รักลูก เหมือนแก้วตา ดวงใจ ..รักสามีเหมือนของใช้ที่พิเศษที่สุดเพียงชิ้นเดียว..ซึ่งต้องทำใจไว้เผื่อ ชำรุด..และเสียหาย....พูดจาภาษาธรรม...อายุมาก ความรักก็..มากตาม(ขึ้น)ทุกวัน.รักมากก็ห่วงมาก..ทำไมเป็นเช่นนั้น?.รัก....คนแก่ดีกว่า คนแก่ไม่ตกเป็นทาสของกิเลส เพราะรู้เท่าทันสิ่งทั้งปวงย่อมมีความงาม ความสดใส เบิกบาน เหมือนกับความงามของดอกไม้ที่แย้มบานด้วยปัญญา(พุทธทาส) เนื่องในเดือนแห่งความรัก..เขาว่ามา...เราก็จะว่าตามเขาบ้าง ไม่เห็นแปลกอะไร...คนไม่เคยมีความรัก..และไม่กล้ามีคนรักเสียอีกถ้าพูดหรือเขียนเรื่องของความรักได้ก็น่าจะแปลกกว่า...เรา .อายุมาก...ความรักก็มากตามอายุ.เรื่องจริงทุกอย่างย่อมมีที่มา มีเหตุจึงเป็นผล จึงมีที่มาของคำว่า....รัก....คนแก่ดีกว่า....(ครูคือผู้สร้างชาติ เปลี่ยนใหม่ครูไม่ใช่เรือจ้าง..เพราะเราไม่ได้รับจ้างใคร..แต่เรามีสำนึกในชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์).

..ครู..มาช้าเพราะชราไป.อีก..๑ ปี..ชดเชยให้ผู้มาเยือนในเดือนแห่งความรัก....เกิดมา..แก่...เจ็บ...แล้วตาย...แค่นี้..หรือ..?.(ครูคือผู้สร้างชาติ เปลี่ยนใหม่ครูไม่ใช่เรือจ้าง..เพราะ(ครู)เราไม่ได้รับจ้างใคร..แต่เราทำไปด้วยสำนึกในชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์)

น้อมจิตบูชา วันทาพระคุณครู ไม่อยากให้ใครเปรียบครู..เป็นเช่นเรือจ้าง         ในใจศิษย์ครูคือ...ผู้..สร้าง..ทางสดใส

ครูคือ.............ผู้ให้ความรัก ให้กำลังใจ

มีเมตตา...เอ็นดู....ครูห่วงใย...ห่างไกลครูถามหา..ด้วยอาทรณ์...........ครูนั้น..คือผู้สร้าง... ทั้งผู้ให้ที่ยิ่งใหญ่จะน้อย..ไปกว่า(พ่อ)แม่.....แค่...นิ้ด.......เดียว..

 

          

 

 ระลึกถึง....คุณครู ที่มีแต่ให้....หนู...

คุณครูศรีสวาท  ศรีละคร

ให้หนูยืมกระดาน วิเศษ....ไม่ใช่กระดานชนวน..ที่หนูทำหล่น...แตก..หล่น..แตก ในใจครูคงสงสารหนู แม่ของหนูด้วยที่ต้องเสียเงินซื้อให้บ่อยๆ กระดานของคุณครูทำด้วยแผ่นสังกะสี หรือเปล่านา....มันไม่แตก...ถ้าไม่ได้กระดานของคุณครู  หนูคงไม่จบ ป.๑ แน่ๆ...

คุณครูบุญช่วย  ศูนย์จันทร์

สอนให้เรียนจบชั้น ป.๒ หนูโตแล้วเรียบร้อยขึ้นเยอะ ไม่มีวีรกรรมให้จดจำ

คุณครูยี่สุ่น  แก้วก่า(คุณครูท่านนี้ สวยม้าก มาก...ๆ)

สอนให้หนูจบชั้น ป.๓ จำได้ว่าคุณครูคงเห็นหน้าตาพอดูได้ ตาค้ม คมเมื่อยังเด็ก ครูซ้อมรำ ระบำนกเขา...รำลาวกระทบไม้..จัดเข้ากลุ่มเพื่อนๆ ที่มีพรสวรรค์ ด้านการรำการร้อง

ปัจจุบันท่านก็ยังมีชีวิตอยู่ หนูได้ข่าวท่านบ้างเวลากลับบ้านเกิด ข่าวว่าท่านยังสวยเหมือนตอนสาวๆ ยังไงก็ยังงั้น เป็นคุณนายนายทหารอยู่ลพบุรี

คุณครูมณีจันทร์  พูลเพิ่ม

เป็นครูประจำชั้นอยู่ชั้น ป.๔ ท่านเป็นเหมือนญาติ ของคุณย่า (แม่ของพ่อ) ลูกสาวคุณครูก็เป็นเพื่อนกันทั้งเป็นเหมือนญาติ(คุณทวดของคุณครู(เขาลือกันว่าเป็นเศรษฐีของอำเภอพรรณา ฉันยังเด็กไม่รู้อะไรมาก บ้านของตระกูลนี้หลังใหญ่ๆ อยู่ในบริเวณเดียวกันมีหลายหลังเวลาเราเดินไปโรงเรียนจะผ่านด้านหลังของบ้านนี้ มีเรื่องเล่าแบบน่ากลัวๆด้วยประสาเด็ก ที่จริงแล้วในบริเวณบ้านนี้มีหลังหนึ่งใช้เก็บศพของคุณแม่ของคุณครู ตามธรรมเนียมของคนรวยมากนั่นแหละ ตายไปแล้วก็ยังเก็บศพไว้ในบ้านให้ลูกหลานเคารพสักการ คุณแม่ของคุณครูที่เสียชีวิตท่านนี้มีศักดิ์เป็นน้องของคุณย่า)เป็นญาติกับคุณย่า) ฉันและลูกสาวคุณครูเริ่มเรียนรู้สิ่งที่ชอบ ไม่ชอบ เราไปร้องเพลงด้วยกัน ฟ้อนรำ(ไม่ชอบรำเท่าไหร่ )พอโตแล้วก็แยกกัน ข่าวครั้งสุดท้ายเขาเป็นพยาบาลทหารเรือนะ ติดยศอะไรก็ไม่รู้ได้ ณ ปัจจุบัน

