GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

ข้อคิดจากหนัง

จับความรู้ จากการดูหนัง

เมื่อวันก่อน 21 พฤษภาคม 2549 ด้วยความที่ต้องรีบเร่งถอดบทเรียนการทำงาน เพื่อปั้นเป็นรายงานความก้าวหน้า 6 เดือน ซึ่งต้องอาศัยบรรยากาศการทำงานที่เงียบสักหน่อย จึงเข้ามาที่ทำงาน (สรส.) วันหยุด

หลายคนอาจจะถามว่าวันหยุดเข้ามาทำไม รู้สึกงานทางภาคสังคมจะมีวันหยุดไม่แน่นอน บางครั้งวันธรรมดาก็เป็นวันหยุด และวันหยุดก็คือวันทำงาน ชาวบ้านและภาคีที่เราทำงานด้วยส่วนมากจะสะดวกมาร่วมเรียนรู้วันเสาร์-อาทิตย์ ซึ่งเป็น "เวลาราษฎร" มิใช่สะดวกมาประชุมในช่วง 3 โมงเช้า ถึง 5 โมงเย็น ซึ่งเป็น "เวลาราชการ" ยังจำคำนี้ได้จากที่อาจารย์หมอประเวศพูดในเวทีหนึ่งว่า จับความได้ว่า "การทำงานกับชาวบานส่วนมากเรามักไม่คำนึงถึงเวลาที่เหมาะสม มักจะเอาตัวเองเป็นที่ตั้ง ใช้เวลาราชการ แต่ไม่คำนึงถึงเวลาราษฎร"

ฉะนั้น วันหยุดสำหรับคนทำงานการเรียนรู้กับชาวบ้าน จึงไม่เลือกเวลาและสถานที่ เพราะการเรียนรู้เกิดทุกที ไม่จำกัดเวลา หัวหน้างานซึ่งเป็นแบบอย่างสำหรับทีมงานอย่า "คุณทรงพล" ได้ตั้งข้อสงสัยให้เราเหมือนกันว่า "ทำงานขนาดนี้ เอาเวลาไหนพักผ่อน" หรือ "ไม่เหนื่อยบ้างหรือไร" คำตอบที่ได้คือ "การพักผ่อนไปในงาน" หรือ "ให้งานเป็นวิถีชีวิต" ซึ่งกว่าจะมาเข้าใจและเริ่มลึกซึ้งก็ต่อเมื่อเข้ามาทำงานกับชุมชน (หรือที่เรียกหรูๆว่าคนทำงานทางสังคม) ได้ 3-4 ปี

ย้อนกลับมาเรื่องเดิมที่อยากเล่าคือ หนังเรื่อง "รหัสลับ ดาวินชี" ด้วยความที่ไม่ค่อยได้ดูทีวีหรืออ่านหนังสือพิมพ์ จึงทำให้ "ตกข่าว" หนังดังไปบ้าง พบอาจารย์สรยุทธ (เอเชีย) ซึ่งสนใจเรื่องสุขภาพทางปัญญา ในคราวประชุมกรรมการมูลนิธิชุมชนท้องถิ่นพัฒนาเมื่อวันที่ 18 ที่ผ่านมา บอกว่าควรจะไปดูนะ วันอาทิตย์ซึ่งกะว่าจะเข้ามาอาศัยความเงียบของวันหยุดที่ห้องทำงานเพื่อเขียนงานซะหน่อย จึงเป็นวันที่เราคิดว่าควรจะ "หยุด" เสียบ้างด้วยการไปดูหนัง และด้วยความที่เมเจอร์รัชโยธิน อยู่ใกล้ที่ทำงาน เป็นการสะดวกเหมาะสมอย่างที่สุดที่จะตัดสินใจไปดูหนังแล้วกลับมา "เขียนงาน" ตอนมืด

