การบริหารการศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ

การบริหารการศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ

การบริหารการศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ

การบริหารการศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ

  แนวคิดการบริหารการศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ

                มีว่า “การบริหาร” เป็นกระบวนการดำเนินงานเพื่อให้บรรลุจุดมุ่งหมายขององค์กรโดยอาศัยหน้าที่การบริหารที่สำคัญ คือ การวางแผน การจัดการองค์การ การนำและการควบคุม (รศ.ดร.วิโรจน์ สารรัตนะ การบริหาร:3)

                การบริหาร คือ การศึกษาการบริหารและกิจกรรมในการบริหารสำคัญ 4 ประการ (ปรีชา กลิ่นรัตน์. 2536 : 1)

1)      ต้องเป็นการปฎิบัติงานร่วมกันระหว่างบุคคลตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป

2)      ใช้ทั้งศาสตร์และศิลปะ ในการทำงานร่วมกัน

3)      ใช้ทรัพยากรการบริหารอย่างเหมาะสมทั้ง คน เงิน และวัสดุอุปกรณ์ เป็นต้น มาประกอบการตามกระบวนการบริหาร

4)      คำนึงถึงประสิทธิภาพและประสิทธิผล และเป็นที่พึงพอใจของผู้ร่วมปฎิบัติงานและองค์การ

 2. หลักการการบริหารสถานศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ

                ในทัศนะของ Kaplan และ Norton (พสุ เตชะรินทร์ และคณะ .2549: 7) กล่าวว่าหลักที่จะทำให้องค์การมีความมุ่งเน้นไปที่ยุทธศาสตร์ (Strategy Focused Organization) ไว้ 5 ประการ คือ

                หลักการที่ 1          ผู้นำต้องเป็นผู้ทำการขับเคลื่อนและเปลี่ยนแปลงองค์การ

                                                (Mobilize change through executive Leadership)

                หลักการที่ 2          การแปลงยุทธศาสตร์สู่สิ่งที่สามารถจับต้องได้

                                                (Translate strategy into operational Items)

                หลักการที่ 3          การทำให้ทั้งองค์การสอดคล้องและเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์

                                                (Align the Organization to the strategy)

                หลักการที่ 4          การจูงใจ เพื่อให้ทุกคนให้ความสำคัญและปฎิบัติตามยุทธศาสตร์

                                                (Motivate to Make strategy every one’s job)

                หลักการที่ 5          การดูแลให้การบริหารยุทธศาสตร์เป็นกระบวนการที่ต่อเนื่อง

                                                (Govern to make strategy a continual process)

 2.  ทฤษฎีองค์การ (Organization Theory) มีสาระดังนี้

                2.1 ความหมายของ “ทฤษฎีองค์การ” ให้ความหมายของทฤษฎีองค์การว่า เป็นชุดของข้อความและแนวคิดซึ่งมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันแสดงถึงภาพรวมของพฤติกรรมของบุคคล กลุ่มย่อยและกลุ่มต่างๆภายในองค์การอย่างเป็นระบบ แสดงถึงปฎิสัมพันธ์ของรูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างส่วนต่างๆของกิจกรรมในองค์การ ดังนั้นโดยเนื้อแท้จริงแล้ว ทฤษฎีขององค์การ คือกรอบของแนวคิด ทฤษฎีต่างๆที่ศึกษาเฉพาะเรื่องโครงสร้างขององค์การ (Organization Design) กล่าวคือ เป็นการศึกษา เพื่ออธิบายถึงการจัดโครงสร้างขององค์การ การออกแบบองค์การ รวมทั้งการเสนอทางเลือกในการบริหารองค์การ เพื่อให้องค์การบรรลุถึงประสิทธิผลและประสิทธิภาพ

 

