การสัมมนาในครั้งนี้ เป็นการนำเสนอรายงานวิจัยของเครือข่ายวิจัย5พื้นที่ในชุดโครงการวิจัย"การจัดการความรู้เพื่อพัฒนาองค์กรการเงินชุมชน"  ซึ่งใช้เวลาดำเนินการประมาณ 1 ปี       โดยการประสานจัดการของ หน่วยจัดการความรู้องค์กรการเงินชุมชน มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์    สนับสนุนโดย สกว.และศตจ.

 

ความเป็นมาของโครงการและกรอบในการศึกษาวิจัย
หน่วยจัดการความรู้องค์กรการเงินชุมชน ม.วลัยลักษณ์ได้จับงานวิชาการด้านการพัฒนา

ชุมชนโดยใช้องค์กรการเงินชุมชนเป็นองค์กรเพื่อการเปลี่ยนแปลงในการพัฒนาชุมชนทั้งระบบ เนื่องจากวิเคราะห์ว่าองค์กรการเงินชุมชนเป็นกลุ่มที่มีการทำกิจกรรมที่สมาชิกเข้ามามีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่องมากที่สุด โดยเริ่มงานนี้ตั้งแต่ปี2541โดยการประสานของสถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา(สทพ.)ซึ่งจับงานเรื่องนี้ในระดับประเทศ  สทพ.ได้เปิดพื้นที่นำร่อง 4 จังหวัดในแต่ละภาค โดยภาคใต้ได้เลือกจังหวัดนครศรีธรรมราชเพื่อเชื่อมโยงองค์กรการเงินชุมชนที่มีอยู่อย่างหลากหลายให้มีการประสานพูดคุยกันเป็นเครือข่ายเรียนรู้ เพื่อพัฒนาไปเป็นเครือข่ายจัดการในเรื่องการเงินร่วมกัน นั่นเป็นจุดก่อเกิด "องค์กรเครือข่ายการเงินชาวบ้านเมืองนคร" ซึ่งเป็นการรวมตัวของกลุ่มการเงินรูปแบบต่างๆในจังหวัดนครศรีธรรมราช คือ กลุ่มเครดิตยูเนี่ยน ธนาคารหมู่บ้าน กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต และกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์

การจัดตั้งองค์กรเครือข่ายการเงินชุมชนระดับจังหวัดได้รับการเสริมหนุนจากกองทุนเพื่อสังคม(SIF)ในการพัฒนาสมาชิกเครือข่าย และการขยายสมาชิกโดยการของบสนับสนุนจากSIF โดยตรงทั้งงบเรียนรู้และงบกิจกรรมโดยเฉพาะกิจกรรมการจัดสวัสดิการให้กับสมาชิกในชุมชน  ซึ่งได้งบมาจำนวน33ล้านบาท โดยSIFได้มอบหมายให้หน่วยจัดการความรู้ฯเป็นหน่วยติดตามสนับสนุน ซึ่งองค์กรเครือข่ายการเงินชาวบ้านเมืองนครและหน่วยจัดการความรู้ฯได้ร่วมกันดำเนินการจนประสบผลเป็นที่น่าพอใจของSIFและชุมชน(โดยเปรียบเทียบกับเครือข่ายอื่นๆทั่วประเทศ)

