ชีวิตที่พอเพียง : ๙๐๕. เที่ยว (ตากอากาศ) ภูเก็ต



          ช่วงปลายเดือน พ.ย. ๕๒ ถือเป็นช่วงท่องเที่ยวสำหรับสาวน้อยและผม    คือมีทั้งทัวร์สมเด็จพระเทพรัตน์ฯ และทัวร์ธนาคารไทยพาณิชย์


          เย็นวันที่ ๒๖ พ.ย. ๕๒ เรานั่งเครื่องบินการบินไทยไปภูเก็ต   ประเดิมความสดวกสบาย (ฟุ่มเฟือย?) ด้วยการได้ที่นั่งชั้น ๑ ของเครื่อง ๗๔๗   โดยที่ทางธนาคารซื้อตั๋วชั้นธุรกิจให้    พอลงเครื่องก็มีพนักงานธนาคารในพื้นที่มาต้อนรับมากมาย   โชคดีที่ท่านผู้จัดการภาคเคยเป็นผู้จัดการสาขาใน มอ. หาดใหญ่สมัยกว่า ๒๐ ปีก่อน    หมออมราผู้จำคนเก่งบอกว่าหน้าคุ้น   ทำให้ผมนึกขึ้นได้ว่าท่านเคยอยู่สาขา มอ.  


          นั่งรถจากสนามบินซึ่งอยู่เกือบเหนือสุดของเกาะ ไปยังโรงแรมศรีพันวา ที่แหลมพันวา เกือบใต้สุดของเกาะ ใช้เวลาเกือบชั่วโมง    เข้าไปในห้องพักแล้วก็เหมือนเราไปอยู่ในบ้านส่วนตัว    เห็นแต่ทะเล    ส่วนข้างนอกจะเป็นอย่างไรไม่ต้องเอาใจใส่    เพราะเขาจัดสถานที่และบรรยากาศให้เป็นส่วนตัวจริงๆ


          เช้าวันที่ ๒๗ เรามี independent directors meeting แบบ breakfast meeting ตามด้วยการประชุมคณะกรรมการ   ผมบอกได้ว่าผู้ถือหุ้นธนาคารไทยพาณิชย์น่าจะภูมิใจและสบายใจในความมั่นคงในอนาคตของธนาคาร    ที่กรรมการมาพูดเรื่องสำคัญๆ ในอนาคตของธนาคารในช่วงที่องค์กรกำลังอยู่ใน “ขาขึ้น” ซึ่งตามปกติมักจะเหลิง หรือลืมตัว   แต่นี่เรามาพูดเรื่องใหญ่ๆ เรื่องเชิงอนาคตกัน    ผมได้เรียนรู้มากจริงๆ
          วันที่ ๒๗ นี้ ช่วงเช้าผมประชุมที่ภูเก็ต บ่ายประชุมที่วังสวนจิตรฯ    คือนั่งเครื่องบินกลับมากรุงเทพแล้วบินกลับ   เป็นวันที่ทั้งเหนื่อยทั้งภูมิใจ    ที่ผมได้ทำงานให้แก่มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลฯ อย่างได้ผลทั้งงานและทั้งได้สร้างน้องๆ ให้เรียนรู้วิธีทำงานสาธารณะอย่างไม่แสวงผลประโยชน์ส่วนตัว    ทำงานโดยเอาผลงานเป็นหลัก ทำให้งานมีคุณภาพสูงสุด


          นั่นหมายความว่าผมพลาดการประชุมวางยุทธศาสตร์ ๓ ปี ของธนาคารไทยพาณิชย์ในตอนบ่าย   แต่ดูจากเอกสารลับสุดยอดแล้ว ผมคิดว่าฝ่ายบริหารคิดมาอย่างดีมาก   นักเรียนอย่างผม บอกตัวเองว่าผมโชคดีที่ได้มาเรียนรู้วิธีคิด วิธีทำงานของภาคธุรกิจ


