"สระไทย"  เปลี่ยนแล้วค่ะ..

             จากเดิม    มี  ๒๑  รูป  ๓๒  เสียง

    ปัจจุบันเปลี่ยน เป็น  ๓๖  รูป  ๒๑  เสียง

ของจริงค่ะ..มีหลักฐานยืนยันแน่นอน

 

       จากการทดสอบความรู้ของครูผู้สอนภาษาไทย ของ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน  โดยสถาบันภาษาไทย  กระทรวงศึกษาธิการ  ได้เสนอแบบทดสอบความรู้เรื่องหลักเกณฑ์ภาษาไทย   มีอยู่หนึ่งข้อที่คุณครูภาษาไทยก็ยังไม่ทราบ  เป็นที่ถกเถียงกันพอสมควร    จึงขอนำมาบอกกล่าวแบ่งปันเพื่อนบ้านภาษาไทยค่ะ.. 

 

สระในภาษาไทย ในปัจจุบัน 

                    มีการแบ่งรูปและเสียง  ได้ ๒ ลักษณะ  คือ                               

     ๑.หนังสือหลักภาษาไทย ของพระยาอุปกิตศิลปสาร    กำหนดว่าสระในภาษาไทย มี ๒๑ รูป  ได้แก่ 

  • อ ตัวออ

  • ย ตัวยอ

  • ว ตัววอ

  • ฤ ตัวรึ

  • ฤๅ ตัวรือ

  • ฦ ตัวลึ

  • ฦๅ ตัวลือ  

      หากนำมาประกอบกันจะเกิดสระใหม่ได้  เช่น เ- เมื่อนำมาประสมกับรูปสระ -ะ  จะกลายเป็นสระ เ-ะ  เป็นต้น

    เสียงสระ    ในภาษาไทยมี ๓๒ เสียง ได้แก่สระเดี่ยว ๑๘ เสียง สระประสม ๖ เสียงและสระเกิน ๘ เสียง  ได้แก่

    สระเดี่ยว      คือ สระเสียงสั้นและเสียงยาวคู่กัน  ๙ คู่  ๑๘ เสียง ได้แก่

  • อะ     คู่กับ   อา    
  • อิ      คู่กับ    อี
  • อุ      คู่กับ    อู
  • เอะ    คู่กับ   เอ
  • โอะ   คู่กับ   โอ
  • เออะ  คู่กับ   เออ
  • เอาะ  คู่กับ   ออ
  • อึ      คู่กับ   อือ   

    สระประสม      คือ  สระเดี่ยวประสมกัน  ๖  เสียง  ได้แก่

  • สระอุ    กับ   สระอู        เป็น   สระอัวะ  
  • สระอิ    กับ   สระอะ      เป็น    สระเอียะ
  • สระอึ    กับ   สระอะ      เป็น    สระเอือะ
  • สระอู    กับ   สระอา      เป็น    สระอัว
  • สระอี    กับ   สระอา      เป็น    สระเอีย
  • สระอือ  กับ   สระอา      เป็น    สระเอือ

     สระเกิน     ได้แก่  -ำ  ใ- ไ- เ-า  เป็นรูปสระที่มีเสียงพยัญชนะรวมอยู่ด้วย (เสียง ม ย ว)

ส่วน ฤ ฤๅ ฦ ฦๅ   มีเสียง  ร  ล  นำหน้าเสียงสระ  เราจึงเรียกรูปสะดังกล่าวว่า "สระเกิน

 

    ๒.หนังสือบรรทัดฐานภาษาไทย เล่ม ๑ (กรมวิชาการ : ๒๕๔๕)   พิจารณาจากรูปสระที่ปรากฏในการใช้ในคำ  ประโยค หรือ ข้อความ  จึงทำให้มีรูปสระที่ใช้แทนเสียง มีจำนวน  ๓๖   รูป  ได้แก่ 

