ชีวิตพ่อค้าขายหนังสือที่กรุงคาบูล ประเทศที่ไม่สงบสุขมาเป็นเวลานาน

ถนนหนังสือสายคาบูล (The book seller of Kabul)

 

ชื่อหนังสือเรียบๆ ธรรมดา แปลตรงๆ แต่บิดนิดๆ เล่มนี้เขียนโดยคุณ Aese Seierstad นักข่าวสงครามหญิงชาวนอร์เวย์ แปลโดยคุณจิระนันท์ พิตรปรีชา จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์มติชน

อ่านชื่อก็พอรู้ว่าคงเกี่ยวกับอัฟกานิสถานและเมืองหลวง- กรุงคาบูล ชื่อภาษาอังกฤษจะสื่อว่าเป็นพ่อค้าขายหนังสือในกรุงคาบูล

เรื่องนี้น่าจะเป็นเรื่องแต่งจากประสบการณ์ผู้เขียนที่ไปเป็นนักข่าวที่กรุงคาบูล โดยสื่อทางพ่อค้าขายหนังสือคนหนึ่งชื่อ สุลต่าน คาน จับเอาช่วงเวลาหลังจากตาลีบันล่มสลาย แล้วมาปกครองโดยนายกฮามิด กาซาฮีร์ และเป็นช่วงผ่าน 11 กันยายน มาแล้ว

ตามประวัติศาสตร์ของประเทศอัฟกานิสถานที่แทรกอยู่เป็นระยะๆ ในเล่ม ทำให้ทราบว่า

-          ก่อนหน้านั้นอัฟกานิสถานปกครองโดยกษัตริย์           จนกระทั่งถึงองค์สุดท้ายเฮร์ ชาห์

-          คศ. 1973 ยกเลิกระบอบกษัตริย์ โดยการนำของเจ้าชายดาวู้ด

-          ในระหว่างนี้ประธานาธิบดีดาวู้ดถูกสังหารและถูกโค่นล้มโดยคอมมิวนิสต์

-          เมื่อคอมมิวนิสต์เข้ามาปกครอง เกิดการต่อต้านรัฐบาลโดยขบวนการมูจาฮีดิน

-          คศ. 1979 – 1989 ปกครองโดยโซเวียต แม้โซเวียตจะถอนทหารไปแล้วแต่ยังคงให้การสนับสนุนรัฐบาลต่อๆมา

-          คศ. 1996 ลุ่มตาลีบันเข้าปกครอง

หนังสือปูพื้นให้เห็นสุลต่านคาน ก่อนมาขายหนังสือ เคยเรียนวิศวกรมาก่อน แต่ไม่จบ ด้วยความที่เป็นคนชอบอ่านหนังสือ เมื่อได้เดินทางไปเตหะรานได้พบหนังสือที่ชอบ ก็กว้านซื้อไว้ แล้วเอาไปพิมพ์ที่ปากีสถานด้วยราคาถูกๆ แล้วเอากลับมาขายในคาบูล  แต่ไม่ว่าใครจะขึ้นมาปกครอง สุลต่านคาน ค้าขายได้เรื่อยๆ หลบซ่อนบ้างถ้าเป็นหนังสือต้องห้าม ต้องถามหาถึงจะมีขาย  บางทีก็โดนจับกุมบ้าง ก่อนหน้านี้ครอบครัวของสุลต่านคานได้อพยพหนีสงครามไปอยู่ที่ปากีสถานเหมือนหลายๆ ครอบครัว เมื่อสงครามสงบจึงได้กลับมาขายหนังสือที่คาบูล ส่วนเมียแรกยังอยู่ที่ปากีฯ แต่สุดท้ายได้กลับมาอยู่ที่คาบูลด้วยกัน

                หนังสือกล่าวถึงการดำเนินชีวิตหลังสงครามของชาวบ้านคนหนึ่งผ่านทางสุลต่าน คาน ผู้เป็นมุสลิมสายกลาง เขาตื่นมาทำละหมาดทุกเช้า แต่อีกสี่ครั้งที่เหลือก็ไม่ได้ทำทุกครั้งยกเว้นตำรวจมาลากไปเข้าสุเหร่า เขาถือศีลอดช่วงอดอาหาร สั่งสอนลูกและภรรยาให้เป็นมุสลิมที่ดี แต่สุลต่านเชื่อว่าการสวดมนตร์ก้มกราบอัลเลาะห์ไม่สามารถทำให้รวยได้ คนเราควรช่วยตัวเองก่อนที่พระเจ้าจะช่วย เราขอบคุณพระเจ้าสำหรับสิ่งที่เราได้รับในชีวิต แต่ไม่ใช่ไปสวดขอโน่นนี่” (หน้า 62)

                ส่วนความคิดเขาเรื่อง การบริจาคทานนั้นดูได้จาก เมื่อต้องเดินทางไปธุระที่ปากีฯ มีเด็กขอทานแถวท่ารถ เขาคิดว่าการบริจาคทานนั้น......เราต้องช่วยตัวเองก่อน จากนั้นจึงช่วยคนในครอบครัว ญาติสนิท เพื่อนบ้าน ผู้ยากไร้ตามลำดับ เขาอาจโยนเศษเงินในคาบูลบ้าง แต่ขอทานที่ปากีสถานคือ อันดับสุดท้ายในรายการทำทานของเขา ปากีสถานควรต้องดูแลผู้ยากไร้ของตนเอง

                อัฟกานิสถานหลังสงครามทุกอย่างเปลี่ยนไป เมื่อปี 1967 รัฐบาลออกหนังสือเชิญชวนท่องเที่ยวส่วนหนึ่งใจความว่า ริมทางหลวงสายนี้มีเด็กขายพงมาลัยทิวลิปรอรับท่านอยู่ เมื่อถึงฤดูใบไม้ผลิจะมีผลไม้ประภทเชอรรี แอพริคอต อัลมอนด์ และสาลี่ให้เลือกซื้อ....เมื่อลูกชายสุลต่านได้ยินถึงกับหัวเราะเพราะสิ่งที่เห็นในวันนี้มีเพียงต้นเชอรี่สองสามต้น บ่อน้ำใส่ยาพิษ และภัยแล้งต่อเนื่องกันถึงสามปี

                เมื่อตาลีบันเข้าปกครองประเทศเด็กสมัยนั้นต้องเรียนตำราคณิตศาสตร์เป็นเรื่องสงครามชาย (ตาลีบันพิมพ์หนังสือให้ผู้ชายอ่านเท่านั้น) นักเรียนไม่เคยเจอโจทย์แบบแบ่งแอปเปิ้ล หั่นขนมเค้ก แต่ฝึกคำนวณจากกระสุนและปืนอาร์ก้าแทน เช่น มีปืนอาร์ก้าและลูกกระสุนสามแมก แมกแต่ละชุดมีกระสุน 20 นัด  เขาใช้กระสุนไปสองในสามเพื่อสังหารคนนอกศาสนาได้ 60 คน อยากทราบว่ากระสุนหนึ่งนัดสังหารได้กี่คน? – ครบเรื่องคูณหารเศษส่วนทุกอย่าง

                ส่วนตำราเรียนสมัยคอมมิวนิสต์เข้าปกครอง โจทย์มีแต่เรื่องแบ่งที่ดินทำกิน แนวคิดเสมอภาคแบบสัมบูรณ์ สุลต่านอยากพิมพ์หนังสือที่โจทย์หนึ่งบวกหนึ่งเท่ากับสองโดยไม่มีเรื่องการเมือง หนังสือเรียนประวัติศาสตร์แนวชาตินิยมไม่ถูกบิดเบือนด้วยอุดมการณ์

 

                แนวคิดของสุลต่านแสดงความคิดและความรู้สึกของคนอัฟกานิสถานคนหนึ่งที่ประเทศไม่มีความสงบสุข ผ่านสงครามหลายยุคหลายสมัย แต่มีความคิดเป็นของตนเอง ตั้งใจจะพัฒนาประเทศ แม้ว่าบางครั้งจะคิดเอาประโยชน์จากการค้าขายบ้างก็ตาม และในสถานการณ์ที่บ้านเมืองยังระเบิดรายวันแบบนี้ คงต้องการคนที่อยากสร้างชาติแบบสุลต่าน คานอีกหลายคน

                ที่หยิบเรื่องนี้มาเขียนไม่ได้ต้องการบอกว่าใครผิดใครถูก แต่อยากให้เห็นว่าในภาวะที่บ้านเมืองไม่สงบสุข ชีวิตต้องดำเนินต่อไปด้วยความยากลำบากจากซากปรักหักพังของสงครามและการสร้างชาติ

                หากมีโอกาสครั้งต่อไปอยากหยิบยกเรื่องของผู้หญิงในประเทศนี้ที่กล่าวในหนังสือมาถ่ายทอดให้ฟังบ้าง