ต่อมาหน่วยฯได้สานต่องานนี้โดยขอการสนับสนุนจากสกว.ท้องถิ่น ทำการศึกษากองทุน

ต่างๆในจังหวัดนครศรีธรรมราช และบทเรียนของกลุ่มการเงินที่เข้มแข็งในภาคใต้ 20 กรณีเพื่อ  วางแผน ตั้งรับนโยบายกองทุนหมู่บ้านของรัฐบาลซึ่งก่อรูปขึ้นทั้งแนวคิดและกลไกการจัดการ   จากการศึกษาและบทเรียนการติดตามสนับสนุนองค์กรเครือข่ายการเงินชุมชนจังหวัดทำให้หน่วยฯประเมินทิศทางได้ว่าภาคการเมืองจะต่อท่อเชื่อมตรงกับชุมชนระดับหมู่บ้าน ดังนั้นจึงได้เสนอให้แกนนำเครือข่ายระดับจังหวัดกลับไปยึดฐานที่มั่นในหมู่บ้าน ตำบลเพื่อสร้างสรรค์ชุมชนของตน ไม่ควรมาเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายจัดการระดับจังหวัด (ประสบการณ์ส่วนนี้พบว่า การรวมตัวเป็นเครือข่ายจังหวัดก็เพื่อต่อท่อเชื่อมเงินงบประมาณจากรัฐแทนเงินที่ผ่านส่วนราชการภูมิภาค เช่นSIF แต่มีปัญหาเรื่องการบริหารจัดการในระดับจังหวัดเป็นอย่างมาก ด้วยเหตุที่รัฐบาลมีแผนเชื่อมตรงกับหมู่บ้าน จึงควรถอยไปจัดการเข้มข้นที่หมู่บ้านและหากจะเชื่อมเป็นเครือข่ายจัดการก็ควรทำในขอบเขตตำบล สำหรับขอบเขตจังหวัดควรเป็นเครือข่ายเรียนรู้เท่านั้น รายงานละเอียดส่วนนี้มีอยู่ในเอกสารสรุปและข้อเสนอแนะจากการติดตามสนับสนุนองค์กรเครือข่ายการเงินชาวบ้านเมืองนครเสนอSIFและการศึกษากองทุนการเงินจังหวัดนครศรีธรรมราชเสนอสกว.ท้องถิ่นในปี2544-2545)

หน่วยจัดการความรู้ฯได้ถอยมาทำงานเชิงลึกในระดับหมู่บ้านตามข้อค้นพบในฐานะหน่วยประสาน(พี่เลี้ยง)เพื่อสนับสนุนให้กลุ่มการเงินระดับหมู่บ้านทำวิจัยเพื่อพัฒนากลุ่ม/ชุมชนตนเองในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งได้ดำเนินการติดตามสนับสนุนไปทั้งสิ้น 7 ชุมชนซึ่งประสบการณ์จากงานนี้และที่สั่งสมมาก่อนหน้านำมาสู่ข้อสรุปและข้อเสนอเพื่อการพัฒนาขบวนองค์กรการเงินชุมชนอย่างเป็นระบบ

ข้อสรุปที่ได้คือ วิถีและพลัง(เวคเตอร์)ขององค์กรการเงินชุมชนคือการเป็นสถาบัน

การเงินเพื่อสวัสดิการชุมชนและเป็นหน่วยจัดการการเรียนรู้ตามอัธยาศัย โดยได้จัดขบวนองค์กรการเงินชุมชนเป็น2ฐานคิดคือ

1)ฐานคิดทางศาสนาเพื่อพัฒนาคนจากด้านใน
2)ฐานคิดทางการเมืองเพื่อการมีส่วนร่วมและการกระจายอำนาจ

สำหรับแนวทางในการพัฒนาขบวนองค์กรการเงินชุมชนทั้ง2ฐานคิดซึ่งมีอยู่นับแสนกลุ่ม            ทั่วประเทศคือ การเข้าไปเรียนรู้เพื่อเสริมการบริหารจัดการให้กับขบวนผ่านทางกลุ่มตัวอย่างที่ได้ประเมินจากจำนวนและแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงที่เป็นอยู่จริง ซึ่งต้องเกี่ยวข้องกับระบบแวดล้อมบรรดามีที่ส่งผลกระทบกับขบวนองค์กรการเงินชุมชนในทุกๆด้านซึ่งเป็นพลวัต(ไม่นิ่ง)             โดยหน่วยฯได้ข้อสรุปที่ยืนยันการค้นพบเดิมว่า ขอบเขตระดับตำบลและจังหวัด เป็นขอบเขตที่ควรให้น้ำหนักในการศึกษามากที่สุด ซึ่งถือเป็นกรอบในการศึกษาวิจัยของชุดโครงการนี้ โดยใช้ชื่อโครงการวิจัยว่า "การจัดการความรู้เพื่อพัฒนาองค์กรการเงินชุมชน" ซึ่งสกว.โดยฝ่ายชุมชนและศตจ.ได้ตระหนักถึงความสำคัญของเรื่องนี้ จึงให้การสนับสนุนงบวิจัยในระยะเวลา 2 ปี ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2547 - กันยายน 2549