เพื่อนฉันเยอะมากมีแต่ดีๆทั้งนั้น อีกคนชื่อเป้ (สวยจริงๆเพื่อนคนนี้ เป็นลูกสาวคุณครูที่สอนฉันในชั้นประถม ซื่อคุณครูเฉลา แก้วมณีชัย เป้ร้องเพลงไม่เพราะหรอก แต่สวยคุณครูก็ให้เดินสาย ร้องเพลงเราไปด้วยกัน โตขึ้นมาเธอเป็นคุณครูสอนอยู่โรงเรียนมัธยมประจำอำเภอที่พวกเราเคยเรียนมาก่อนนั่นแหละ เพื่อนฉันอีกคนเธอเรียนเก่งมากร้องเพลงเพราะ ฉันชอบฟังเสียงเธอร้องเพลงมาก เธอชื่อนวลหงษ์ พ่ออามาตย์ คนนี้โดขึ้นมาไปเป็นหมอหรือพยาบาลนี่แหละอยู่ทางภาคเหนือ...เจ้า)

       ครูท่านนี้ที่ลืมไม่ได้ เช่นกัน และลืมไม่ได้เด็ดขาดเลย..ทุกวันเวลาพักกลางวัน..ยกเว้นวันเสาร์-อาทิตย์....ฉันต้องไปเตรียมอาหารกลางวันให้ครู..ครูชอบทานก๋วยเตี๋ยวใส่ไข่..ไปซื้อ..แล้วก็เอามาใส่ชามให้ครูส่งถึง..ห้องพักคุณครูใหญ่ทุกวัน....ครูใหญ่ทานเสร็จฉันต้องรอเก็บชามไปล้าง..ไว้ใช้ในวันรุ่งขึ้น...อย่างงี้ทุกวันจนจบ ป.๔...คุณครูใหญ่.....เอ...ไม่น่าลืมชื่อครูใหญ่เลยท่านชื่ออะไรน่า.....อ้อ..นึกออกแล้ว นายแสง  บุศบงค์.....ขอรับรองว่าสิ่งที่บันทึกไว้นี้เป็นจริงทุกประการ...คงด้วยความกตัญญูรู้คุณของหนูนี้กระมัง..ผลการกระทำส่งหนูมาเสียไกล..ไกลจากบ้านที่เคยอยู่.....สำหรับครูท่านนี้หนูไม่แปลกใจหรอกว่าทำไม? ท่านให้หนูตัวน้อยนี้คอยบริการ เพราะหนูเป็นหลานของเจ้าของร้านขายอาหาร ทั้งเบเกอร์รี่...ที่มีชื่อของอำเภอนี้..และหนูเคยเรียนรู้วิธีทำขนมไทย เทศ อาหาร(ไม่ชอบทำ)ที่บ้านป้านี้แหละ.....

ช่วงชั้น ป.๕-๗

จำคุณครูสำรวย  โพธิ์ศรีเป็นคุณครูสอนงานฝีมือ คุณมีแต่ความรักความเมตตา ชมว่าเราเก่งงานฝีมืออย่างงั้นอย่างงี้ ท่านนี้ก็ชอบมาบอกให้ไปร้องเพลงให้ฟังเวลาพักกลางวันเช่นกัน

คุณครูรัชนี บุตรวงศ์ (คุณครูท่านนี้ ก็สวย หุ่นดี้ ดี) จำได้แม่นเหมือนกัน ท่านชอบเดินมาสั่งให้ฉันไปร้องเพลงให้ฟังเวลาพักกลางวัน ไม่ทราบว่าคุณครูติดใจอะไรในตัวฉัน   (หนูสงสัยจังเลยว่าคุณครูชอบอะไรในตัวหนูถึงได้มาตามให้หนูไปร้องเพลงให้ฟังทุกวัน...คุณครูยังมีชีวิตอยู่หรือไม่นะ เสียดายที่..หนู..คง..ไม่กล้า..ไม่ได้ถามครู เมื่อครั้งกระโน้น....) ถึงเวลานี้หนูยังคิดถึงข้อสงสัยนี้อยู่ ขณะที่ตัวหนูเองได้ประกอบอาชีพครูเช่นเดียวกับครู หากหนูจะชอบเด็กสักคนเด็กคนนั้นจะต้องมีลักษณะที่เด่นและแตกต่างจากเด็กคนอื่นๆ ที่ทำให้เราประทับใจได้ หนูขอเดาใจคุณครูว่า ครูคงชอบบุคลิกหน้าตา โดยเฉพาะตาหนูคม ม๊าก ๆ ผู้ใหญ่ชมหนูโดยไม่เกรงใจหนูเลย ๒. น้ำเสียงของหนูขณะพูด/ร้องเพลง (มีหลายคนบอกเช่นนี้)...ฟันธง

