หลังจากได้มีโอกาสเรียนรู้และลงมือทำจริงเกี่ยวกับ KM มาปีกว่า ซึ่งเป็นการทำไป-เข้าใจไป เหมือนประโยคเด็ดของสคส.ที่ว่า "การจัดการความรู้ ไม่ทำไม่รู้" และได้รับการ "ยุยงส่งเสริม" จากสคส.หลายครั้งให้เขียนบันทึกลง blog สักที

วันนี้เลยคิดว่าตัวเองน่าจะมีอะไร พอจะแบ่งปันกับ "ชุมชนคนสนใจความรู้" ได้บ้าง จึงอยากจะแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ความคิด และความรู้ ที่เกิดขึ้นในระหว่างทำงาน ซึ่งจะไม่เรียงตามลำดับเวลา แต่จะเรียงตาม "ความคิดที่ผุดขึ้นในสมอง" เป็นหลัก บางครั้งอาจจะท้าวความไปไกลถึงปีที่แล้ว แต่บางครั้งอาจจะเป็นการสะท้อนจาก "ความคิด" ที่เห็นภาพปัจจุบันแล้ว "นึกถึงอนาคต"

สาเหตุที่อยากจะแบ่งปัน เพราะคิดว่า KM ทำให้อะไรๆในช่วงปีกว่าที่ผ่านมา "ชัดเจน" ขึ้นทั้งตัวคนทำงาน ตัวเนื้องาน และตัวความรู้ โดยเฉพาะตอนนี้ความคิดว่า "ความรู้อยู่ในทุกที่" ขึ้นอยู่กับ "การมอง การให้คุณค่าและความหมาย" ต่างหาก เริ่มเข้าอยู่ในหัวตัวเองมากขึ้น

นึกเสียดายที่เวลาผ่านมา 30 กว่าปีของชีวิต เราไม่ได้บันทึกอะไรไว้เป็น "อนุสาวรีย์ความคิด" กับตัวเองเลย อาจจะเป็นเพราะกล้าๆ กลัวๆ ไปไม่พ้นจากความเคยชินเดิม "ไม่รู้จะบันทึกไปทำไม" กอปรกับการไม่เห็นความสำคัญของ "ความรู้ที่อยู่ในตัวคนและที่อยู่ในตัวเอง" ซึ่งเป็น "เบื้องหลัง" ที่สำคัญของการที่คนเราไม่เป็น "คุณบันทึก"

แวบหนึ่งของความคิดที่โผล่มาตอนนี้คือ หากเปรียบความรู้ที่มีอยู่ตลอดชีวิตของเราเหมือนคลื่นทะเลที่กระทบฝั่งทุกวัน แต่เราไม่สามารถหาคุณค่าความหมายที่มากับคลื่นนั้นได้ น่าเสียดายที่การใช้ชีวิตผ่านไปแต่ละวันเหมือนคลื่นกระทบฝั่ง ขาดการเก็บเกี่ยวมาใช้ประโยชน์ เรารู้สึกว่า "เหนื่อยกับงาน เหนื่อยกับการใช้ชีวิต" เพราะไม่เห็น "อะไรดีๆ" ที่แฝงอยู่กับการทำงานและการใช้ชีวิตนั่นเอง

การลงมือเขียนบันทึกในบล็อกก็เช่นกัน กว่าจะมีเงื่อนไขปัจจัยทำให้เราได้เห็นประโยชน์และลงมือทำมันจริงๆก็นานเหมือนกัน มักมีข้ออ้างต่างๆอยู่เรื่อย เช่น ไปพื้นที่บ่อย ระบบอินเตอร์เน็ตไม่มี ซึ่งเป็นข้ออ้างที่เราจะไม่ทำและไม่เรียนรู้ เชื่อว่าทุกคนน่าจะมีข้ออ้างที่จะไม่เรียนรู้แต่จะมากหรือน้อยต่างกันเท่านั้น