                2.2 ทฤษฎีองค์การ สามารถแบ่งยุคสมัยได้ ดังนี้

                                1) ทฤษฎีองค์การสมัยดั้งเดิม (Classical Theory) ถือเป็นยุคพื้นฐานมีจุดเน้น คือ

                                                1. ให้ความสำคัญและการศึกษาองค์การที่เป็นทางการเท่านั้น

                                                2. มุ่งค้นหาวิธีการบริหารองค์การว่าทำอย่างไรองค์การจะมีประสิทธิภาพ            

(การใช้ทรัพยากรอย่างประหยัด คุ้มค่า) และประสิทธิผลสูงสุด (ได้ผลตามเป้าหมาย                           ที่ตั้งไว้)

                                                3. มองพนักงานเสมือนเครื่องจักรและเชื่อว่า ปัจจัยจูงใจคนได้ คือ ปัจจัยด้านเศรษฐทรัพย์ หรือ เงิน เพียงอย่างเดียว

 1. ผู้นำแนวคิดทฤษฎีองค์การสมัยดั้งเดิม ที่สำคัญได้แก่

                                1.1 แนวคิดของเฟรดริก ดับบลิว เทย์เลอร์ (Fedric W.Tylor) วิศวกรชาวอเมริกัน โดยมีแนวความคิดสำคัญ คือ หนทางที่ดีที่สุดในการปฎิบัติงาน (one best way) โดยมองว่า การทำงานทุกอย่างในองค์การ จะมีวิธีการที่ดีที่สุดเพียงวิธีเดียว การได้มาซึ่ง one best way ต้องไป          ศึกษาเรื่อง time and motion เทย์เลอร์เป็นบุคคลแรกที่จ่ายค่าจ้างเป็นรายชิ้น เพื่อเป็นแรงจูงใจ         ให้คนงาน

                                1.2 แนวคิดของแม็กซ์ เวเบอร์ (Max Waber) เป็นนักสังคมสงเคราะห์ชาวเยอรมัน ซึ่งมีแนวคิดว่า การที่การบริหารจะมีประสิทธิภาพขึ้นมาได้ จะต้องมีโครงสร้างการจัดองค์การในลักษณะองค์การแบบทางราชการ องค์การจะต้องมีกฎ ระเบียบ ข้อบังคับ หรือมีแบบแผน มีสายบังคับบัญชา ไม่มีความยืดหยุ่น การบริหารมีขั้นตอน โดยเริ่มจากการวางแผน ลงมือปฎิบัติ และควบคุม มุ่งความสำเร็จ เน้นความชำนาญเฉพาะทางในลักษณะมืออาชีพ

                                1.3 แนวคิดของ อองรี ฟาโยล (Fayal ) ชาวฝรั่งเศล ผู้เป็นเจ้าของความคิดการบริหารงานตามหน้าที่ โดยกระบวนการจัดการ 5 อย่างได้แก่ Planing Organizing Commanding Co-ordinating Controlling หรือ POCCC. ยังได้คิดเทคนิคการบริหารทั่วไป 14 ข้อ

                1. หลักอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบ ซึ่งต้องอยู่คู่กันและเหมาะสม สมดุลกัน

                2. หลักการบังคับบัญชาคนเดียว เพื่อไม่ให้สับสนในการตัดสินใจ

                3. หลักการมีจุดมุ่งหมายร่วมกัน มีนโยบายชัดเจน

                4. หลักการบริหารงานตามสายงาน จากสูงไปหาต่ำอย่างชัดเจน

                5. หลักการแบ่งงานกันทำ

                6. หลักการถือประโยชน์ส่วนบุคคล

                7. หลักการรวมอำนาจให้ส่วนกลาง มีการกระจายอำนาจบางส่วน

                8. หลักซึ่งเน้นระเบียบวินัย

                9. หลักความมีระเบียบแบบแผน

                10. หลักความเสมอภาค

                11. หลักความมีเสถียรภาพการว่าจ้าง

                12. หลักความคิดริเริ่ม

                13. หลักความสามัคคี

                                1.4  แนวคิดของไลน์ดาล เออวิคและลูเธอร์ กูลิค เจ้าของรูปแบบ POSDCORB ซึ่งครอบคลุม ตั้งแต่การวางแผนถึงการรายงานผล ได้แก่ขึ้นตอนหรือกระบวนการของ Planing , Organizing , staffing , Directing , Co-ordinating , Reporting และ Budgeting