  • ๑.       -      เรียกว่า ไม้ไต่คู้                 ๑๙.    โ-ะ     เรียกว่า สระ โอะ 
  • ๒.      -ะ       เรียกว่า สระ อะ                 ๒๐.    โ-       เรียกว่า สระ โอ          
  • ๓.      -       เรียกว่า ไม้หันอากาศ         ๒๑.    เ-าะ    เรียกว่า สระ เอาะ
  • ๔.      -า       เรียกว่า สระ อา                ๒๒.    -อ      เรียกว่า สระ ออ
  • ๕.      -ำ       เรียกว่า สระ อำ                ๒๓.    -็อ      เรียกว่า สระ  ออ กับไม้ไต่คู้
  • ๖.       -ิ        เรียกว่า สระ อิ                 ๒๔.    เ-อะ    เรียกว่า สระ เออะ
  • ๗.      -ี        เรียกว่า สระ อี                 ๒๕.    เ-อ     เรียกว่า สระ เออ
  • ๘.      -ึ        เรียกว่า สระ อึ                 ๒๖.    เ-ิ       เรียกว่า สระ เออ
  • ๙.      -ื        เรียกว่า สระ อือ               ๒๗.    เ-ียะ    เรียกว่า สระเอียะ
  • ๑๐.     -ือ      เรียกว่า สระ อือ - ออ       ๒๘.    เ-ีย      เรียกว่า สระ เอีย
  • ๑๑.     -ุ        เรียกว่า สระ อุ                ๒๙.    เ-ือะ    เรียกว่า สระ เอือะ
  • ๑๒.    -ู        เรียกว่า สระ อู                 ๓๐.    เ-ือ     เรียกว่า สระ เอือ
  • ๑๓.    เ-ะ      เรียกว่า สระ เอะ              ๓๑.    -วะ     เรียกว่า สระ อัวะ
  • ๑๔     เ-       เรียกว่า สระ เอ               ๓๒.    -ว     เรียกว่า สระ อัว        
  • ๑๕.    เ-็       เรียกว่า สระ เอ กับไม้ไต่คู้ ๓๓. -ว  เรียกว่า ตัว วอ
  • ๑๖.     แ-ะ     เรียกว่า สระ แอะ            ๓๔.    ใ- เรียกว่า สระ ใอไม้ม้วน
  • ๑๗.  แ-        เรียกว่า สระ แอ              ๓๕.    ไ- เรียกว่า สระ ไอไม้มลาย                                    
  • ๑๘.    แ-็       เรียกว่า สระ แอ กับไม้ไต่คู้     ๓๖. เ-าเรียกว่า สระ เอา

  เสียงสระในภาษาไทย มี ๒๑ เสียง ดังนี้

  สระเดี่ยว คือ สระที่เปล่งเสียงโดยอวัยวะในช่องปากอยู่ในตำแหน่งเดียวตลอดเสียง เช่น           เสียงสระของคำว่า กา ขอ เจอ ดู ตา นา มือ สี เป็นต้น หน่วยเสียงสระเดี่ยวในภาษาไทยมี ๑๘ หน่วย

  สระประสม คือ สระที่เปล่งเสียงโดยอวัยวะที่ใช้ออกเสียงอยู่ในตำแหน่งมากกว่า ๑ ตำแหน่ง        หน่วยเสียงสระประสมในภาษาไทยมี ๓ หน่วย คือ

    เ-ีย      เช่น     เสียงสระในคำว่า   เลีย เรียน เปียก เรียบ  เงียบ เกี๊ยะ เผียะ เป็นต้น

    เ-ือ     เช่น     เสียงสระในคำว่า   เกลือ  เมื่อ  เชื่อ  เหลือ เป็นต้น

    -ว       เช่น     เสียงสระในคำว่า   ตัว  กลัว  นวล  รวบ  ผัวะ  จั๊วะ เป็นต้น

สำหรับ  -ำ  ใ-  ไ-  เ-า  เป็นรูปสระที่มีเสียงพยัญชนะรวมอยู่ด้วย (เสียง ม ย ว) ส่วน ฤ  ฤๅ  ฦ ฦๅ      มีเสียง ร  ล นำหน้าเสียงสระ เราจึงเรียกรูปสระดังกล่าวว่า สระเกิน

   

     ดังนั้นในการใช้ในสถานศึกษาปัจจุบัน จึงมีคำถามว่าแล้วจะเลือกใช้จากตำราใด  ระหว่างตำราเดิมของพระยาอุปกิตศิลปสาร  กับตำราของกระทรวงศึกษาธิการ ผู้เขียนก็พยายามหาคำตอบ  โดยการสอบถามจากผู้รู้และผู้เกี่ยวข้อง ได้แก่ สถาบันภาษาไทย  สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ  และคณาจารย์จากมหาวิทยาลัย ซึ่งได้รับคำตอบว่า ให้ใช้ของกระทรวงศึกษาธิการ                 

      

      แหล่งอ้างอิงสำคัญ (สำหรับท่านผู้อ่านที่สนใจค่ะ) 

      หนังสืออุเทศภาษาไทย  ของ กระทรวงศึกษาธิการ

      เล่ม ๑ ระบบเสียง  อักษรไทย  การอ่านคำและการเขียนสะกดคำ (เล่มนี้ค่ะ ที่ว่าด้วยเรื่อง สระไทย)

      เล่ม ๒ คำ  การสร้างคำและการยืมคำ

      เล่ม ๓ ชนิดของคำ  วลี ประโยคและสัมพันธสาร

      เล่ม ๔ วัฒนธรรมการใช้ภาษาไทย

      เล่ม ๕ กระบวนการคิดและการเขียนร้อยแก้ว

      เล่ม ๕ กระบวนการคิดและการเขียนร้อยแก้ว

      เล่ม ๖ ฉันทลักษณ์และขนบการเขียนร้อยกรอง

 

..หวังว่าสาระของบันทึกนี้จะพึงบังเกิดประโยชน์สำหรับเพื่อนบ้านภาษาไทยบ้างนะคะ..

สวัสดีค่ะ