          ผมได้นั่งรถจากโรงแรมไปสนามบินภูเก็ตในตอนกลางวัน   ได้เห็นว่าถนนของภูเก็ตดีมาก    และที่เกาะกลางของถนนสายหลักคือเส้น ๔๐๒ หรือถนนเทพกษัตรีย์ มีการล้อมเอาต้นตาลโตนดมาปลูกเป็นระยะๆ ตลอดเส้นทาง   ซึ่งต่อไปเมื่อต้นตาลตั้งตัวได้และมีใบเต็มที่ ถนนเส้นนี้จะสวยมาก เป็นสัญญลักษณ์อีกอย่างหนึ่งของภูเก็ต

๒๘ พ.ย. ๕๒


          กรรมการธนาคารแยกย้ายกันไปตามความชอบ และภารกิจ   กลุ่มใหญ่ไปเล่นกอล์ฟ  อีกกลุ่มหนึ่งไปเที่ยวชมเมืองภูเก็ต  บางคนกลับกรุงเทพ   และอีกกลุ่มหนึ่งไปลงเรือเที่ยวทะเล   สาวน้อยและผมอยู่ในกลุ่มนี้    ตอนแรกว่าจะไปเที่ยวเกาะเฮ แต่เมื่อลงเรือแล้ว คุณกรรณิกา กรรมการผู้จัดการใหญ่เคยไปแล้วและบอกว่าไม่มีอะไร    ไปลงเล่นน้ำและดูปลาที่เกาะไข่ดีกว่า


          เราไปลงเรือที่ท่าเทียบเรือของชายหาดแหลมพันวาใกล้ๆ โรงแรมนั่นเอง   เรือยอชท์ ที่เราเช่าต่อที่ราชบุรี โดยบริษัท Sunnav (www.sunnav.com ) ของนายสุรพล แสงอุทัย ราชากล้วยไม้ผู้ประสบความสำเร็จ แล้วขยายธุรกิจสู่การต่อเรือยอชท์    ลำที่เรานั่งนี้โมเดล Gladiator 39 HT ยาว ๔๑ ฟุต  ๒ เครื่องยนต์ เครื่องละ ๔๒๕ แรงม้า   ความเร็วสูงสุด ๓๓ น็อต  ความเร็วปกติ ๒๕ น็อต   เจ้าหน้าที่บอกว่ามี ๔ ห้องนอน ๓ ห้องน้ำ    ที่แปลกคือมีอ่างน้ำ จากุซซี่ อยู่บนชั้นดาดฟ้า 


          เราไปกันเพียง ๑๒ คน รวมทั้งเด็ก ๒ คน  มีกัปตันเรือและเจ้าหน้าที่บริการของโรงแรมอีก ๕ – ๖ คน   บนเรือมีทั้งห้องแอร์  ที่นอนอาบแดดหน้าเรือ  หลังเรือ และที่นั่งชมวิวชั้นดาดฟ้า    ทุกส่วนของเรือหรูหรา เพราะราคา ๖๐ ล้าน และค่าเช่าวันละแสน    ผมคิดว่าจะคุ้มค่าเช่าก็ต่อเมื่อหนุ่มสาวเช่าไปฮันนีมูน และจะให้ดีต้องขับเอง จะได้มีความเป็นส่วนตัวเต็มที่    แต่ทำไมจะต้องเช่าเรือแพงขนาดนี้และต้องไปท่องทะเลผมก็ไม่เข้าใจ   คงต้องเป็นคู่ที่หลงไหลทะเลมากๆ และมีเงินมากๆ และบ้าฮันนีมูนมากๆ
          นอกจากได้ประสบการณ์นั่งเรือยอชท์หรู    นั่งเรือเที่ยวทะเลภูเก็ตแบบสบายๆ   กินอาหารเที่ยงบนเรือ  ได้ “ตากอากาศ” ที่สบายจริงๆ    ผมได้เรียนรู้ว่าธุรกิจอุตสาหกรรมเรือยอชท์ของไทยเราก็ไม่ด้อย    ยิ่งสถานท่องเที่ยวด้วยเรือยอชท์ ในทะเลอันดามันและแปซิฟิกรอบๆ ประเทศไทยแล้ว    ไทยเราน่าจะเด่นที่สุด   นี่สังเกตเอาจากการอ่านหนังสือ ๑ เล่ม และนิตยสาร ๑ เล่ม   คือ Southeast Asia Pilot, 3rd Edition (www.sunsailasia.com ) กับ นิตยสาร Southeast Asia Yachting (www.seayachting.net )    ในหนังสือ Southeast Asia Pilot มีรูปของแต่ละสถานที่ พร้อมคำอธิบาย คล้ายๆ เป็น Guide Book สำรับนักท่องเที่ยวด้วยเรือยอชท์    ผมประทับใจ www.phuketboatlagoon.com    และ www.royalphuketmarina.com   ก็รู้จักไว้ประดับความเข้าใจโลกที่มีความหลากหลาย    โดยที่มันไม่ใช่ชีวิตของผม