  กระบวนการวิจัย

ในช่วงนั้น มีแนวคิดการจัดการความรู้โดยการดำเนินงานของสถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม(สคส.)และงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นซึ่งมีมาก่อน จึงเป็นต้นทุนและแหล่งเรียนรู้ใหม่ของหน่วยจัดการความรู้ฯซึ่งมีประสบการณ์ในงานพัฒนา (ติดตามสนับสนุนองค์กรเครือข่ายการเงินชาวบ้านเมืองนคร) และได้เห็นประโยชน์และข้ออ่อนของงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น จึงได้ประยุกต์ ทั้ง 3 บทเรียนมาใช้ในการบริหารจัดการชุดโครงการนี้ทั้งวิธีการทำงานและเนื้อหาโครงโดยกำหนดกรอบแนวคิดโครงการวิจัยด้วยแบบจำลองปลาทูว่ายน้ำ โดยที่ปลาทูหมายถึงขบวนองค์กรการเงินชุมชน กระแสน้ำคือระบบแวดล้อม ซึ่งปลาทูจะว่ายไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้

งานวิจัยนี้ได้เลือกตัวอย่างศึกษาเพื่อให้ครอบคลุมขบวนองค์กรการเงินชุมชนทั้งหมดซึ่งมีเป็นจำนวนมากนับได้ 7รูปแบบหลักจำนวนกว่าแสนกลุ่ม โดยเลือกตัวอย่างที่เป็นประภาคารชี้ทาง คือองค์กรการเงินชุมชนที่มีฐานคิดทางศาสนาที่ต้องการพัฒนาคนจากด้านใน คือ การทำบุญ      ช่วยเหลือเกื้อกูลกันในเรื่องสวัสดิการประกอบด้วย 1)เครือข่ายสัจจะสะสมทรัพย์พัฒนาคุณธรรมครบวงจรชีวิตจังหวัดตราด 2)เครือข่ายสัจจะลดรายจ่ายวันละ 1 บาททำสวัสดิการภาคประชาชนจังหวัดสงขลา และ3)เครือข่ายองค์กรออมทรัพย์ชุมชนจังหวัดลำปาง(สวัสดิการวันละ1บาท)

สำหรับขบวนซึ่งเป็นฐานคิดทางการเมืองและงานพัฒนาทั้งการมีส่วนร่วม การกระจายอำนาจ การพัฒนาทางเศรษฐกิจ สังคม ประกอบด้วย 1) เครือข่ายกองทุนหมู่บ้านตำบลกะหรอ จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นตัวอย่างภาคชนบท และ2) เครือข่ายกองทุนหมู่บ้านตำบลในคลองบางปลากด จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งเป็นตัวอย่างในภาคเมือง

ซึ่งค่อนข้างมั่นใจว่า องค์กรการเงินชุมชนกว่าแสนกลุ่มจะอยู่ภายใต้กลุ่มตัวอย่าง 5 กลุ่มนี้ทั้งทิศทาง/เป้าหมาย และสถานะภาพในการพัฒนา คือ มีทั้งที่ว่ายน้ำได้ฉิว ว่ายน้ำพอเอาตัวรอดได้และถูกกระแสน้ำพัดพาไปตามยถากรรม โดยที่โครงการนี้ได้ลงไปสร้างกระบวนการเรียนรู้เพื่อให้ฝูงปลาในขอบเขตตำบล/จังหวัดตัวอย่างว่ายน้ำได้เก่งขึ้นตามสภาพแวดล้อมของแต่ละพื้นที่ เพื่อไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้  ในขณะเดียวกันก็ได้สร้างการเรียนรู้เพื่อขยายผลผ่านองค์กรการเงินชุมชนอื่นๆในหลากหลายช่องทาง รวมทั้งได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์บันทึกไว้เป็นคลังความรู้ในการพัฒนาด้วย