2.ทฤษฎีองค์การแบบดั้งเดิมใหม่ มีฐานความคิดแบบดั้งเดิม โดยแนวดังกล่าวยังมีพื้นฐานความคิดแบบดั้งเดิมมีสิ่งใหม่ๆ เพิ่มเข้ามา คือ

          1.ให้ความสำคัญกับองค์การที่ไม่เป็นทางการ เพิ่มขึ้น เช่น ชมรม สมาคม

          2. เชื่อว่าในการจูงใจให้คนทำงานนั้น มีปัจจัยด้านอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่ใช่เรื่องเงินเพียงอย่างเดียว จะเป็นเชื่อเรื่องความพึงพอใจต่องาน ลักษณะงาน สวัสดิการ ตลอดถึงเกียรติ์และศักดิ์ศรีในสังคม ผู้นำแนวคิดที่สำคัญได้แก่

                2.1 แนวคิดของเอลตัน เมโย บิดาแห่งการบริหารงานแบบมนุษยสัมพันธ์ เมโยพยายามค้นหาปัจจัยสนับสนุนการทำงาน และพบว่ามนุษยสัมพันธ์มีส่วนส่งเสริมการทำงาน.

                2.2 แนวคิดของ มาสโลว์ นักจิตวิทยาชาวอังกฤษ ได้ลำดับขั้นตอนของความต้องการของคนไว้ 5 ขั้นตอน (Maslow’s Herarchy of Needs)

                  1.ความต้องการทางกายภาพ เป็นความต้องการเบื้องต้น เป็นการต้องการเพื่อความอยู่รอดของชีวิต ที่มนุษย์ทุกคนต้องการเป็นเบื้องต้น (Physiological need) หรือปัยจัยสี่

                  2.ความต้องการความมั่นคงปลอดภัย ในชีวิตตลอดถึงทรัพย์สินแห่งตน เป็นความต้องการที่เพิ่มขึ้นหรือสูงขึ้นจากความต้องการทางกายภาพ เมื่อมนุษย์ใฝ่หาความต้องการทางกาย หรือเมื่อความต้องการทางกายภาพ ได้รับการตอบสนองแล้ว

                  3.ความต้องการทางสังคม เป็นความต้องการที่สูงขึ้นตามลำดับจากความต้องการที่ได้กล่าวมาแล้ว เป็นความต้องการในการอยู่เป็นส่วนหนึ่งของสังคม มีส่วนในการสร้างสรรค์ พัฒนา สังคมของตน (Belonging and love needs)

                  4.ความต้องการการยกย่อง เป็นลำดับขึ้นที่สูงขึ้น เมื่อมนุษย์เริ่มต้องการการยกย่องมีเกียรติในสังคม ต้องการการยอมรับนับถือ (Esleen needs)

                  5.ความต้องการประจักษ์ในคุณค่าของตนเอง หาคำตอบในความต้องการของตนให้กับตน หรือค้นพบตนเอง หาคำตอบในความต้องการขั้นสูงสุด