 

          ที่เกาะไข่ ชายหาดสวย เป็นสถานีผ่านไปหรือกลับจากเกาะพีพี   เรือทัวร์ เกาะพีพี แบบเช้าไปเย็นกลับ จะพาลูกค้ามาแวะตอนขากลับตอนบ่าย   มีอาคารและร่มกันแดดเต็มชายหาด    มีคนเล่นน้ำแม้จะแดดจ้า   ทัวร์ของเราไม่ชอบความจอแจ จึงไปทอดสมอห่างออกไป ใกล้เกาะเล็กที่อยู่ใกล้ๆ กัน ชื่อเกาะไข่นุ้ย (ซึ่งแปลว่าไข่เด็ก) ที่ทรายขาวสะอาด น้ำใส และมีปลามาก    คนที่ลงไปว่ายน้ำและดูปะการังบอกว่าปะการังก็สวย    แต่มีคณะหนึ่ง ๔ คนรวมทั้งสาวน้อยและผม นั่งเรือยางไปชมเกาะไข่นุ้ย   ที่มีคนจากนครศรีธรรมราชมาได้สัมปทานเกาะจาก อบต. ๓๐ ปี ใช้เกาะเป็นที่สร้างภัตตาคารและที่พักรับนักท่องเที่ยวได้   เขาบอกว่าค่าสัมปทานประกอบด้วยเงินก้อนเป็นค่าประกัน    และค่าสัมปทานรายเดือน ที่ตอนแรกเดือนละ ๓ พันบาท แล้วค่อยๆ ขึ้นไป  


        น้ำทะเลสีสวย  อุณหภูมิกำลังสบาย  ลมพัดโชยจากเรือแล่น  และวิวเกาะ ให้ความผ่อนคลาย   แถมยังมีที่นั่งหลากหลายแนวให้เลือกหรือเปลี่ยน   ทำให้การนั่งเรือครั้งนี้เป็นการพักผ่อนดีมากสำหรับผม และเดาว่าคงเป็นประสบการณ์ครั้งเดียวในชีวิต


          ก่อนจะกลับ เขาพาเราไปชมเกาะกระดาน หรือที่บริษัท ดับเบิ้ลเอ ผู้ได้รับสัมปทานให้ชื่อภาษาอังกฤษว่า Honeymoon Island   ที่เขาสร้าง รีสอร์ท ไว้ให้บริการบนเกาะ    คนที่จะขึ้นเกาะต้องเสียค่าเหยียบแผ่นดินคนละ ๕๐๐ บาท และขึ้นเป็น ๑,๐๐๐ บาทแล้ว    ผมว่าข่าวนี้น่าจะมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันไม่ให้คนเข้าไปทำให้แขกของเขาไม่มีบรรยากาศเป็นส่วนตัวมากกว่า