 

คุณครูมนตรี  สุวรรณรงค์ เป็นครูสอน-ซ้อมดนตรีให้พวกเราเวลาจะไปแสดงตามที่ต่างๆ 

ชั้น ป.๕ -๗ ชั้นนี้เริ่มรู้เรื่องการเมืองบ้าง รับรู้สิ่งต่างๆรอบตัวได้มากขึ้น เป็นเรื่องของผู้ใหญ่ การเมืองเหมือนจะไม่นิ่ง เริ่มรู้พรรคตรงข้าม ใครได้เปรียบเสียเปรียบอะไรยังไง คงได้ยินผู้ใหญ่พูดคุยหาลือกัน(มี๒พรรคการเมือง ชาติไทย กับประชาธิปัติ)

แต่เรื่องส่วนตัวก็มีมากจริงๆ ในชั้นนี้ กับเพื่อนๆ นักร้องโรงเรียนก็เก่ง นักประดิษฐ์ เย็บปักถักร้อย งานฝีมือ ประเภทเบาสมองและบันเทิง เอาหมด นักกีฬาโรงเรียนก็เอากับเขาด้วย เลข อังกฤษ วิทย์ ไทย ก็รับผิดชอบตัวเองได้เหมือนกันแบบคนมักน้อยเอาแค่ผ่าน ไม่ชอบท่องตำรา  

 

 คุณครู ฉวีวรรณ  ขออภัยจำนามสกุลคุณครูไม่ได้

ท่านไม่ได้เป็นครูประจำชั้นของหนูหรอกคะ แต่หนูจำท่านได้ตลอดจนบทบาทและหน้าที่ของท่าน ท่านเปีนครูสอนภาษาไทย เมื่อหนูอยู่ชั้น ม.ต้น (ม.๑-๓)ที่โรงเรียนพรรณาวุฒาจารย์ คุณครูท่านนี้ตัวท่านเล็กๆ ใบหน้าสวย ผิวขาว

สิ่งที่หนูประทับใจและไม่ลืมท่าน เมื่อครั้ง โรงเรียนคัดเลือกนักเรียนที่มีความสามารถในการอ่านทำนองเสนะ อันที่จริงนอกจากหนูแล้ว หฯยอมรับความสามารถของเพื่อนว่าเขาดี และเด่นกว่าหนูด้วยซำไป ถึงทุกวันนี้หนูยังไม่ลืมเพื่อนแอบชื่นชมเพื่อนคนนี้อยู่เสมอ เขาเป็นนักร้องของโรงเรียนเช่นเดียวกับหนู แต่เขาเรียนเก่งด้วยแถมสวยให้อีกในความรู้สึกของหนู  แต่ทำไม่เมื่อคุณครูฉวีวรรณท่านคัดเลือกเด็กอ่านทำนองเสนะท่านเลือกหนู  คุณครูขาหากย้อนเวลาได้ หนูขอถามคุณครูว่า เพราะเหตุใด  อันที่จริงอาชีสมัครเล่นของพวกเราเมื่อครั้งยังเด็กนอกจากเราเป็นนักร้องโรงเรียน แล้วเราก็เป็นผู้อาสาอ่านทำนองเสนาะประกวดให้โรงเรียนร่วมกันอยู่แล้ว  หนุภูมิใจที่ครูเลือกหนูแต่หนูก็เสียใจที่หนูประเมินแพ้ครู  (เพราะหนูประเมินไว้ในใจว่าเพื่อนหนูได้แน่นอน) คุณนวลหงษ์  พ่ออามาตย์ เพื่อนหนูคนนี้ร้องเพลงเพราะเธอนั่นแหละผู้เฃิญบทเพลงพระราชนิพนธ์ ทุกครั้งที่เราไปแสดงดนตรี ทางโรงเรียนฝึกซ้อมเพลงพรราชนิพนธ์ให้พวกหนุทุกคน แต่คนที่ร้องได้ดีที่สุดก็เพื่อนหนูคนนี้แหละ เธอร้องเพลงลมหนาวเพราะจับใจ เพราะมากๆ ในความรู้สึกของหนู เป็นเหตุแห่งความรักที่หนูมีต่อบทเพลงพระราชนิพนธ์ทุกเพลงในกาลต่อมา (ตรงนี้ก็พูดความจริง เป็นคนเกิดวันเสาร์ปากหวานไม่เคย เว้นเสียแต่จะทานขนมหวานมาแล้วลืมล้างปาก +แปรงฟัน)

สรุปครูคือผู้สร้างความภูมิใจคือผู้ใหตลอดกาล

ยังมีบันทึกต่ออีกนิดนึงสำหรับเรื่องศิษย์และครู เมื่อครั้งเรียนมัธยมปลาย (ม.๔-๕)

หนูโต เป็นวัยรุ่น แต่ไม่วุ่นเรื่องรักเหมือนวัยรุ่นสมัยรี้หรอก ไม่ทราบว่าเป็นเพราะอะไร?