การลงไปทำงานกับชุมชนก็เช่นกัน พบว่า "ชาวบ้านมีข้ออ้างที่จะไม่เรียนรู้" มากทีเดียว ท่ามกลางสถานการณ์และบริบทของชุมชน การทำงาน "สร้างคนที่จะพาชาวบ้านเรียนรู้" ซึ่งต้องเหนื่อยหลายต่อ คือ

1) ต้องสร้างการเรียนรู้ให้กับคนที่จะพาชาวบ้านเรียนรู้ (สร้างคุณอำนวย) ก่อน

2) ร่วมกับคุณอำนวยในชุมชนไปกระตุ้นสร้าง "คุณกิจ" คือแกนนำชาวบ้านในพื้นที่

3) เป็นพี่เลี้ยงทั้งคุณอำนวยและคุณกิจในแต่ละพื้นที่

บ่อยครั้งที่สรส.ต้องใช้วิธี "เปิดหัว" ที่ "โดนและแรงพอ" บ้างครั้งกำลังและความสามารถในการ "เปิดหัวในเรื่องนั้น" เช่น การเรียนรู้ของเด็กเล็ก ผู้นำและพลังกลุ่ม ของสรส.ไม่เพียงพอ ก็ต้องอาศัย "วิทยากรผู้เชี่ยวชาญ" ในเรื่องนั้น ไม่ว่าจะเป็น ทีมงาน brain based learning หรือ ทีมงานเสมสิกขาลัย ไปจัดกระบวนการ "กระตุกและกระตุ้น" ก่อนในครั้งแรกๆ จากนั้นเราจึงค่อยตามต่อ

เรื่องการเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนคนนี้ มีความลึกลับซับซ้อน เกี่ยวพัน โยงใยไปกับหลายเรื่องทีเดียว จนบางครั้งเราเองก็ "มึน" ไปบ้างเหมือนกัน แง่มุมหลากหลายของความรู้ในการเปลี่ยนแปลงคนนี้ น่าจะมีคุณค่าและประโยชน์ หากได้รับการเสริมเติมเต็มจากคนที่สนใจเรื่องเดียวกัน เพราะเป็น "การเรียนลัดที่ลงทุนน้อยและได้ผลมาก"

คุณูปการของบล็อกที่เพิ่งเริ่มเขียนได้วันแรก ที่เห็นกับตัวเองในขณะเขียน อย่างน้อย 3 ประการ คือ

1) ทำให้ได้ใช้ "ความสด" ให้เป็นประโยชน์มากๆ จากเดิมที่มักจะติดกรอบในการเขียน ทำให้เรื่องเล่าออกมาเป็น "รายงาน" มากกว่าเป็น "บันทึกคนทำงาน"

2) ทำให้เราได้คิด จัดระบบ วางระบบในการเขียนมากขึ้น เพราะขณะที่เขียนโดยอาศัยความสดนั้น เบื้องหลังคือการ "กระตุกต่อมคิด" และการทำงานโยงใยของเซลล์สมองมหาศาลหลายล้านเซลล์

3) ทำให้เราชัดขึ้นว่า "เรารู้อะไร" เป็นการดึงความรู้ที่มันฝังอยู่ในตัวเอง โดยตัวเองเป็นคนดึงออกมา เพียงแค่อาศัยหน้าจอคอมพิวเตอร์และคีย์บอร์ด ไม่ต้องอาศัย "คุณอำนวยและคุณบันทึก" ต้องคอยซัก คอยจด ออกมา

สุดท้ายอยากให้ "นักจัดการความรู้" ทั้งหลายในชุมชนที่สคส.เป็นเจ้าภาพ ช่วยกันแสดงความคิดเห็น วิพากษ์ วิจารณ์ ซึ่งเป็นสะท้อนกลับที่สร้างกำลังใจแก่ "เจ้าของบล็อกมือใหม่" ได้เป็นอย่างดี