กระบวนการวิจัยของชุดโครงการนี้จึงเป็นเสี้ยวหนึ่งของการพัฒนาชุมชนซึ่งจะสิ้นสุดลงในกลางเดือนกรกฎาคม 2549 สำหรับ5พื้นที่ตัวอย่าง โดยที่งานมหกรรมจัดการความรู้ที่สงขลาในวันที่30มิ..-2..2549จะเป็นการนำเสนอผลการวิจัยที่ครอบคลุมทั้งเนื้อหาและกระบวนการ     ด้วยงานมหกรรมที่ออกแบบไว้ดังนี้

1)      การจัดนิทรรศการ โดยใช้แบบจำลองปลาทูว่ายน้ำเป็นกรอบในการอธิบายแนวคิดการจัดการความรู้และผลที่ได้ซึ่งครอบคลุมองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องทั้งหมดโดยแยกย่อยออกไปเป็นคลังความรู้ของแต่ละพื้นที่ทั้ง 5 พื้นที่ด้วยเอกสารที่เกี่ยวข้อง รายงานสรุป ชุดความรู้เด่นของแต่ละพื้นที่ รวมทั้งแบบบันทึก และเครื่องมือเรียนรู้อื่นๆ

2)      เสนอรายงานผลการดำเนินงานของแต่ละพื้นที่ และแนะนำตัวทีมจัดการความรู้ในเวทีรวม

3)      จำลองการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่ไม่ใช่การทดลอง เพื่อให้ผู้เข้าร่วมได้เห็นกระบวนการวิจัยและมีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์งานวิจัยชุดนี้จากประสบการณ์ที่ซึมซับอยู่ในตัวทั้งการเรียนรู้ในเวทีกึ่งทางการ ไม่เป็นทางการ และลงพื้นที่เรียนรู้กับชุมชน

4)      การสรุปภาพรวมของงานวิจัยจากตัวแทนพื้นที่และการอภิปรายเพื่อผุดบังเกิดความรู้ในการขับเคลื่อนขบวนองค์กรการเงินชุมชนไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้ของผู้เข้าร่วมสัมมนา

โดยมีรายละเอียดตามกำหนดการดังนี้

วันที่ 30 มิ..เวลา13.00-13.30      ลงทะเบียนเข้าร่วมงานมหกรรมจัดการความรู้

เวลา13.30. เป็นการเปิดและปาฐกถานำโดยท่านผู้ว่าราชการจังหวัดซึ่งเป็นประธานคณะกรรมการการอำนวยการโครงการเผยแพร่และขยายผลการจัดตั้งกลุ่มสัจจะลดรายจ่ายวันละ1บาทจังหวัดสงขลา จากนั้น เป็นการนำเสนอของนายอำเภอหนุ่มไฟแรงจากอำเภอกระแสสินธ์ในการสนับสนุนการดำเนินงานกลุ่มสัจจะลดราย่จายวันละ1บาทเพื่อเป็นเครื่องมือพัฒนาความเข้มแข็ง  ของชุมชนในการแก้ปัญหาความยากจนอย่างบูรณาการ โดยมีเป้าหมายให้ครอบคลุมพื้นที่ทุก    ครัวเรือนในอำเภอ

หลังจากซักถามอภิปรายกันแล้ว จะเป็นการแนะนำตัวผู้เข้าร่วมสัมมนา โดยจะมีแบบประวัติที่ทีมประสานงานได้จัดรวบรวมในเอกสารประกอบการสัมมนาแล้ว

ถัดจากนั้นเป็นการนำเสนอของทีมวิจัยจาก5พื้นที่ใน4หัวข้อคือ

1)ก่อนเข้าไปดำเนินโครงการวิจัย เครือข่ายองค์กรการเงินชุมชนมีสถานะภาพอย่างไร?

2)โครงการเข้าไปทำอะไร?(ที่เรียกว่าจัดการความรู้)

3) ผลที่เกิดขึ้นเป็นอย่างไร?

4)เครือข่ายมีแนวทางในการดำเนินงานต่อไปอย่างไร?