จริงๆแล้วสำหรับหนูคิด ขอคิดหน่อยนึง เมื่อก่อนสมัยที่อยู่ในวัยนี้ ก็มีเหมือนกัน เพื่อนบางคนที่เขามีแฟน  หรือเพื่อนผู้ชาย แต่ก็เป็นแค่เป็นกำลังใจให้กันและกัน มีไว้พูดภาษารักต่างวัย หมายถึง ภาษารักนี้มิได้มีไว้สำหรับสื่อเรื่องเพศ ความรักมีได้ทุกที่ ทุกวัย โดยเฉพาะ ตัวหนู หรือหนูรักพ่อ-แม่ รักสิ่งที่ดีงามจนหมดใจจึงไม่ค่อยวุ่นเรื่องนี้ก็ไม่ณู้นะ

คุณครุที่ยังจำได้(แต่ลืมชื่อ...) ว่าแต่คุณครูจะยังจำหนูได้หรือเปล่า? นะคุณครู

คุณครูสอนวิทยาศาสตร์ทั่วไปเมื่อครั้งหนูเรียนอยู่ ม.ศ.๔ คุณครูเป็นอีกท่านนึงที่มีความเมตตาต่อหนู จนไม่อยากจะคิดว่ามันเป็นอย่างอื่นได้....

กรณีที่ครูผู้ชายมีเมตตาต่อ นักเรียนหญิง.............ถ้าหนูเป็นเด็กชั้นประถมความรู้สึกนึกคิดก็จะแตกต่าง เป็นอีกแบบนึง..

ถ้าเหตุแห่งเมตตานี้มีในชั้น ม.ปลาย......สำหรับหนูก็คิดไม่ออกจริงๆเวลานั้น............จนเพื่อนเขาบอกเราว่า ...อาจารย์จีบแก...

เห็นไหมล่ะ......เป็นคนละเรื่องเลย...เหตุเดียวกันแต่เกิดขึ้นต่างกาลเวลา..   จริงรึ ?...รู้ได้อย่างไร?......คิดอย่างนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่...คิดเหมือนที่ฉันคิดไว้ในใจเลย...แต่ไม่กล้าบอกใคร.......   ฉันก็ได้แต่ยิ้ม....            ยิ้มก็จะเป็นความผิดอีก.....   ยิ้มนี้    บริสุทธิ์เฉกเช่นนฉันยังเด็กแหละ...........(ขอโทษนะคุณครู..หนูไม่ทราบจริงๆ...) เกี่ยวกับยิ้มนี้ ก็เพิ่งทราบตอนอายุมากนี่แหละ.....   มีคนที่ไม่คุ้นเคยกันเลยเขายืนดูเราถ่ายรูป เขาเข้ามาบอกเราว่า...เวลาอาจารย์ยิ้ม อาจารย์..ส้วย..ๆ.(คงสวยมากแหละ  ตัวเองก็อยากรู้เหมือนกันว่ามันสวยขนาดไหน..ในใจนึกอิจฉาคนที่เห็นเรายิ้มนิดๆ แล้วนะนี่..)...(นึกสงสัยมานานเหมือนกันว่าเวลาเราไปเที่ยวสองคนกับสามี กับลูกๆ สามีเป็นคนถ่ายรูป เขาชอบดุเราเวลาเรายิ้ม..เขาจะบอกเราว่าอย่ายิ้มสิ..ฉันก็พาลอารมณ์เสีย...อะไรกันน่า...เรายิ้มมันน่าเกียจ หรืออย่างไร...เพิ่งรู้นะเนี่ย..ว่าสามีหึง...คงไม่อยากให้ใครเห็นความงามของภรรยา...<เติมความ คำรัก ตามทฤษฎีพุทธ "ผู้ผ่านประสบการณ์คือผู้รู้จริง">). บาปอีกแล้ว เรา..

วัยรุ่นสองสมัย ที่แตกต่าง ท่านพุทธทาสกล่าวว่า การศึกษาปัจจุบีนมุ่งเน้นระบบแบบตะวันตก ยึดถือเอาวัตถุเป็นหลัก ละเลยศีลธรรม..คิดและเชื่อ แบบฝรั่ง เห็นคุณค่าแห่งภูมิปัญญาไทยว่าล้าสมัย(ไพโรจน์  อยู่มนเทียร,๒๕๔๘) ท่านปัญญากล่าวอีกเช่นกัน "จิตเป็นเหตุแห่งการกระทำ"  วัยรุ่นสมัยก่อนแม้แต่จะคิดเรายังไม่กล้า หรือที่เรียกว่า "ละอาย"

จากวัยรุ่นสู่รั้วมหาลัย ก็มีแต่ความรักดี รักเรียน รักเพื่อน รักพ่อ-แม่

จากรั้วมหาลัยสู่วัยคนทำงาน ก็รักในหน้าที่การงาน ไม่ได้ทำเพราะถูกใครบังคับ หรือจำเป็นต้องทำ ดำเนินชีวิตอยู่บนพื้นฐานของความพึงพอใจของตน ก็มีความสุขแล้ว

หน้าที่การงานทำให้พบคู่ หรือความรักที่มั่นคง..และคงอยู่ในปัจจุบัน อย่างลงตัว..คิดว่าเป็นเช่นนั้น....มีแต่อายุเท่านั้นที่จะมากขึ้น..สวนทางกับหลายๆสิ่งที่นับวันจะเหลือลดน้อย และเสื่อมลง...ทำให้นึกถึงธรรมะของท่านพุทธ "ทุกอย่างไม่คงทน มีเสื่อม เพราะความไม่เที่ยง มีอยู่สิ่งเดียวที่คงอยู่ และงดงามสดใสอยู่ทุกเมื่อ คือธรรมะ ไม่ว่าจะเกิดขึ้นที่ใด กับใคร แก่ หรือ หนุ่ม ชรา เวลาใดก็ย่อมสดใสงดงามให้ความปิติอื่มเอมอยู่เช่นนั้น ไม่มีเสื่อม....."

