MS-PCARE

MS-PCARE Medical School Palliative Care Network ได้ก่อตั้งรวมตัวกันมาสองสามปีแล้ว แอบๆแฝงในโครงการมหาวิทยาลัยแพทย์สร้างเสริมสุขภาพ (Health Promoting Medical Schools) สนับสนุนโดย สสส. และ กสพท. (กลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย Medical Consortium of Thailand) คือใครจะเรียกอะไรก็ช่างเถิด เราขอไปร่วมด้วยคน ซึ่งก็ไม่ได้ผิดวัตถุประสงค์อะไรของใครแต่อย่างใด เพราะที่สุดแล้ว concept ของ palliative care นั้น จะตรงกับการ empower การสร้างเสริมพลังของคนไข้และครอบครัวชุมชนอย่างมาก บูรณาการได้อย่างไร้ตะเข็บ (seamless integration)

การทำงานกลุ่มนี้ดำเนินมาถึงระยะที่สี่แล้ว (ด้วยความบังเอิญ Phase 4 ฟังดูคล้ายๆระยะสี่ หรือ terminal phase ของมะเร็ง!!) ภายในระยะเวลา 36 เดือน เราคาดหวังหลายอย่างเหมือนกัน (สำหรับกลุ่มที่เน้นความหวัง แต่ไม่ได้เน้นความคาดหวัง!!) ที่เป็นรูปธรรมมากที่สุดก็คือร่างหลักสูตรที่จะบูรณาการการเรียนการสอน palliative care เข้ากับหลักสูตรแม่บท ที่แต่ละสถาบันจะนำไปดัดแปลงเข้ากับของตนเอง และที่น่าตื่นเต้นคือกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้่ประสบการณ์การจัดการเรียนการสอนของแต่ละสถาบัน ที่จะทำเป็น workshop สัญจรไปทุกๆพื้นที่ เพราะเชื่อว่าวิธีการสอนการเรียน และ materials ที่ใช้ก็จะแตกต่่างกันไป เราจะนำมา pool เป็นของส่วนกลางเพื่อที่ทุกคนจากโรงเรียนแพทย์ 18 สถาบันจะได้ลองนำเอาของแต่ละที่ไปใช้ดู

กิจกรรมในโครงการนี้ นอกเหนือจากการเชิญทีมผู้เชียวชาญ palliative care มาจาก Asia-Pacific Hospice and Palliative care Network (APHN) มาช่วยสอนพื้นฐาน เนื้อหา contents ของ palliative care แล้ว เรายังมีกระบวนการวิจัยหาความต้องการของประเทศไทยในด้าน palliative care และสถานการณ์ปัจจุบันของการเรียนการสอน palliative care ทั่วประเทศว่าอยู่ที่ไหนบ้าง แค่ไหนบ้าง ในขณะเดียวกัน ก็มีโครงการเสริมสร้างทักษะ เจตนคติ และความรู้่ด้านการเรียนรู้และพฤติกรรมการเรียนรู้ เรียกว่า "จิตตปัญญาเวชศึกษา" ที่พึ่งจัดไปครั้งแรกปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

จิตตปัญญาเวชศึกษา

เป็น Workshop 3 คืนสามวันครึ่ง เราไปจัดกันที่ Royal Gem's Lodge Golf and Spa Resort พุทธมณฑล ใกล้ๆ ม.มหิดล ศาลายา เราเชิญผู้เข้าร่วมจากทุกๆโรงเรียนแพทย์ในประเทศไทยและทุกๆ รพ.สมทบที่ทำหน้าที่สอน palliative care มาได้เจอะเจอหน้าตากัน ก่อนที่จะร่วมหัวจมท้ายสร้างหลักสูตรที่ไม่เคยมีมาก่อนให้เกิดขึ้นและคงอยู่อย่างถาวรตลอดไปในหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต (พ.บ.) ใช้กระบวนการสุนทรียสนทนาประกอบกับทฤษฎีการเรียนรู้และพฤติกรรมศาสตร์อื่นๆมาประกอบกัน

กระบวนกรหลัก พี่วิธาน ฐานะวุฑฒ์ คุยกับพี่เจ๊ก

กระบวนกรกินกาแฟ หมอวรวุฒิ โฆวัชรกุล ผอ.รพ.สันทราย

 

การประชันความหล่อพี่วิธาน กับ อ.แอ๊ด (พัฒนา แสงเรียง) (ไม่เข้าใครออกใคร หลอกกล้องไม่ได้ครับ)

ผมเสริมทัพการฟัง การสนทนา งานนี้ใช้กระบวนกร 4 คน

มาวันแรกเราก็ทักทาย ปฏิสันถารกัน มีทั้งคนรู้จักเดิม คนที่กำลังรู้จัก คนที่ชะตากรรมส่งมาให้รู้จัก รุ่นพี่รุ่นน้องต่างๆสถาบันกัน มีทั้งหมอและไม่ใช่หมอ อาทิน้องหวานจากจุฬาฯที่เป็นนักสังคมฯ แต่เป็นกำลังสำคัญให้อาจารย์หมอพรเลิศ ทำกิจกรรม palliative care อยู่ที่ รพ.จุฬาฯ

ตอนเช้าเราเริ่ม check-in กัน ถามไถ่ธรรมดาๆใครเป็นใคร มาจากไหน มาทำไม (หรือถูกใคร...ส่งมา) มาแล้วอยากจะได้อะไรกลับไป

ที่ดูเหมือนจะยอดฮิตคืออยากรู้ว่า "จิตตปัญญาเวชศึกษา" มันคืออะไร เลยมาดูซะหน่อย ซึ่งก็บรรลุวัตถุประสงค์ คือหลอกให้มาถึงที่ก่อน เพราะ workshop ที่เราจัดนี้ เราเปลี่ยนชื่อไปมากมายหลายชื่อแล้ว แต่เนื้อหาหลักเหมือนกันหมด แตกต่างสองส่วนหลักคือ เรื่องเล่าที่เอามาประกอบ เป็นไปตามบริบท และ participants หรือผู้เข้าร่่วม ที่จะเป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดเสมอว่า workshop จะออกมายังไง ดี/ไม่ดี ประทับใจหรือแค้นใจ (เราถึงบอกหลายครั้งว่า ผลเป็นยังไงอย่ามาโทษกระบวนกร อิ อิ) เราห้อยเอาไว้ไม่ตอบ สัญญาว่าถ้าวันสุดท้ายยังอยากจะถามเรื่องนี้ต่อ อาจจะพยายามตอบให้

แต่แค่ครึ่งเช้าวันแรก ที่เราคาดหวังเอาแค่ break the ice ทำความคุ้นเคย workshop นี้ก็ทำท่าจะไปได้ดีเกินคาด เมื่อพี่เหมียว จิตแพทย์ (claim ว่าอาวุโสสุดในกลุ่ม... ณ ขณะนั้น) มาถึงก็ประกาศว่า "พี่ขอยืนยันว่าพวกเธอ (กระบวนกร) ไม่เพี้ยนหรอกนะเธอ ที่มาทำเรื่องแบบนี้น่ะ!!" ซึ่งเป็นการให้กำลังใจไม่เพียงแก่กระบวนกรเท่านั้น แต่เป็นน้ำทิพย์ ชโลมใจ ให้แก่น้องๆอีกหลายคนที่ถูกผู้บริหารส่งมา และยังไม่แน่ใจหรือ commit ว่าจะทำเรื่องนี้ยังไง อย่างไร ไปได้แค่ไหน ยังกับรู้ว่าเราอยากจะมีคน confirm เหมือนกันว่าสติสตังเรายัง OK อยู่ (certified ยืนยันโดยจิตแพทย์ซะด้วย แม้จะเป็นจิตแพทย์เด็กก็เหอะ)

และที่สำคัญก็คือ ภายในเช้าวันนั้นเองในช่วงเช็คอิน ก็เกิดปรากฏการณ์ open heart การเปิดใจจากผู้มาเข้าร่วมหลายคน ที่เรียกว่าเปิดใจก็คือ การเล่าเรื่องความเปราะบาง คับข้องใจ ที่ใกล้เคียงกับทั้งความทุกข์และความกลัวของตนเองออกมาให้วงรับทราบ แสดงถึงพื้นที่ปลอดภัยในวง ณ ขณะนั้นได้ก่อขึ้นอย่างรวดเร็วมาก (หรือจะเป็นเพราะตัวอาจารย์แกเอง ทุ่มเทความไว้เนื้อเชื่อใจแก่พวกเราได้รวดเร็วมากก็เป็นได้) มีการพูดถึงความยากลำบากในการเข้าถึงความรู้สึกทุกข์ของคนไข้ ความรู้สึก uneasy หรือลำบากใจที่จะเผชิญเรื่องราวแห่งความทุกข์ ความตาย ชีวิตที่เปราะบาง จนต่้องหาสถานที่หลบภัย สถานที่ที่เป็น sanctuary ในที่ทำงานอยู่ เราเองที่เป็นคนฟังก็ปลื้มใจ และตื้นตันใจกับมิตรภาพที่อาจารย์หลายๆท่านมอบมาให้แก่วงได้แต่เนิ่นๆขนาดนี้ ไม่เคยมีมาก่อนเลยจริงๆครับ ก็เป็นนิมิตหมายอันดีที่เราน่าจะได้อะไรที่ดีงามมากๆออกมาจาก workshop นี้