โดยใช้ICTนำเสนอเพื่อให้ภาพรวมของงานวิจัยพื้นที่

จากนั้นจะเป็นแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันตามอัธยาศัยโดยการชมเกาะยอ สะพานติณสูลานนท์และทานข้าวอย่างเป็นกันเองที่ริมทะเลสาบสงขลาจนถึง 2 ทุ่ม กลับโรงแรมที่พัก (ซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก) เพื่อพักผ่อนหรือคุยกันต่อตามอัธยาศัย

วันที่ 1.. 2549 เริ่มรายการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันตามอัธยาศัยที่ห้องอาหารเช้าในโรงแรม ลงทะเบียนเวลา8.00-8.30.

ตั้งแต่เวลา8.30-12.00.จะเป็นการเรียนรู้กันอย่างเข้มข้นด้วยบรรยากาศสบายๆ โดยจะจัด

เป็นกลุ่มย่อยๆละ8-10คนเท่านั้น เพื่อให้พูดคุยกันอย่างทั่วถึงทุกคน ในบรรยากาศคุยกันในร้านกาแฟอย่างมีประเด็น โดยจัดแบ่งหัวข้อเป็น

1)ตัวปลาคือ บทบาทของคนทำงานในฐานะกรรมการเครือข่าย/กลุ่มในการพัฒนาสมาชิก/ชุมชน 

2)ระบบแวดล้อม แบ่งเป็น

 2.1)บทบาทของอปท.ในการพัฒนาชุมชนโดยใช้องค์กรการเงินชุมชนเป็น   เครื่องมือ

2.2)บทบาทของหน่วยสนับสนุนในพื้นที่(ราชการภูมิภาคและองค์กรเอกชน)     ในการพัฒนาชุมชนตามภารกิจ/นโยบายโดยใช้องค์กรการเงินชุมชนเป็นเครื่องมือ

2.3)บทบาทของหน่วยสนับสนุนจากส่วนกลางหรือด้านนโยบายหรือแหล่งทุนและอื่นๆในการพัฒนาชุมชนโดยใช้องค์กรการเงินชุมชนเป็นเครื่องมือ 

แต่ละคนเล่าประสบการณ์ของงานที่ตนเองรับผิดชอบที่เป็นความตั้งใจ เป็นความสำเร็จ ความภูมิใจให้เพื่อนร่วมกลุ่มฟัง จากนั้นร่วมกันให้คะแนนเรื่องเล่ายอดเยี่ยมในกลุ่มเพื่อนำมาเล่าให้ที่ประชุมใหญ่ฟังกลุ่มละ 1 เรื่อง (ในการเรียนรู้นี้อยากให้นั่งคุยกันตามธรรมชาติ จะแยกนั่งตามหัวข้อที่เราสังกัดหรือสนใจก็ได้ แต่ขอให้กระจายไม่เกิน 10 คน)

 

การเรียนรู้จากประสบการณ์ในเช้านี้จะเชื่อมโยงกับการนำเสนอเมื่อวานที่แต่ละพื้นที่ได้  นำเสนอรายงานสรุปไว้แล้วคือ เป็นการลงรายละเอียดของเรื่องราวที่หลากหลายที่ล้วนน่าประทับใจของคนทำงานถ่ายทอดให้เพื่อนฟัง ดังนั้นวิธีการจะเน้นการฟังเป็นหลัก สำหรับการคิดและการพูดเกือบจะไม่ต้องเตรียมเลย เพราะเมื่อถึงตาเรา ก็เป็นการเล่าจากประสบการณ์หรืออารมณ์ความ   รู้สึกที่เราทำมา ไม่ใช่ความคิดหรือคิดจะทำ บางคนอาจจะปิ้งแวบตอนนั้นก็ได้  ยิ่งใช้ความคิดมากจะทำให้เล่าได้ไม่ดี  ที่ควรเตรียมคือรู้ว่ามีกระบวนการอย่างนี้ รู้ว่าต้องเล่าเรื่องกับเขาด้วย แต่จะเป็นเรื่องอะไร ทำใจว่างๆ ไม่ต้องเตรียมเป็นการดีที่สุด ก็เหมือนกับตอนกินข้าวซึ่งพวกเราแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันอย่างไม่เป็นทางการอยู่แล้ว เพียงแต่ช่วงเวลานี้ทีมงานขอตั้งประเด็นให้คุยกันแบบกึ่งทางการเท่านั้นเอง