          ตอนบ่ายน้ำลง เราไปขึ้นเรือที่เดิมไม่ได้    ต้องไปขึ้นที่ท่าเรือของโรงแรมที่มองเห็นจากห้องพักของผม    เป็น “ท่าลอย” คือทำด้วยทุ่นลอยต่อกัน เวลาดินต้องทรงตัวให้ดี   เป็นประสบการณ์อีกแบบหนึ่ง    แล้วต้องปีนบันไดจากชายหาดขึ้นไปข้างบนที่เจ้าหน้าที่ของโรงแรมเตรียมรถมารับไปส่งที่ห้อง 


          แล้วก็ถึงตอนใช้บริการ สปา ครั้งที่ ๓ ในชีวิต    ภรรยาจัดการบอกให้เขามาบริการถึงห้องพักของเรา ซึ่งมี ๒ ส่วนแยกกัน    เขายกเตียงชนิดโมบายเอามาติดตั้งในห้องนั่งเล่น   พนักงานเป็นคนอีสาน ที่ทำงานนี้มา ๕ ปีแล้ว    โดยเริ่มเรียนการนวดแผนไทยที่สำนัก โกลด์ฟิงเกอร์ ที่กรุงเทพ แล้วมาทำงานที่ภูเก็ต   เขาบอกว่าที่ภรรยาคุยกับเขาไว้เป็นสปาลูกผสม คือเริ่มด้วยการขัดด้วยน้ำยา Tamaric   แล้วล้างออกด้วยการอาบน้ำ    ต่อด้วยการนวดน้ำมัน    ใช้เวลา ๑๒๐ นาที   เป็นสปาที่ผมชอบที่สุดใน ๓ ครั้งที่มีประสบการณ์   ระหว่างการขัดและนวดผมหลับตื่นๆ ตลอดเวลา    และหลังจากนั้นรู้สึกเบาตัวสบาย    ผมเข้าใจว่าเหตุที่สปานี้ดี คงเพราะสาวน้อยเลือกชนิดของสปาได้เหมาะ และพนักงานนวดก็ฝีมือดี   แต่ไม่ว่าจะดีขนาดไหน ถ้าต้องออกเงินเอง เราก็ไม่ใช้บริการ    


          การกินอาหารเย็นเป็นเรื่องใหญ่ ที่กรรมการและผู้บริหารมากินร่วมกัน   เขาเปลี่ยนจากร้านกันเองไปเป็นร้านปากน้ำซีฟู้ด   ที่เป็นร้านใหญ่มาก เพิ่งตั้งปีเดียว และลูกค้าเป็นคนไทย   โดยต้องนั่งรถจากโรงแรมไปครึ่งชั่วโมง    ทางธนาคารเขามองว่าการไปกินอาหารเย็นร่วมกันนี้ เป็นกิจกรรมเพื่อ socialization   ให้คนได้รู้จักสนิทสนมกัน   ซึ่งก็ได้ผล ทำให้ผมเห็นพลังของการเอาใจใส่หาคนเก่งมาเตรียมเป็นผู้นำของธนาคารไทยพาณิชย์รุ่นต่อไป  


          อาหารที่ผมติดใจ สั่งโดยคุณชุมพล คือมะระทอดไข่เค็ม   อาหารอื่นๆ ก็อร่อยทั้งสิ้น  


          กลับมาที่โรงแรม ดร. วิชิต ชวนผมนั่งคุยเรื่องสภามหาวิทยาลัยมหิดล และเรื่องมูลนิธิสยามกัมมาจลจนดึก 

 

๒๙ พ.ย. ๕๒


          ผมกำหนดโปรแกรมอยู่ที่ห้องพักตลอดเช้า เพื่อใช้สถานที่สำหรับพักผ่อน “ตากอากาศ” อย่างเต็มที่   อาจจะเรียกว่า ใช้ให้คุ้มกับค่าเช่าห้องหรูแบบวิลล่าที่ธนาคารจัดให้   อากาศช่วงนี้สบายจริงๆ 