              2.3 แนวคิดของดักลาส แมคเกรเกอร์ เจ้าของทฤษฎี X และ Y แมคเกรเกอร์ มองว่าคนนั้นแตกต่างกัน ทฤษฎี X มองคนในแง่ร้าย มองว่าคนนั้นธาตุแท้คือคนขี้เกียจ ชอบหลบหนีงานเมื่อมีโอกาส ส่วน Y กลับมองตรงกันข้าม  ซึ่งมองว่าคนนั้นจริงแล้วคือคนดี ชอบการทำงาน ผู้บริหารแบบ Y จึงต้องปรับสภาพการทำงานให้เหมาะสม ผู้บริหารแบบ Y จะมุ่งให้วิธีการบริหารแบบมีส่วนร่วม จะมุ่งให้วิธีการบริหารแบบมีส่วนร่วม มีการบรรยากาศแบบประชาธิปไตย ผู้ร่วมงานมีโอกาสแสดงความคิดเห็น   ในขณะเดียวกันผู้บริหารทฤษฎี X มักจะบริหารงานแบบเผด็จการ ควบคุมอย่างใกล้ชิด ลงโทษอย่างรุนแรง

                ทฤษฎี X และ Y ยังมองผู้ร่วมงานแบบทฤษฎี X ก็ดี Y ก็ดี ไม่ใช่พฤติกรรมที่ถาวร กล่าวคือ X อาจเปลี่ยนเป็น Y หรือ  อาจเปลี่ยนเป็น X ก็ได้

                นอกจากนั้นแมกเกเกอร์ ยังมองถึงผู้บริหารแบบทฤษฎี X และ Y อีกด้วย เขามองว่าในองค์การจะมีผู้บริหารแบบ poor manager ไม่สนใจทั้งคนไม่สนใจทั้งงาน และไม่สนใจทั้งงาน กับ dictative manager เป็นผู้บริหารที่บ้างาน ไม่สนคนที่ร่วมงานลักษณะนี้ องค์กรอาจได้งานแต่ไม่ได้คนเลย, playboy manager โดยให้ความสำคัญกับเรื่องคนงาน ไม่สนใจงานนัก องค์กรลักษณะนี้จะได้คน แต่ล้อมเหลวด้านผลสัมฤทธิ์ของงาน ผู้บริหารแบบ professional manager เป็นผู้บริหารที่องค์กรเรียกหา เพราะเป็นการบริหารที่ให้ความสำคัญทั้งคนและงาน โดยให้ความสำคัญองค์ประกอบ 2 อย่างคือ ความรู้ในงานที่ทำ และความรับผิดชอบในงานที่ทำ โดยสามารถจำแนกคนตามความรู้ และความรับผิดชอบ ได้ 4 จำพวก ดังนี้

                โง่และขี้เกียจ , โง่แต่ขยัน , ฉลาดแต่ขี้เกียจ ,ฉลาดและขยัน

              2.4 แนวความคิดของเฟดเดอริก เฮิร์ซเบิร์ก มององค์ประกอบองค์กร 2 ปัจจัย คือ

                                1.ปัจจัยสุขวิทยา เป็นการอธิบายปัจจัยที่ส่งเสริมให้ผู้ปฏิบัติงานมีกำลังใจในการทำงาน เช่น เงินเดือน สวัสดิการ สภาพแวดล้อมในการทำงาน การบังคับบัญชา นโยบายและรูปแบบการบริหาร       

                               2.ปัจจัยจูงใจ เป็นปัจจัยการกระตุ้น ให้คนปฏิบัติงานด้วยความทุ่มเท เช่น การให้การชมเชย การให้เกียรติและนับถือ ความก้าวหน้าในตำแหน่งงาน เป็นต้น

 

3.ทฤษฎีองค์การสมัยใหม่ เป็นทฤษฎีที่มุ่งนำสหวิทยาการมาเพื่อใช้ในการบริหารองค์การ

                ประกอบด้วย  2 ทฤษฎี ดังนี้

                3.1 ทฤษฎีระบบ ซึ่งมองว่าองค์การเป็นระบบๆหนึ่ง ที่มีส่วนประกอบ 5 ส่วนที่ร้อยเรียงเป็นเหตุเป็นผลกัน ดังนี้