ภายบ่ายเราจะลงพื้นที่เรียนรู้จากการเห็นของจริง ทั้งสภาพชุมชนและกิจกรรมการดำเนินงานของกลุ่มสัจจะลดรายจ่ายวันละ1บาทตำบลน้ำขาว และรับฟังประสบการณ์ของคนทำงานและสมาชิกโดยจะเรียนรู้ว่าเป้าหมาย กระบวนการจัดการความรู้และผลที่เกิดขึ้นของกิจกรรมสัจจะ    ลดรายจ่ายวันละ1บาทที่ต้องการสร้างสังคมดี คนมีความสุขนั้นเป็นอย่างไร?

กระบวนการนี้จะจัดกลุ่มเรียนรู้โดยให้คณะทำงานตำบลน้ำขาวเป็นแกนในการถ่ายทอดแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับผู้เข้าร่วม โดยจัดเป็นกลุ่มย่อยกลุ่มละ8-10คน ตามอัธยาศัย

กิจกรรมนี้เป็นการเรียนรู้กระบวนการจัดการความรู้เชิงลึก โดยใช้ตัวอย่างที่ตำบลน้ำขาว ซึ่งจะเป็นข้อมูลให้ผู้เข้าร่วมสัมมนานำไปใช้ในการสรุปผลการเรียนรู้ของแต่ละคนในลำดับต่อไป

ต่อจากนั้นจะรับฟังข้อคิดเห็นของอาจารย์ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม ซึ่งเป็นผู้ใหญ่ที่ติดตาม   ให้การสนับสนุนการดำเนินงานโครงการวิจัยนี้มาตั้งแต่ต้น และเป็นผู้ที่รู้เรื่องขบวนองค์กรการเงินชุมชนดีที่สุดท่านหนึ่งของเมืองไทย

จบรายการเป็นอาหารค่ำและชมการแสดงของตำบลน้ำขาว สังสรรค์พูดคุยกันในวงข้าวตามอัธยาศัย จนถึงเวลา 19.30-20.00. เดินทางกลับโรงแรมที่พัก

 

วันที่ 2 มิ.. 2549

เริ่มรายการเวลา 8.30-10.00. จะนิมนต์พระอาจารย์สุบินปณีโต  เครือข่ายสัจจะสะสมทรัพย์พัฒนาคุณธรรมครบวงจรชีวิต จังหวัดตราด  ครูชบ ยอดแก้ว เครือข่ายสัจจะลดรายจ่ายวันละ 1บาทจังหวัดสงขลา และผู้ใหญ่เทพพิทักษ์ ทนทาน เครือข่ายกองทุนหมู่บ้าน ตำบลในคลองบางปลากด จังหวัดสมุทรปราการ นำเสนอภาพรวมขบวนองค์กรการเงินชุมชน จากประสบการณ์ในพื้นที่  

เวลา 10.00-12.00. จะเชิญผู้ใช้งานและผู้ให้ทุนอภิปรายในหัวข้อ "แนวทางในการ       ขับเคลื่อนขบวนองค์กรการเงินชุมชน" โดย ดร.สีลาภรณ์ บัวสาย จาก สกว. และคุณสันติ อุทัยพันธ์ ผอ.กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ เป็นผู้อภิปรายนำ ร่วมกับผู้ทรงคุณวุฒิท่านอื่นๆที่มาร่วมงาน

ช่วงบ่ายเวลา 13.00-15.00. เป็นการสรุปผลการสัมมนาวันที่ 30 มิ.. - 2.. (AAR)

เป็นการรับฟังความคิดเห็นจากผู้เข้าร่วมงานมหกรรมจัดการความรู้ต่อกระบวนการสัมมนาในครั้งนี้ และสิ่งที่ผู้เข้าร่วมจะนำความรู้ที่ได้กลับไปดำเนินการในกลุ่ม/ชุมชน หน่วยงานของตนต่อไป

 ปิดการสัมมนา เวลา 15.00.