          เราเช็คเอ้าท์ และออกไปชมสถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำ (Phuket Aquarium) ซึ่งอยู่ที่หน้าโรงแรมนั่นเอง   แค่นั่งรถลงเขาไปก็ถึงแล้ว   ค่าเข้าชมคนไทยคนละ ๕๐ บาท แต่สาวน้อยตาไวบอกว่าผู้สูงอายุฟรี   เราจึงได้บัตรเข้าชมฟรีหลังแสดงหลักฐาน


          สถานที่เที่ยวแหล่งที่ ๒ สำหรับการเดินทางมาภูเก็ตครั้งนี้คือ Aquarium นี่แหละ   ซึ่งก็ไม่ผิดหวัง ภายในเวลา ๑ ชั่วโมงเราได้ชมทั่ว   รวมทั้งได้ดูการแสดงการให้อาหารปลาซึ่งมีกำหนดเวลา ๑๑.๐๐ – ๑๑.๓๐ น. ของวันเสาร์และอาทิตย์   สาวน้อยจำได้ว่าเคยมาดู และไปพบหลักฐานภาพสมเด็จพระเทพรัตน์เสด็จกับกรรมการรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล    รวมทั้งเตือนความจำว่าเรามาปล่อยเต่ากันด้วย    อ่านรายละเอียดการมาเที่ยวภูเก็ตครั้งทีแล้วได้ที่นี่


          อะควาเรี่ยมนี้น่าไปชมครับ   เขาจัดสถานที่ได้ดี ดูรายละเอียดได้ที่ www.phuketaquarion.org


          สรุปแล้วชื่อบันทึกนี้ไม่ตรงความจริง   เพราะมีการไปเที่ยวน้อยมาก   

 
          เวลาไม่ถึง ๑๘ น. เราก็นั่งแท้กซี่จากสนามบินสุวรรณภูมิถึงบ้าน    กลับสู่ชีวิตที่พอเพียงตามปกติ   หลังจากไปใช้ชีวิตไฮโซอยู่ ๓ วัน


วิจารณ์ พานิช
๒๙ พ.ย. ๕๒

ถ่ายจากเรือ อาคารสีขาวคือ Phuket Aquarium  อาคารสีแดงบนเขาคือ โรงแรมศรีพันวา

 

เกาะไข่มีหาดทรายขาว มีนักท่องเที่ยวมาก

 

เกาะไข่นุ้ย

 

คณะ ๔ คนที่ไม่ลงเล่นน้ำ พร้อมใจกันไปเหยียบดินที่เกาะไข่นุ้ย

 

ทรายขาว น้ำทะเลใสสะอาดที่เกาะไข่นุ้ย เรือลำที่อยู่ไกลคือลำที่เราใช้เดินทาง

 

ฟองน้ำทะเลจากเรือยอชท์กับเกาะไข่

 

ปลาปักเป้าที่ชายหาดแหลมพันวา

 

กุ้งเรนโบว์แดง Procambarus clarkii Girard, 1852

 

เต่าตนุ

 

หอยมือเสือ

 

ถ่ายรูปร่วมกับคุณไพบูลย์ - คุณหญิงชฎา วัฒนศิริธรรม

หมายเลขบันทึก: 321947เขียนเมื่อ 21 ธันวาคม 2009 16:48 น. ()แก้ไขเมื่อ 6 กันยายน 2013 22:06 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน


ความเห็น (2)

เรียนอ.หมอ

อ่านไปยิ้มไปค่ะ

ธรรมชาติเมืองไทยเราสวยงาม และประทับใจ

จะหาโอกาสไปเหยียบดินที่เกาะไข่นุ๊ยบ้างคะ

ขอบคุณค่ะ

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี