GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

สำนักงานประกันสังคมกับการจัดสวัสดิการแก่แรงงานนอกระบบ (2) จบ

ไม่มีอะไรที่จะได้มาฟรีโดยไม่ต้องลงทุน

            สืบเนื่องมาจากการศึกษาดูงาน และการประชาสัมพันธ์ เผยแพร่แนวความคิดเกี่ยวกับการขยายความคุ้มครองประกันสังคมสู่แรงงานนอกระบบของเจ้าหน้าที่สำนักงานประกันสังคมเมื่อวานนี้ ผู้วิจัยได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในเรื่องนี้อยู่หลายประเด็น รวมทั้งมีข้อสังเกตอยู่พอสมควร กล่าวคือ

            1.แนวความคิด ผู้วิจัยเห็นว่าแนวความคิดของสำนักงานประกันสังคมที่จะขยายความคุ้มครองประกันสังคมสู่แรงงานนอกระบบนั้นเป็นเรื่องที่ดีมาก แต่ไม่อยากที่จะให้หน่วยงานนำแนวความคิดนี้มาขยายโดยเอา “เงิน” เป็นตัวตั้ง ผู้วิจัยไม่ได้ปฏิเสธเรื่องเงิน แต่เห็นว่าปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นทุกวันนี้ คือ เมื่อพูดเรื่องนี้ขึ้นมาทีไร ชาวบ้านจะตั้งคำถามขึ้นมาก่อนว่า ทำแล้วได้อะไร ได้จริงหรือเปล่า คุ้มหรือเปล่า หน่วยงานจะช่วยอะไรชาวบ้าน ช่วยเท่าไหร่ ฯลฯ ซึ่งคำถามเหล่านี้ เราอย่าไปโทษเลยว่าชาวบ้านเอาเงินเป็นตัวตั้ง ชาวบ้านเห็นแต่ผลประโยชน์ ที่ชาวบ้านเป็นอย่างนี้ถ้าเรามองอย่างยุติธรรม เราจะพบว่า ส่วนหนึ่งก็เพราะหน่วยงานต่างๆที่เข้าไปพูดถึงแต่ผลประโยชน์ พูดถึงแต่เงิน แล้วจะไม่ให้ชาวบ้านซึมซับแนวคิดอย่างนี้เข้าไปได้อย่างไร

             ผู้วิจัยรู้สึกเป็นห่วงปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นอย่างมาก เพราะ จริงๆแล้วภายใต้กิจกรรมต่างๆหรือกลุ่มต่างๆที่ชาวบ้านร่วมกันสร้างขึ้นมา ยังมีมิติอื่นๆที่ทับซ้อน หรือซ่อนอยู่อีกมากมาย ไม่ได้มีมิติในเรื่องเงินเพียงอย่างเดียว ผู้วิจัยกลัวเหลือเกินว่าระบบหรือแนวความคิดต่างๆที่เข้าไปในชุมชน โดยเฉพาะระบบหรือแนวความคิดที่มาจากเบื้องบน มาจากภายนอก หรืออิงหลักการทางวิชาการมากเกินไปจะมาทำให้ระบบของชาวบ้านสูญเสียไป

             2.การบริหารจัดการ มีการตั้งคำถามขึ้นมา 1 คำถามว่า “หากต้องออมเงินหรือส่งเงินให้กับสำนักงานประกันสังคมปีละ 1,200 บาท เห็นว่ามากไปหรือเปล่า ชาวบ้านจะส่งได้หรือเปล่า?” ผู้วิจัย (รวมทั้งอีกหลายๆคน) เห็นว่า ไม่มากหรอก ถ้าคิดเป็นเดือนก็ตกเดือนละ 100 บาท ถ้าคิดเป็นวันก็ตกวันละ 3 บาทกว่าๆ ทำไมจะไม่ได้ เดี๋ยวนี้ซื้อขนม 5 บาทยังซื้อไม่ได้เลย เวลาลูกขอเงินพ่อแม่ซื้อขนม พ่อแม่ยังต้องควักเงินเหรียญ 10 หรือ แบ็งค์ 20 เลย ดังนั้น ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่มันมากเกินไปหรือเปล่า ชาวบ้านจะมี (ปัญญา) หาเงินมาส่งหรือเปล่า แต่ปัญหาอยู่ที่เราไม่ได้ถูกฝึกมาให้เห็นความสำคัญของการออมและมีวินัยในการออมมาตั้งแต่ต้น

             สิ่งนี้แหละที่ผู้วิจัยเห็นว่ามีความสำคัญ ถ้าสำนักงานประกันสังคม รวมทั้งหน่วยงานอื่นๆต้องการที่จะทำให้โครงการนี้ประสบความสำเร็จ สามารถขยายการคุ้มครองให้กับประชาชนอย่างทั่วถึงควรที่จะมองในส่วนนี้ด้วย พูดง่ายๆ คือ ต้องเริ่มต้นตั้งแต่รากฐาน ไม่ใช่เอาเงินเป็นตัวตั้ง เพราะ ถ้าเอาเงินเป็นตัวตั้ง คนที่มีเงินเท่านั้นจึงจะสามารถเข้าสู่ระบบได้ ส่วนคนที่ไม่มีเงินก็จะไม่สามารถเข้าสู่ระบบได้ นอกจากนี้แล้ว ยังควรที่จะต้องมีความยืดหยุ่นในเรื่องการออมเงินด้วย ยกตัวอย่างง่ายๆ ถ้าคนที่ต้องการเข้ามาเป็นสมาชิกในกองทุนนี้ต้องจ่ายเงินงวดเดียว คือ 1,200 บาท ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่มากแน่นอนถ้าจะต้องจ่ายเงินเป็นก้อนเพียงครั้งเดียว แต่ถ้าสามารถแบ่งจ่ายได้ก็จะทำให้ลดภาระของผู้ที่เป็นแรงงานนอกระบบได้มากทีเดียว อย่างในกรณีของเครือข่ายฯ แต่ก่อนสมาชิกต้องจ่ายเงินค่าสวัสดิการคนทำงานทุกต้นปีคนละ 50 บาท ถ้าครอบครัวไหนที่เป็นสมาชิกทั้งครอบครัว เช่น เป็นสมาชิกอยู่ทั้งหมด 5 คน ก็ต้องจ่ายคาสวัสดิการคนทำงานเป็นเงินถึง 250 บาท รวมกับเงินออมประจำเดือนอีก 30 บาท/คน (เป็นเงิน 150 บาท) ดังนั้น ในเดือนนั้นครอบครัวนี้ต้องจ่ายเงินถึง 400 บาท ซึ่งถือว่าเป็นภาระที่หนักพอสมควร พอมาในปัจจุบันเครือข่ายฯมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบในการจัดเก็บเงินใหม่ คือ เงินออมแต่ละเดือนก็ออมไปตามปกติ แต่ในส่วนของสวัสดิการคนทำงานสามารถผ่อนได้ทุกเดือน เดือนละ 5 บาท รวมใน 1 ปี สมาชิกจะต้องจ่ายเงินสวัสดิการคนทำงาน 60 บาท แต่ถ้าใครจะจ่ายครั้งเดียวก็ได้ซึ่งจะจ่ายเพียง 50 บาทเท่านั้น ในส่วนนี้เท่าที่ผู้วิจัยได้คุยกับคณะกรรมการและสมาชิก (บางส่วน) พบว่า ทุกคนเห็นว่าเป็นสิ่งที่ดี คือ มีทางเลือกมากขึ้น รวมทั้งเป็นการแบ่งเบาภาระของสมาชิกไปในตัวด้วย เพราะ ไม่ต้องควักเงินก้อน แม้จะต้องจ่ายเพิ่มอีก 10 บาทก็ไม่เป็นไร เนื่องจาก เงินในส่วนนี้ก็จะถือว่าเป็นเงินออมของสมาชิกแต่ละคนด้วย

             ประเด็นหลักๆก็คงมีอยู่เพียงเท่านี้ค่ะ ส่วนประเด็นย่อยๆมีอยู่อีกมากมาย ผู้วิจัยก็คงจะช่วยอะไรไม่ได้มากไปกว่าการแสดงความคิดเห็นหรือการตั้งข้อสังเกตเพื่อให้หน่วยงานได้กลับไปขบคิด อ้อ! เกือบลืมค่ะ ผู้วิจัยอยากฝากข้อคิดไว้สักนิดหนึ่งว่า “ไม่มีอะไรที่จะได้มาฟรีโดยไม่ต้องลงทุน” แม้ว่าการลงทุนนั้นเราจะยังไม่เห็นผลว่าในท้ายที่สุดแล้วผลจะเป็นอย่างไร จะออกมาอย่างที่เราคาดหวังไว้หรือไม่ก็ตาม

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

คำสำคัญ (keywords): uncategorized
หมายเลขบันทึก: 29047
เขียน:
แก้ไข:
ความเห็น: 1
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (1)

ขอโทษด้วยนะคะที่รบกวนเพราะไม่ได้เข้ามาแสดงความคิดเห็นแต่อยากทราบว่าตอนนี้อ.พิษณุที่ภาควิชาสถิติ เป็นดอกเตอร์แล้วเหรอคะ ช่วยตอบให้ทางe-mailหน่อยนะคะ จะได้แสดงความยินดีกับอาจารย์นะคะ ขอบคุณมากนะคะ