผล   2  ประการ คือ

1.  จำนวนพลเมืองยังมีน้อย  ที่ทำมาหากินบริเวณใกล้เคียงยังมีมากไม่ถึงกับแย่งกัน

ครอบครอง

2. สองฝั่งลำครองสวนหมากลึกเข้ามาทางต้นคลอง  เป็นที่เล่าลือกันว่า  เป็นดงไข้มาเลเรียใครผ่านไปมา  ถ้าเจ็บป่วยมักจะไม่รอด  ผู้คนจึงกลัวกันมากไม่กล้าผ่าน  (เป็นเหตุสำคัญที่สุด)

          ผู้คนกลุ่มแรกที่เข้ามา  สันนิษฐานว่าเป็นคนงานลูกจ้างตัดฟันไม้ของพะโป้ซึ่งจะมีกระเหรี่ยงติดตามมากับพะโป้แล้วยังมีคนงานมาจากเวียงจันทร์  ล้านช้าง  และชาวอีสาน  เมื่อหมดระยะเวลาทำไม้หรือไม่ได้เป็นคนงานแล้ว  ก็คิดจับจองที่ทำกินซึ่งอุดมสมบูรณ์กว่าทางภาคอีสานของไทยมาก

          บ้านโป่งน้ำร้อนอยู่ในเขตการปกครองของตำบลนาบ่อคำ  อำเภอเมือง  จังหวัดกำแพงเพชร  ระยะแรกมีคนมาอยู่ไม่มากนัก  เมื่อหมดสัมปทานทำไม้ของพะโป้ในราว  พ.ศ.2470    บริษัทป่าไม้ล่ำซำ   ซึ่งเป็นของคนเชื้อชาติจีน  ได้สัมปทานมาทำไม้สัก  ได้มาตั้งที่พักคนงานและพักเสบียงอาหาร  ซึ่งเป็นที่ตั้งวัดโป่งน้ำร้อนใต้ในปัจจุบันนี้  ขณะนั้นมีคนมาตั้งบ้านเรือนอยู่ไม่เกิน   10  หลังคาเรือน  บริเวณที่ตั้งพักคนงาน  ยังเป็นที่ปล่อยให้ช้างหากินตามธรรมชาติ

          ผู้ที่มาตั้งฐานชุดแรก  สันนิษฐานว่าจะเป็นคนงานภาคอีสานและลาวเวียงจันทร์  ซึ่งเป็นคนงานของพะโป้  เมื่อหมดงานหรือหมดสัญญา  เห็นว่าบริเวณนี้พอที่จะทำไร่ทำนาได้และเห็นว่าทั้งสองฝั่งของคลองสวนหมากเป็นป่าสมบูรณ์  พอจะล่าสัตว์และหาของป่าขายได้  จึงพากันมาตั้งหลักฐาน  พอดีมีบริษัทล่ำซำมาบุกเบิกทำป่าไม้สักขึ้นอีก   จึงพากันมาเป็นลูกจ้างคนงานของบริษัท  ผู้คนก็มากขึ้น  ชาวบ้านทางนครชุมก็มาทำการค้าขาย   ตั้งบ้านเรือนจนเป็นชุมชนใหญ่พอสมควร       การปกครองจึงตั้งเป็นหมู่ที่  5  ของตำบลนาบ่อคำ  อำเภอเมือง  จังหวัดกำแพงเพชร  ผู้ใหญ่คนแรกชื่อ  นายสา  เพ็งศรี  เป็นชาวเวียงจันทร์

          เมื่อชุมชนแห่งนี้มีผู้คนมากขึ้น  ที่ทิ้งไม่ได้คือ  ศาสนกิจ  ชาวบ้านจึงช่วยกันจัดหาสถานที่ทำเป็นที่พักสงฆ์  เพื่อบำเพ็ญกุศลกันเป็นครั้งคราว  เช่นวันสงกรานต์  และนิมนต์พระมาเทศน์เรื่อง  พระเวสสันดรชาดก  ในวันเพ็ญเดือน  12  ชาวบ้านจึงช่วยกันสร้างที่พัก  มีกุฏิสงฆ์  1  หลัง  2  ห้อง และมีศาลาตองตึง  (ตองพวง)  1  หลัง  บนที่ดินของนายอู๊ด  นางตุ๊  บุจันทร์  ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ที่ตั้งประปา  หมู่ที่  1  ปัจจุบัน

          เมื่อมีความเจริญมากขึ้น  ทางราชการได้ยกฐานะ  หมู่บ้านโป่งน้ำร้อนขึ้นเป็นตำบลโป่งน้ำร้อน  ขึ้นกับอำเภอเมือง  ต่อมาในปี  2521  ตำบลโป่งน้ำร้อนได้มาขึ้นกับเขตการปกครองของ  กิ่งอำเภอคลองลาน  ในปี   2522   กิ่งอำเภอคลองลานจึงได้ยกฐานะเป็นอำเภอคลองลาน  ตำบลโป่งน้ำร้อน  มีกำนันตำบลคนแรกคือ  นายคง  เพ็งศรี