ปรากฏว่าถึงเมเจอร์ ลมแทบใส่ ไม่เคยมาที่นี่ตอนวันหยุดนานแล้ว ทำไมคนเยอะมากมายขนาดนี้ แน่นตั้งแต่ชั้นแรก พอขึ้นไปชั้น 2 ที่ขายตั๋ว เห็นแถวยาวเหยียดทุกแถว Davinci มีฉายทั้งหมด 4-5 รอบต่อวันเห็นจะได้ ตอนที่ไปถึงเกือบบ่าย 3 โมง เลยอยากจะดูรอบ 15.10 ปรากกฏว่าเต็มไปนานแล้ว รอบ 4 โมงกว่าก็เต็ม ขณะนี้เหลือ 30 ที่นั่งสำหรับรอบ 16.50 เอาก็เอารอประมาณ 2 ชั่วโมง การซื้อตั๋วต้องแยกไปซื้อต่างหาก คนล้นขนาดต้องตั้งโต๊ะขายตั๋วแยกต่างหาก ไปต่อคิวเหลือประมาณ 3-4 ใบสุดท้ายและเป็นที่นั่งคู่ (honeymoon seat) อีกตะหาก บอกเขาไปว่ามาคนเดียว ก็เลยได้มา 1 ใบ ราคา 140 บาท เอ๊ะ เดี๋ยวนี้ราคาตั๋วหนังขึ้นแล้วหรือ เคยดูอยู่ประมาณ 100 บาท (สงสัย 140 คงเป็นเก้าอี้พิเศษแน่เลย)

เพิ่งจะเห็นสัจธรรม ความจริงของคนเมืองในวันหยุด ที่ "การดูหนัง" เป็นวิธีพักผ่อน จีบสาว หาความรู้ ฯลฯ คนที่นานๆดูหนังสักครั้งอย่างเรา ก็เลย "ตะลึง" กับคนที่ยั๊วะเยี๊ยะขนาดนั้น สงสัยคราวหลังต้องอาศัยเทคโนโลยีช่วย จองไปจากบ้านทางเน็ตหรือโทรศัพท์ ไปถึงซื้อตั๋วแล้วดูเลยดีกว่า

เหลือเวลาอีกตั้งประมาณ 2 ชั่วโมง ทำอะไรดี คิดปุ๊บก็ออกปั๊บ เราไปนั่งเล่นเน็ตดีกว่า เน็ตที่ทำงานช้ามาก ไปร้านเน็ตสัก 2 ชั่วโมงแป๊บเดียว ข้ามไปฝั่งตรงข้ามเมเจอรัชโยธิน ซื้อขนมและน้ำจากร้านเซเว็น ไปทัศนาหน้าจอคอมฯ ที่นี่มีเฉพาะเน็ต ไม่มีเกมส์ เลยค่อนข้างเงียบสงบหน่อย ผิดกับแถวบ้าน (ถนนลาดพร้าว) ไปเล่นเน็ตหนวกหูมาก อากาศก็ไม่โปร่ง แต่ที่ทนใช้บริการเพราะถูก เล่นตั้ง 2 ชั่วโมงกว่า เสียไป 20 บาทเอง 

ประสบการณ์ร้านเน็ตที่อยากจะกล่าวถึงเมื่อไม่นานมานี้ มีครั้งหนึ่งเมื่อคราวไปช่วยทีมงานในพื้นที่ภาคกลาง จัดกระบวนการเรียนรู้แก่อบต.ลานสัก อ.ลานสัก จ.อุทัยธานี (ร่วมด้วยช่วยกันเป็นคุณอำนวย) ทีมงานที่รับผิดชอบพื้นที่นี้คนหนึ่งจะต้องไปเช็คอีเมล์ เพื่อโหลดเอกสารแนบซึ่งจะใช้ประกอบการหารือพูดคุยกับอบต. ปรากฏว่าไปร้านเน็ตในตัวเมืองอุทัยธานี เด็กจองเต็มทุกทีจนต้องถอย โทร.ไปถามอบต.ว่ามีเน็ตตำบลหรือไม่ ปรากฏว่ามี ก็เลยโล่งอก ไปถึงระหว่างรอ "ท่านผู้นำท้องถิ่น" เราก็ไปเช็คอีเมล์พลาง แต่ปรากฏว่า เข้าหน้าเว็ปได้ แต่ติดระบบป้องกันอะไรสักอย่าง ทำให้ไม่สามารถ log in เข้าสู่ระบบได้เลย พยายาม "จัดการความรู้เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า" โดยร่วมด้วยช่วยกันทำ "knowledge sharing" ก็แล้ว ไม่เป็นผล สุดท้ายก็ต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไป

เป็นบทเรียนสำหรับคุณอำนวยในชุมชนอีกครั้งหนึ่งว่า "อย่าไว้ในเทคโนโลยี" โดยเฉพาะในต่างจังหวัด และบทเรียนอีกอย่างหนึ่งคือ "การจัดการกับสถานการณ์เฉพาะหน้า" ทำให้ต้อง "ปรับเปลี่ยนกระบวนท่าอยู่เสมอๆ" รายละเอียดของเรื่องการปรับเปลี่ยนกระบวนท่านี้ มีบ่อยๆตอนไปเป็นคุณอำนวยทั้งที่ได้รับเชิญ (ไปเป็นวิทยากร ผู้ช่วยวิทยากร) และทั้งที่ต้องแสดง "วิทยายุทธ์" ในหน้างานของตัวเอง ว่างๆจะเล่าสู่กันฟังต่อไป

กลับเข้ามาต่อเรื่องหนัง ไม่ขอพูดถึงรายละเอียดมากนัก แต่ขอบอกว่า หนังเรื่องนี้ยาวถึง 3 ชั่วโมง แต่ละบท แต่ละตอน มีการพลิก หักมุม ตลอด ที่ชอบคือตัวละครในหนังต้อง "ตีความรหัสลับ" ต่างๆเยอะมาก เพื่อเป็นความรู้ในการขยับขับเคลื่อนจังหวะต่อไปอย่างไร เพื่อไม่ให้ "พลาดท่าเสียที" อีกฝ่ายที่กำลังสู้รบตบมือด้วย หรือพูดอีกอย่างว่าเพื่อให้ "รู้เท่า รู้ทัน" สถานการณ์ที่มีความเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ

บ่อยครั้งที่พบว่า ทั้งตัวเราเองและคนอื่นๆ (ชุมชน) รู้ไม่เท่าและรู้ไม่ทันสิ่งต่างๆที่เข้ามาเกี่ยวข้องในชีวิต การเข้ามาทำหน้าที่ส่งเสริมการเรียนรู้ให้กับคนอื่นของทีมงานสรส. ส่วนหนึ่งก็คือการสร้างการเรียนรู้ให้กับตัวเองด้วย ตัวอย่างการต้องทำให้ชาวบ้านรู้เท่า รู้ทันนี้ มีกรณีกลุ่มอาชีพสตรีแม่บ้านวัดดาว อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี ซึ่งเป็นหนึ่งในเรื่องที่อบต.วัดดาวต้องการจะ "พัฒนา" ในเวที "เหลียวหลัง แลหน้า กลุ่มอาชีพสตรีวัดดาว" ที่ทีมงานจะต้องทำความเข้าใจเรื่อง "เศรษฐกิจชุมชน" เป็น "ความรู้ก่อนทำ" ที่จำเป็นสำหรับคุณอำนวยและคุณบันทึกก่อน แล้วค่อยไป "อำนวยให้คนอื่นรู้"

