การฟังอย่างต้งใจโดยไม่คิด

     บันทึกนี้เกี่ยวกับการฟังให้รู้ครับ ได้ไอเดียมาจากนักคิด 2 ท่าน

 

      ท่านแรก จิตแพทย์ชาวญี่ปุ่นเขียนเอาไว้ว่า 

 

      "ลองนึกถึงวันที่เราแต่งตัวเต็มยศ  แม้ภายนอกจะดูดี แต่ตัวเรากลับไม่สบายตัว จะขยับตรงใหนก็ดูติดขัดไปหมด  แต่ทำไมวันที่เราแต่งตัวตามสบาย กลับไม่รู้สึกแบบนั้น"

 

        ท่านสรุปว่า การมุ่งหวังสิ่งที่สมบูรณ์ 100 % เป็นความคิดที่ไม่ยืดหยุ่น  คนฉลาดจะรู้จักออมกำลัง 20% ไว้ เพราะจะได้มีเวลาพิจารณวิเคราะห์ความเป็นไปของสถานการณ์รอบข้าง

 

      ท่านที่สอง นพ.วิธาน ฐานะวุฑฒ์  เขียนไว้ว่า "การแตะเบรกความคิด"  จะทำให้เซลล์สมองมีโอกาสสร้างการเชื่อมโยงชุดใหม่ ที่จะก่อให้เกิด "ชุดข้อมูลใหม่" ที่สร้างสรรค์หรือเป็นการเรียนรู้ใหม่

 

      นพ.วิธานยังกล่าวอีกว่า  เรื่องนี้ ในแง่วิทยาศาสตร์การแพทย์ งานวิจัยเกี่วกับสมอง พบว่า คลื่นสมองที่วิ่งรวดเร็วเกินไปนั้น ทำให้สมองไม่สามารถ "สร้างสรรค์" ชุดเชื่อมต่อของเซลล์สมองชุดใหม่ขึ้นมาได้  พูดง่ายๆคือ "ใช้แต่ข้อมูลเก่าๆซ้ำๆซากๆ"

 

      ครับ ข้อคิดของนักคิดทั้งสองท่านมาเชื่อมโยงต่อเนื่องเป็นเหตุเป็นผลเสริมซึ่งกันและกันในเรื่องของ "การฟังอย่างไม่คิด" ครับ

 

      ฟัง แล้ว  แตะเบรกความคิดเอาไว้ก่อน  หรืออย่างน้อย   ทำความคิดให้ว่างสัก 20 % ให้ยืดหยุ่นคล่องตัวไว้ฟังสิ่งใหม่ๆบ้าง  เพื่อให้ข้อมูลชุดใหม่มาเชื่อมโยงกับข้อมูลชุดเก่าในสมอง

 

      การฟังแบบคิดสวนไปด้วย  หรือ การฟังแบบเตรียมความคิดของตัวเองไว้ 100 %  ไม่เผื่อความคิดไว้ฟังบ้างจึงเป็นการฟังแบบไม่ได้ยินครับ   เป็นการฟังแบบ I in me   ฟังแล้วไม่ทำให้เกิดข้อมูลชุดใหม่ในสมองที่มาเชื่อมโยงกัยข้อมูลชุดเดิม    กี่ครั้งๆ ก็ใช้ข้อมูลเดิมที่ไม่เปลี่ยนแปลง   ประมาณว่าข้อมูลของฉันถูกต้องสมบูรณ์ 100  % 

 

        คนประเภทนี้ จะอึดอัดคับแคบครับ  เป็นประเภทผูกขาดความคิด  เพราะไม่ฟังใคร ในสมองจึงมีอยู่แค่นั้น  เขาจึงไม่รู้อะไรนอกตัวเขา  เพราะเขามัวแต่คิด

 

      ผู้คิดจึงไม่รู้   ถ้าอยากรู้ต้องไม่คิดครับ

 

      แต่ต้องอาศัยความคิด  จึงจะรู้(คิดแบบไม่คิด)

 

       (คำข้างบน  ผมเลียนมาจากธรรมะของพระครับ)

 

     ลองมาฟังกันแบบแตะเบรกความคิดกันดูนะครับ