เมื่อถึงวัยนี้แล้ว...ยังคิด และแยกแยะไม่ได้ว่าสิ่งใดควรครอบครองเพราะเป็นรักแท้ เป็นรักอมตะ...สิ่งใดเป็นรักลวง..เพราะมีความไม่เที่ยงแล้วละก็..คงหมดโอกาสแล้วละ......

 เนื่องในเดือนแห่งความรัก..เขาว่ามา...เราก็จะว่าตามเขาบ้าง ไม่เห็นแปลกอะไร...คนไม่เคยมีความรัก..และไม่กล้ามีคนรักเสียอีกถ้าพูดหรือเขียนเรื่องของความรักได้ก็น่าจะแปลกกว่า...เรา

 ความรักเมื่อยังเป็นเด็กเล็กๆ พูดไม่ได้บอกรักใครก็ไม่เป็น เราได้แต่กอดรัด ดึง เหนี่ยวรั้ง อะไร ใครก็ได้ที่อยู่ใกล้ตัวเรา บางคนอาจจะไม่ใช่พ่อแม่ผู้ให้กำเนิดเสียด้วยซ้ำ คือความรักของเด็กๆ ความรักคือ สัญชาตญาณ ซึ่งตรงข้ามกับความกลัว

 ท่านพุทธทาสกล่าวนิยามของความรักว่า"คือความชอบมากกว่า" หรือมากกว่าชอบ และก็ชอบ น่าจะประมาณนั้นแหละ เรียกว่า "รัก" ท่านพุทธทาส กล่าวเสริมความว่า"ชอบอะไรก็มักจะดึงสิ่งนั้นเข้าใกล้ตัว หรืออยากจะเข้าใกล้สิ่งนั้น" โดยธรรมชาติของมนุษย์ อย่างงี้ก็ไม่มีซิถ้าเกลียดแล้วอยากเข้าใกล้..... ถ้าเกลียดอะไรแล้วมักจะผลักออก 

ทำให้นึกถึงปัญหาของวัยรุ่นทุกวันนี้..ที่ผิดธรรมชาติไปหมด เป็นเพราะไม่ได้เรียนศีลธรรม หรืออย่างไร ? ปัญหาการทะเลาะวิวาท ตบ ตี แย่งผู้ชาย ถ้าวิเคราะห์ตามนิยามของท่านพุทธทาส ปัญหานี้เกิดจากการไม่รู้ธรรมชาติของตนเอง....เกลียด โกรธ กันแต่กับเดินเข้าหากัน กอด กัน สัมผัสกัน ดีงผม เอามือไปสัมผัส(ตบ)หน้าเขา ทำไมไม่เดินหนี..ให้ห่างๆกัน...เรื่องวิวาทก็ไม่เกิด ไม่มี.....

สรุปว่าเด็กวัยรุ่นสมันนี้ ขาด หรือบกพร่องข้อใด.......ใครจะช่วยแก้..

  • เรื่องนี้ข้อบกพร่องน่าจะมาจากผู้ใหญ่ พ่อ-แม่ ครู-อาจารย์ ตามลำดับ

พ่อแม่ก็บกพร่องที่ปล่อยให้ลูกไปไขว่คว้า หาความรักจากที่อื่น หรือปล่อยให้ลูกไปรักคนอื่นมากกว่าผู้ให้กำเนิด 

อันที่จริงแล้วลูกน่าจะรักพ่อ-แม่มากกว่าใครๆ ถ้าเราเลี้ยงเขาดี และเลี้ยงถุกต้องตามหลักวิชาการของแม่-พ่อ

ทำไมละผู้ได้ชื่อว่าเป็นแม่เป็นพ่อแล้วถึงได้บกพร่อง ต้องโทษสังคมแล้วละ...ทีนี้.....แล้วจะเป็นหน้าที่ของใครมาแก้.......สงสัยต้องเป็นรัฐบาล..ผู้บริหารประเทศแน่แท้

   โทษครู-อาจารย์ไหม? ตรงนี้น่าจะใช้นักจิตวิทยา

ตัวฉันเองก็มีลูก เป็นผู้หญิงทั้งคู่ แต่เขาผ่านพ้นเหตุการณ์นี้ไปได้เพราะเขามีที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ ที่ดีคือ "พ่อแม่" จึงอยากจะกล่าวโทษพ่อแม่เป็นอันดับแรก ฉันเคยอ่านหนังสือของ "ศูนย์ส่งเสริมพัฒนาพลังแผ่นดินเชิงคุณธรรม เรื่อง คู่มือรักพ่อแม่" อ่านดูแล้วปัญหาทั่วไปของวัยรุ่นที่เขารวบรวมมาว่ามากแล้ว ก็เป็นเรื่องซ้ำๆซึ่งก็น่าเชื่อถือได้ว่าเป็นเรื่องจริง โดยเฉพาะเรื่องที่เขาบอกว่าเขาทำให้พ่อแม่เสียใจนี่ มันก็กว้างมาก เสียใจเรื่องอะไร แต่ถ้าเป็นเรื่องผู้ชายหรือความรัก ก็เป็นเหตุหนึ่ง ยังไงเสียเด็กก็ยังเป็นคนที่น่าสงสารอยู่ดี ทำไม? เขาจึงต้องมีปัญหา เรื่องแย่งผุ้ชายเรื่องความรัก ประมาณนี้ เขาเป็นคนไม่น่ารัก หาคนมารักเขายากมาก หรืออย่างไรนะ    

 ใจนึงก็อยากจะกล่าวโทษผู้ชายร้อยละ ๙๙ ละเลือกชอบผู้หญิงสวย เลยทำให้ผู้หญิงไม่สวยมีปัญหาเรื่องความรัก คิดๆ แล้วก็ปัญหาโลกแตก..!

 หยิบหนังสือเล่มหนึ่งมา(ต้นกล้า นัยนา,๒๕๔๘) บันทึกไว้แจกอ่าน ....ในเดือนแห่งความรัก.

  • กลางใจคน ไม่มีเขตต้องห้าม ในความรักไม่มีข้อยกเว้น
  • แค่บอกว่าไม่อาจจะไม่พอ แค่บอกว่าพออาจจะไม่ได้บางครั้งต้องยืนยันความคิดที่ถุกต้อง บางครั้งต้องเหน็จเหนื่อยห้วใจเพื่อจะได้มาซึ่งความถูกต้อง บางครั้งแค่ปฏิเสธที่จะทำความเลวยังไม่พอ ยังต้องยืนยันที่จะทำความดี และสิ่งที่ถุกต้องด้วย
  • เชื่อมั่นในสิ่งมหัศจรรย์มันจะทำให้ชีวิตมีความหวัง
  • บางครั้งเราอาจจะสูญเสียสิ่งที่มีค่า บางครั้งเราอาจจะสูญเสียโอกาส บางครั้งเราอาจจะสูญเสียเพื่อนที่ดีไป และเราอาจจะสูญเสียความรักอันงดงามเพียงเพราะเราไม่เรียนรู้ที่จะมองโลกในแง่ดี
  • อย่ายอมเสียโอกาสคุยกับตัวเอง อย่ายอมเสียโอกาสเป็นกระจกให้กับตัวเอง และอย่ายอมเสียโอกาสรักตัวเอง
  • ความรักเป็นเรื่องง่าย คนต่างหากทำให้มันยาก......เขียนไปเรื่อยๆ เหนื่อยก็พัก

 เกล็ดของความรักจากตำราธรรม....

  •  รัก....คนแก่ดีกว่า คำนี้ได้ยินมานาน ได้อ่านตำราของท่านพุทธทาสจากหนังสือ "ในห้องพระของพ่อ"ผู้บันทึกได้หยิบมา อนุมานตามหลักธรรมของท่านพุทธทาส....แก่ไม่ตกเป็นทาสของกิเลส เพราะรู้เท่าทันสิ่งทั้งปวงย่อมมีความงาม ความสดใส เบิกบาน ดั่งความงามของดอกไม้ที่แย้มบาน...ด้วยปัญญา(พุทธทาส)
  • ความรักคือชอบมากกว่า..รักสิ่งใดก็จะดึงสิ่งนั้นเข้าใกล้ตัว ชังสิ่งใดก็จะผลักออกคือธรรมชาตของมนุษย์
  •  อายุมาก ความรักก็..มากตาม(ขึ้น)ทุกวัน.รักมากก็ห่วงมาก..ทำไมเป็นเช่นนั้น?..

เรื่องนี้มีที่มาจากเรื่องเล่า"ปรัมปรา"(ธรรมะ จากห้องพระของพ่อ) ตรงนี้ผู้บันทึกขอออกนอกเรื่องไปนิดนึง "ผู้บันทึกได้ยินแม่พูดอยู่เสมอ เหมือนแม่น้อยใจพ่อก็ไม่ใช่ เหมือนสงสัยก็ไม่แน่นัก..ว่าทำไม? พ่อจึงไม่ยอมรับราชการ การเมือง ทหาร แม้แต่ครูก็เถอะ..ทั้งๆที่ มีญาติผู้ใหญ่อดีตท่านเป็นรองเจ้ากระทรวงก็หลายกระทรวงเป็นนักการเมืองที่มีชื่อเสียงดีคนหนึ่งของภาคอิสาน ณ ปัจจุบันผู้ใหญ่ในยุคของท่านก็อยู่ในตำแหน่งทางการเมืองอญุ่บ้าง อะไรๆ ต่อมิอะไรบ้าง..แม่บอกว่า..เดี๋ยวก็มี คนของท่านถือหนังสือ มาหาพ่อ ให้ไปเป็น โน่นบ้าง นี่บ้าง พ่อไม่รับสักอย่าง..ปฏิเสธหมด..เมื่อพ่อ และน้องๆยังหนุ่มเข้าไปเรียนหนังสือในจังหวัดก็ไปพักอยู่กับท่าน(ท่านเป็นนายกเทศมนตรีจังหวัดสกลนครเมื่อครั้งกระโน้น)...ท่านเป็นผู้ใหญ่ที่ใจดีแต่ดุ..เป็นกันเอง..แต่ลูกหลานจะเกรงมาก (ผู้ใหญ่เล่าให้ฟัง) ย่าบอกว่า ถ้าเห็นนั่งอยู่หน้าบ้าน ต้องเข้าประตูหลังบ้าน เห็นอยู่หลังบ้านต้องเลื่ยงมาเข้าประตูหน้าบ้าน ยังไงยังงั้น"....หลังจากพ่อเสีย ผู้บันทึกคิดว่า ตัวเองได้พบคำตอบแล้วว่าทำไม๊..ทำไม..พ่อถึงปฏิเสธ...(ถ้าจะถามเมื่อพ่อยังมีชีวิตอยู่ คิดว่าลูกที่ดีคงไม่ทำเช่นนั้นเดี๋ยวพ่อจะน้อยใจ ว่าไม่ดีใจไม่ภูมิใจหรือ? ที่เป็นลูกของพ่อ ที่ไม่มีตำแหน่งรัฐมนตรี อธิบดี ปลัดกระทรวง นายทหารใหญ่โต ประมาณนั้น.....   )

.......จะเล่าแล้ว...ว่าทำไม..คนแก่ถึงต้องรัก ต้องหวง ต้องห่วงมาก....นิทานปรัมปรา นี้เล่ามาตั้งแต่..พระเป็นเจ้าสร้างโลก..สรางมนุษย์ขึ้นมา..สงสัยจะเกิดขึ้นพร้อมกันกับเมล็ดข้าวในยุคแรกๆที่ต้องใช้มีดพร้า ผ่า ให้มันเล้กลงก่อนค่อยนำมาหุงต้มกระมัง..

พระเป็นเจ้า สร้างคนมาครั้งแรก เพื่อต้องการให้มนุษย์มาช่วยให้เกิดสมดุลย์ทางธรรมชาติ ให้เกิดมาบริโภคความสุขบนโลกล้วนๆ ไม่ต่างจากสร้างนางฟ้าเทวดาบนสรวงสวรรค์เท่าใดนักหรอก...พระเป็นเจ้าได้กำหนดให้มนุย์มีอายุแค่เพียง ๓๐ ปี ก็ให้ตายไป .... แล้ว พระเป็นเจ้าก็สร้าง วัว ควาย มาเพื่อเป็นเพื่อน ผู้รับใช้ทำไร่ทำนา พระเป็นเจ้าก็มีบัญชาว่าเอ จะให้วัวควายมาเป็นทาสรับใช้คนนี่จะให้อายุสักเท่าไหร่ดี..เอาไปสัก ๓๐ เท่าคน ...แด่เอจะมากไปหรือเปล่า...พระเป็นเจ้าไตร่ตรอง ทางฝ่ายมนุษย์ ก็นั่งหมอบอยู่ข้างๆ เช่นกันได้ยินดังนั้นก็แสดงความคิดอย่างชาญฉลาดออกไปว่า อย่าเลยจะมากไป ให้อายุวัว ควาย สัก ๑๐ ปีก็พอแล้ว อีก ๒๐ ปี นั้นเอามาเพิ่มให้มนุษย์เถิด พระเป็นเจ้าก็จะขัดข้องทำไม เอาไปเลยฉันให้......จบไว้แค่นี้ก่อน จากนั้นมนุษย์จึงมีอายุเพิ่มขึ้นอีกเป็น ๕๐ ปี เรียกได้ว่าเดินทางมาได้ครึ่งหนึ่งของอายุคนในปัจุบันทึเดียว

 ท่านพุทธทาส ขยายความว่า อันที่จริง คนเรานั้นได้อายุมา ๓๐ ปี น่าจะพอดีแล้ว เป็นวัยที่กำลังสวยสดงดงาม ถึงพร้อมแล้วทุกเรื่อง แม้กระทั่งความรักที่เบิกบานพบ พ้นวัยหนุ่มสาว แล้วก็ตายไป แต่ด้วยความโลภ ทะเยอทะยานอยากได้ไปหมดเพราะความไม่รู้ ไปขอเอาอายุ วัว ควายเข้ามา ตัวเองเลยต้องแบกรับภาระ แบบวัว แบบควายไป ถ้าใครได้อายุมาเท่าอายุควาย ก็ตายไปพร้อมกับภาระทียังหนักหน่วงอยู่ เลย ๓๐ มาก็เข้าสู่วัยของครอบครัว ความรัก ไม่ใช่ฉพาะหนุ่มสาวที่สวยสดงดงามก็มีภาระเพิ่มขึ้น มีลูก รักลูก มีหลานรักหลาน มีสัมพันธ์กับเพื่อนมนุษย์ ก็มีอยู่สองสิ่งเท่า นั้น ไม่รักก็(เกลียด) ไหนจะรักจะหวงห่วงสมบัติข้าวของที่เพิ่งสะสมมาได้บ้าง คนแก่อายุ ๕๐ นี่ก็ผ่านอะไรมามากทุกอย่างเป็นภาระที่ต้องรับทั้งนั้น...ความรักของคนแก่ก็มากอย่างนี้แหละ มากด้วยภาระที่หลีกเลี่ยงไม่ได้..เว้นเสียแต่ตายกับ.เข้าไปเสียให้ถึงแก่นแท้ของพุทธศาสนา.....

ผู้บันทึกอ่านหนังสือของผู้เขียน ที่ได้หยิบยกเอาพระธรรมคำสอนของท่านพุทธทาสมาสอดแทรกไว้ก็หลายเล่ม ใจความหนึ่งที่มักจะพบบ่อยก้เห็นจะเป็น "การที่คนเรานั้นจะรู้แจ้ง เห็นชัดในสิ่งใดได้นั้น ผู้นั้นจะต้องได้ผ่านประสบการณ์นั้น /เหตุการณ์นั้นมาด้วยตนเองจริงๆ ก่อน"จากประโยคนี้แหละจึงมักจะได้ยินนักปฏิบัติกรรมฐานทั้งหลาย/ผู้รู้ในการปฏิบัติ พูดว่าถ้าสรรพแต่อ่านตำรา แต่ไม่ปฏิบัติจะบอกว่าตนรู้แล้วได้อย่างไร....ทำให้พุทธบริษัท อย่างเราๆ สับสนว่า..เอ  เราจะต้องมานั่งกรรมฐานก่อนหรืออย่างไรจึงจะพูด หรือเขียนภาษาธรรมนี้ได้.......ตรงนี้จากการอ่านหนังสือของท่านพุทธทาสท่านบอกว่า..ไม่เช่นนั้น การจะเข้าถึงธรรมะนั้น แม้แต่คนตัดฝืน ยังรู้ได้...คนที่เกิดมาและเป็นอยู่กับสิ่งแวดล้อมนั้นซึมซับเอามาฝึกฝนจิตตนอยู่ตลอดยิ่งได้ชื่อว่า...เขาผู้นั้นเกิดมาโดยบุญบารมีแท้...

ธรรมะ ไม่ใช่ของไกลตัว หรืออยู่นอกตัว ธรรมมะ อยู่ในตัวเรานี้แหละ จงหมั่นฝึกฝน ตรวจสอบสภาวะธรรมนั้นเถิด....( เช่นเดียวกับพระเจ้าในศาสนาคริสPeople think that they live amillion miles away from gods, Gods doesn't live that far,in fact he stays where your heart is.)

แม้กระนั้นผู้ที่ไปนั่งปฏิบัติกรรมฐาน บางคนก็ยังไม่รู้ไม่ตื่น จึงเพียรถามพระอาจารย์อยู่เสมอ...ว่าตัวธรรมะนั้นเป็นเช่นไร....? 

จากคำกล่าวของท่านพุทธทาส : ที่ว่าผู้ที่ได้ผ่านประสบการณ์นั้นเท่านั้นจึงจะรู้ หลักของวิชาพระพุทธศาสนา จึงต้องเรียนด้วยการกระทำ เพราะมันมีข้อความจริงที่พิสูจน์ได้ล้วนๆ แม้กระทั่งเรื่องของจิตวิญญาณ ดังนั้นสังคมไทยจึงเป็นสังคมที่ยอมกันได้...ก็ยอมกันเถิดจะเกิดสุข เพราะเราเป็นคนไทยนับถือศาสนาพุทธ   

ความรัก จะเกิดแทนความ ริษยา ชิงชัง คนที่ทำผิดแล้ว ก็ต้องยอมรับผิด สังคมจะให้อภัย ถ้าเราเป็นคนไทยในหัวใจมีศาสนา..พุทธ

ศาสนาพุทธ นั้น นับเป็นศาสนาที่เหมาะกับจริต ของคน ผู้ได้ชื่อว่ามีมันสมองอยากลอง อยากรู้อยู่ตลอดเวลาที่แตกต่างมากจากสัตว์อื่น เพราะถ้าไม่ลองไม่ทำ ไม่ให้ผ่านประสบการณ์นั้น ก็ได้ชื่อว่ารู้ไม่จริง ตรงกับทฤษฎีการเรียนรู้สมัยใหม่ของ นักการศึกษาชาวตะวันตก ที่เขาบอกว่าเขาคิด เขาทดลองแล้ว เป็นทฤษฎีของเขา.... "Learning by doing"  คนไทยเราก็ไปลอกเรียนมา แท้ที่จริงแล้วหลักการมันอยู่ที่พุทธศาสนา ที่คนไทยได้มาแต่กำเนิด..เชียวนะ..! ทำไมเราไม่อ้างว่า"พระพุทธเจ้า เป็นผู้รู้" หลักการนี้พระพุทธเจ้ากล่าวว่า..... เอ..ถ้าอ้างอย่างนี้ นักวิชาการจะเชื่อไหม วิจัยของเราจะผ่านการคัดกรองไหม....? ทำไม..? อย่างเช่นการศึกษา เราน่าจะสร้างบนพื้นฐานของคนไทย เด็กไทย วัฒนธรรมไทย จริงอยู่การที่เราไปศึกษามาจากต่างประเทศเพื่อให้ ฝรั่งต่างภาษา นานาอารยะชน ยอมรับ เพราะเราอยู่ในยุคการติดต่อสื่อสาร เพื่อไม่ให้ใครๆเขายื้ ...มันมากไป แล้วทุกวันนี้ จนเด็กไทยแทบจะไม่มีอะไรดีๆของไทยอยู่ในตัวแล้ว..เสียทีเกิดบนแผ่นดินไทย.......ลืมตามาพร้อมกับพิธีกรรมทางศาสนาพุทธ...ฉันพูดในฐานะที่เกิดบนแผ่นดินไทย การศึกษาโตมาก็แบบไทยๆ ประกอบสัมมาชีพเลี้ยงตนก็เป็นครูสอนเด็กไทย.....เข้าตามหลักของท่านพุทธทาสทุกประการ....จึงพูด....แบบผ่านประสบการณ์ตรงที่สุด.... เรามีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่เป็นแบบอย่าง ทฤษฏีของท่านอีกเช่นกันที่ตรงกับจริต ของคนไทย....อยากให้คนไทยน้อมรำลึก และนำมาปฏิบัติ ให้สมกับที่เราทุกคน รักในหลวง...เรารัก...รักต้องแสดงออกมาให้ได้ว่ารักนั้นทำเช่นไร...และเป็นผล..เช่นไร...เข้าทำนองปากอย่างใจอย่าง เรารักใครถ้าเขาเป็นผู้ใหญ่กว่าเราก็ยึดเอาผู้นั้นมาเป็นแบบอย่าง ชอบการแต่งกาย ก็ยึดการแต่งกาย ชอบแนวทางในการดำเนินชีวิต ก็ยึดเอามาเป็นแบบ ชอบอุปนิสัยใจคอเราก็เอามาเป็นแบบ เหมือนเด็กยึดครูที่เขารักเป็นแบบ เลือกเอาสักอย่างแล้วนำมาปฏิบัติ เพื่อพิสูจน์ความรักได้ไหม...?