ตัวอย่างความรู้เรื่องเศรษฐกิจชุมชนที่จะทำให้ชาวบ้านหันมาเหลียวหลังคือ การพาย้อนไปดูข้อมูลการบริโภคในครัวเรือนจากแผนแม่บทชุมชนของตำบลเอง เรามักพบเสมอว่า ชาวบ้านต้องจับจ่ายใช้สอยสิ่งของที่ผลิตนอกชุมชน (จากพ่อค้านายทุนในเมือง) เช่น สบู่ ยาสีฟัน ขนมขบเคี้ยว ปีหนึ่งๆจำนวนมาก โดยราคาของที่ซื้อนี้บวกค่าวัตถุดิบ ต้นทุนการผลิต หีบห่อ การโฆษณา และขนส่ง มาเป็นทอดๆ รวมอยู่ราคาที่เราซื้อ  แต่ในทางกลับกัน ผลิตผลทางการเกษตร เป็นต้น ที่ชาวบ้านผลิตได้ กลับถูก "คนนอก" ซื้อในราคา "เท่าทุนหรือต่ำกว่าทุน" แล้วบวกค่าขนส่ง ค่าอะไรจิปาถะ ไปถึงมือผู้บริโภคอีกทีราคาก็หลายเท่าตัว

การซื้อของภายนอกมาก แต่ขายของออกไปได้ราคาน้อย ทำให้เกิดภาวะ "เลือดไหลออกไม่รู้ตัว" ของชาวบ้าน ทั้งที่สินค้าบางชนิดเราผลิตกินและขายกันเองได้ มีประโยชน์มากกว่า เช่น ขนมไทย หรือของใช้บางชนิดใช้เทคโนโลยีไม่สูง เราสามารถผลิตใช้เองได้ เช่น น้ำยาล้างจาน เป็นต้น

การใช้ข้อมูล ใช้ความรู้ ให้ชาวบ้านหันกลับมามอง ฉุกคิด แล้ว "รู้เท่า รู้ทัน" จึงเป็นวิทยายุทธลำดับแรกๆที่ "นักจัดการความรู้ท้องถิ่น" จำเป็นต้องใช้ และให้ชาวบ้าน "รู้มากๆ" นี้ ก็จะเป็นการส่งเสริมการเรียนรู้ที่สร้างพลังให้กับชุมชน เราใช้ความรู้เข้าไป ใช้การจัดการเข้าไป ทำให้ชาวบ้านเขาสามารถ "ทำเองได้" โดยเริ่มต้นจากการหัดคิด หัดทำ สะท้อน แก้ไข ปรับปรุงกันบ่อยๆ สร้างกลุ่มชาวบ้านให้เป็น "คุณกิจที่ใช้ความรู้" ในการทำงาน ในการใช้ชีวิต คุณทรงพลเคยพูดเสมอๆว่า "ชาวนาทำนาทั้งปีแต่ไม่ค่อยได้เก็บเกี่ยว" สะท้อนให้เห็นว่า คนเราบางทีทำอยู่ทุกวัน แต่ไม่ค่อยได้หันมามอง มาคิดลึกซึ้งกับมัน ทำให้ไม่เห็น "ความรู้" ที่ซ่อนอยู่และ "เอามาใช้ได้" นั่นเอง

ตอนแรกกะว่าจะเขียนลงไปในเนื้อหาของหนังเรื่องนี้ ว่าสอนอะไรเราบ้าง โดยเฉพาะความลึกซึ้งเรื่องความเป็นมนุษย์ ความเท่าเทียมกัน อำนาจและการรักษาอำนาจ เรื่องเพศชาย-หญิง แต่พอนานวันไป ดันไปโยงเรื่องอื่นเข้ามาจนได้

การเขียนบันทึกก็อย่างนี้แหละ ทำให้เห็นว่า "ความคิดเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา" คือ มันเปลี่ยนแปลงได้ง่าย ไม่คงทน และไม่มีใครเป็นเจ้าของ แวบหนึ่งมาผ่านเข้ามา แต่ถ้าไม่ได้ "บันทึก" มันก็จะแวบหายไปได้เหมือนกัน

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

คำสำคัญ (keywords): uncategorized
หมายเลขบันทึก: 30364
เขียน:
แก้ไข:
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (0)