• ผมได้รับเชิญจากทีมวิทยากร KM (KM Consultant) ที่คุ้นเคยรักใคร่กัน ขอให้ไปบรรยายเรื่อง KM ให้แก่กรมใหญ่กรมหนึ่ง    และได้รับข้อมูลว่าได้ทำอะไรกันไปแล้ว   สภาพปัจจุบันเป็นอย่างไร   ทำให้ผมได้ความรู้มาก    จึงตีความนำมาเล่าต่อ เพื่อประโยชน์ของบ้านเมืองของเรา ที่กำลังพยายามทำให้หน่วยราชการเป็นองค์กรเรียนรู้    แต่ผมไม่รับรองว่าการตีความนี้จะถูกต้อง    เพราะผมอาจมีอคติต่อ KM ในแนว สคส. มากเกินไปก็ได้
• ผมตีความว่าในขณะนี้หน่วยราชการต่างๆ เรียนรู้ KM ผ่านการพยายามทำความเข้าใจเชิงทฤษฎีเป็นหลัก    คล้ายๆ เรียนพุทธศาสนาผ่านปริยัติเป็นหลัก    โดยแนวทางนี้ KM จะเป็นเรื่องยาก และทำให้เสียเวลา เพราะ KM จะกลายเป็นงานเพิ่ม
• ดังนั้นสิ่งที่หน่วยงานภาครัฐควรหันไปเอาใจใส่ คือการฝึกปฏิบัติ เพื่อทำให้ KM กลายเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้งานเป็นเรื่องง่ายขึ้น และกลายเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ความสุขความภาคภูมิใจในการทำงาน  
• การฝึกปฏิบัตินั้นจะว่ายากก็ยาก จะว่าง่ายก็ง่าย คล้ายการปฏิบัติธรรมนั่นแหละครับ   ถ้าเราเข้าจับผ่านวิธีคิดที่ผิด มันก็ยาก   แต่ถ้าวิธีคิดถูกต้อง มันก็ง่าย เพราะเป็นไปตามธรรมชาติ ไม่ฝืนธรรมชาติ
• กระบวนทัศน์ของการบริหารราชการมันฝืนธรรมชาติของความเป็นมนุษย์อยู่    ถ้ายังทำ KM ในกระบวนทัศน์ที่ฝืนธรรมชาติ มันก็ยาก
• ผมมองว่าการทำ KM ในภาครัฐ หรือในองค์กร bureaucracy ทั้งหลายต้องใช้วิธีที่เรียกว่า dual track หรือกระบวนทัศน์คู่   คือใช้กระบวนทัศน์ไม่เป็นทางการควบคู่กับกระบวนทัศน์ที่เป็นทางการ    ใช้แนวกระจายอำนาจ คู่กับแนวควบคุมสั่งการที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน    โดยเอา KM ไปไว้กับแนวกระจายอำนาจ จึงจะทำ KM ได้อย่างเนียนในเนื้องาน    และผู้บริหารก็ต้องเรียนทักษะการบริหารแบบใหม่เพิ่มขึ้นจากทักษะเดิม    กรมที่ผมคิดว่าผู้บริหารมีทักษะนี้ คือกรมส่งเสริมการเกษตร (อาจมีกรมอื่นอีก แต่ผมไม่ทราบ ใครทราบกรุณาแจ้งผม จะเป็นพระคุณ)
• ดังนั้น ต้องฝึกทักษะคนให้ทำ KM ในกระบวนทัศน์กระจายอำนาจหรือไม่เป็นทางการเป็น    ฝึกอย่างไร ให้กลับไปอ่านตอนที่แล้ว

องค์กรภาครัฐ  : 13  

วิจารณ์ พานิช
๑๖ มิย. ๔๙