          ด้านการศึกษา  เมื่อมีผู้คนมาอยู่มากขึ้น  มีชาวนครชุมไปมาค้าขายและมาตั้งบ้านเรือน  ต่อมามีชาวนครชุมคนหนึ่ง  ชื่อนายทำ   อุทาหรณ์   ได้พาครอบครัวมาอยู่และใช้บ้านเปิดเป็นที่สอนเด็กโดยรับจ้างสอนคนละ 1 สลึงต่อเดือน  อยู่ได้ระยะหนึ่งก็อพยพกลับนครชุม  การรับจ้างสอนเด็กก็เป็นอันยุติลง  ต่อมาได้มี  นายตื้อ  ใจดี  ชาวอุ้มผาง  มาอยู่โป่งน้ำร้อน  ทำการรับจ้างสอนอีก   ประมาณปี  พ.ศ.  2476   นายชง   มิสิกะพงษ์  ศึกษาธิการอำเภอเมืองกำแพงเพชร  ได้มาตรวจ

          สภาพประชากรที่โป่งน้ำร้อน  ได้พบเห็นนายตื้อ   ใจดี  รับจ้างสอนเด็กจึงทาบทามให้เป็นครู  เมื่อสำรวจจำนวนเด็กได้พอสมควรแล้ว  จึงมอบหมายให้  นายตื้อ  ใจดี  เป็นครูคนแรก  โดยใช้ศาลากลางบ้านเป็นสถานที่ศึกษา  (ศาลากลางบ้านปัจจุบันอยู่บริเวณใกล้ ๆ ที่ตั้งประปาหมู่ที่  1  ซึ่งเป็นที่ของนายอู๊ด  กับนางตุ๊  และได้ยกให้วัด)

          เมื่อบริษัทล่ำซำมาทำไม้สัก  ได้มีเอกชนเข้าไปทำไม้กระยาเลย  เช่น ไม้ตะแบก  กะพง กระท้อน  ทางฝั่งขวาของคลองสวนหมาก  (ปัจจุบันคือบ้านเพชรนิยม – บ้านสุขสำราญ)  ก็ไปรับจ้างชาวบ้านตากนำเกวียนมาชักลากไม้  พวกนี้ก็พาครอบครัวมาจับจองที่ทำกิน  (กลุ่มผู้ใหญ่ตัน  ม่านมูล  จากบ้านฉลอมท้องฟ้า  จังหวัดตาก)  พร้อมกับกลุ่มพ่อหนานเทพ  มูลทรัพย์  ได้พาครอบครัวมาจากจังหวัดลำปาง  มาฝึกสอนลูกช้างให้บริษัทล่ำซำ  คนจากจังหวัดตาก  แพร่  ลำปาง  ลำพูน  ก็อพยพลงมาอยู่หลายครอบครัว  ชาวนครชุมเคยมีอาชีพตักน้ำมันยาง  ทำไต้  หาหวายโป่ง  ก็พาญาติพี่น้อง  เพื่อนฝูงมาทำอาชีพที่ถนัด  ตั้งแต่บ้านหนองปิ้งไก่  ท่าเสากระโดง  ท่ากะบาก  จนถึงบ้านโป่งน้ำร้อน

          การศึกษาเริ่มตั้งแต่  นายตื้อ  ใจดี  ได้รับการแต่งตั้งเป็นครูใหญ่  ใช้ศาลากลางบ้านเป็นโรงเรียน  มีครูใหญ่หมุนเวียนมาหลายคน  จนศาลาที่ใช้ทำการสอนเริ่มผุพัง  ชำรุดทรุดโทรม  ประมาณ  ปี  พ.ศ.  2492  นายแก้ว  มูลทรัพย์  กำนันตำบลโป่งน้ำร้อน  เห็นว่าที่ของบริษัทล่ำซำว่างเปล่า  จึงได้ไปขอใช้สถานที่  เมื่อได้รับอนุญาตแล้วก็ปรึกษาชาวบ้าน  ช่วยกันย้ายโรงเรียนไปอยู่ที่บริเวณวัดโป่งน้ำร้อนใต้

          ต่อมานายจำนง   เทพหัสดิน  เป็นนายอำเภอเมือง  มาตรวจราชการที่โรงเรียนซึ่งย้าย  มาอยู่อาคารชั่วคราวได้  2 – 3  ปี  จึงแนะนำให้นายละมูล  ญาติกา  ซึ่งเป็นครูใหญ่  ของบประมาณมาก่อสร้างอาคารถาวรในวัดเป็นครั้งแรก  อาคารยังไม่ทันแล้วเสร็จ  นายละมูล  ญาติกา  ก็ได้เสียชีวิตลงในปี  พ.ศ.  2503  ต่อมานายหยู  ย่อมไธสงค์  เป็นครูใหญ่เห็นว่าสถานที่คับแคบ  ได้ปรึกษากับนายหน่อแก้ว  แม่นยำ  กำนันตำบลโป่งน้ำร้อน  จึงได้หาสถานที่แห่งใหม่  ซึ่งตั้งอยู่กึ่งกลางระหว่างหมู่ที่  1  และหมู่ที่  2  เพื่อความสะดวกในการเดินทางมาโรงเรียนของนักเรียนทั้ง  2  หมู่บ้าน     และได้เปิดทำการสอนในปี  พ.ศ.  2510  เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน 

 ทำเนียบรายนามผู้ดำรงตำแหน่งกำนันตำบลโป่งน้ำร้อน

1.   นายคง  เพ็งศรี

2.   นายสุข   กัณฑะ

3.   นายแก้ว   มูลทรัพย์

4.   นายหน่อแก้ว    แม่นยำ

5.   นายเพิ่ม   พนมวาสน์

6.   นายเสรี    มูลทรัพย์

7.   นายจิตร   บำรุงผล

8.   นายอินทร์    อุ่นทา

9.   นายสุพล     มาดหมาย

10.  นายถนอม     อินไผ่

11.  นายบุญมา   อินต๊ะ       กำนันคนปัจจุบัน