                                - input สิ่งนำเข้าอันได้แก่ทรัพยากรที่ใช้ในการบริหารงานขององค์การ

                                - process หมายถึงกระบวนการที่ใช้ในการแปลงสิ่งนำเข้าหรือทรัพยากร ให้ออกมาเป็นผลผลิต บางครั้งเรียก Transformer

                                - output สิ่งซึ่งคือผลผลิต หรือการบริการ

                                - feedback ข้อมูลย้อนกลับ ว่าผลผลิตอันเป็นสินค้าหรือบริการได้รับความพึงพอใจหรือไม่ เพื่อจะบอก process และ input

                                - environment บางครั้งเรียก out come  เป็นผลกระทบต่อการบริหารงาน

                3.2 ทฤษฎีการบริหารตามสถานการณ์ โดยเชื่อว่าองค์การที่เหมาะสมที่สุดควรจะเป็นองค์การที่มีโครงสร้าง มีระบบการบริหารที่สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมและสภาพความเป็นจริง

 

4.ทฤษฎีองค์การยุคหลังใหม่ เป็นยุคไร้ระเบียบ สังคมมีความสลับซับซ้อน มีปัจจัยมีตัวแปรมากมายควบคุมได้บ้างและไม่ได้ การบริหารยึดกฎเกณฑ์อย่างเดียวไม่ได้ ต้องใช้การบริหารแบบนอกกรอบ เพื่อให้องค์การมีประสิทธิผลและประสิทธิภาพ การบริหารลักษณะดังกล่าวมิได้สนใจวิธีการ แต่ให้ความสำคัญที่เป้าหมายหลายทางมากกว่า รูปแบบขององค์การ แบ่งได้หลายวิธี เช่น

                                - แบ่งตามลักษณะหน้าที่ขององค์การ

                                - แบ่งตามภูมิศาสตร์

                                - แบ่งตามการจัดระเบียบภายใน

                                - แบ่งตามลักษณะกฎหมายที่จัดตั้งองค์การ

                เฮนรี่ มินเบิร์ก ได้อธิบายองค์การว่าประกอบด้วยส่วนประกอบพื้นฐานสำคัญ อยู่ 5 ส่วน คือ

                1.ฝ่ายปฏิบัติงานหลัก เป็นผู้กระทำในฐานะผู้ผลิตหรือให้บริการถือว่ามีความสำคัญ

                2.นักบริหารระดับสูง มีทำหน้าที่บัญชาการให้องค์การทุกส่วนปฎิบัติหน้าที่ของตนอย่างมีประสิทธิภาพ มีหน้าที่กำหนดนโยบายวางแผนจัดสรรทรัพยากร แก้ไขความขัดแย้ง ประเมินผลการทำงาน

                3. ผู้บริหารระดับกลาง ทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมระหว่างผู้บริหารระดับสูงกับฝ่ายปฏิบัติงานหลัก

                4. ฝ่ายที่ปรึกษา ทำหน้าที่วิเคราะห์ ปรับปรุงและกำหนดมาตรฐานงาน ให้คำปรึกษา

                5. ฝ่ายสนับสนุน

                                รูปแบบขององค์การ ในทัศนะของเฮนรี่   มินเบิร์ก ให้หลักการพิจารณาไว้ 5 แบบ คือ

                1. องค์การแบบเรียบง่าย มีองค์ประกอบเพียง 2 ส่วน คือ 1.ผู้บริหาร และผู้ปฏิบัติงานหลัก ส่วนใหญ่เป็นองค์การเล็กๆ

                2. องค์การแบบระบบราชการมีองค์ประกอบที่มีมความซับซ้อนเป็นองค์การขนาดใหญ่ มีสายบังคับบัญชามาก  เช่น ระดับกระทรวง ทบวง กรม เป็นต้น

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน การจัดการนวัตกรรมและสารสนเทศ



ความเห็น (1)

Lily
IP: xxx.31.126.66
เขียนเมื่อ 

อยากได้รายละเอียดของทฤษฎีของคูลิก5ขั้นตอน